เธอที่ฉันเก็บไว้ในฤดูฝน
เสียงฝนตกกระทบกระจกราวกับโลกทั้งใบกำลังจมลงสู่หยาดน้ำ ปุณณ์นั่งอยู่บนโต๊ะท้ายสุดของสตูดิโอวาดแบบ มองสมุดสเก็ตช์ที่เปิดค้างไว้ รอยดินสอฝืดๆ ซ้ำอยู่มุมเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สายตาของเขาไล่ไปบนเส้นสายในหน้ากระดาษ เงาสะท้อนข้างตัวขยับไหว ปุณณ์ไม่เงยขึ้นทันที แต่หางตารับรู้ถึงใครบางคนเดินเข้ามาในห้อง ที่พื้นรอยน้ำฝนหยดเป็นทาง สะบัดผมเปียก ๆ ฝ่าฝนมา
“ขอโทษนะ มีที่ให้นั่งอีกไหม?” เสียงนั้นดังขึ้นใกล้ ๆ ปุณณ์เงยหน้าขึ้น เห็นหญิงสาวหน้าใสที่เขาไม่รู้จัก หอบแฟ้มกับผ้าคลุมไหล่เปียกฝน เธอมองหาโต๊ะว่าง แต่โต๊ะอื่นๆ มีสัมภาระกองเต็ม
เขาถอยกระเป๋าออกเล็กน้อย “…นั่งสิ” เสียงเหมือนไม่ได้ยินชัด เธอขอบคุณ พลางวางของด้วยความระมัดระวัง
“เราชื่อแยมนะ อยู่วารสารฯ เพิ่งซ้อมบทสัมภาษณ์เสร็จ ฝนลงเป๊ะเลย” เธอยิ้ม ลมหยาดฝนติดอยู่ที่ขอบตา
ปุณณ์แค่พยักหน้า ไม่รู้จะพูดอะไร เสียงรองเท้าเปียกน้ำเสียดสีกับพื้นซีเมนต์เป็นจังหวะในห้องเงียบ
แยมสังเกต เห็นรอยสเก็ตช์ข่วนบนกระดาษ “วาดอะไรอยู่เหรอ?”
“…ไม่แน่ใจ” เขาตอบแล้วรีบก้มมองสมุด เหมือนหลบสายตาเธอ
“บางทีอะไรที่ไม่แน่ใจ มันก็น่าสนุกดีนะ” เธอหยิบสมุดมาพลิกดูรูปเขาก่อนวางคืน เห็นเส้นครึ้มๆ เธอยิ้ม ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ในรอยยิ้ม
ทั้งสองนั่งเงียบอีกพักใหญ่ ฝนข้างนอกยังไม่หยุด แยมมองโทรศัพท์ ถอนหายใจบางเบา
“ปุณณ์ใช่ไหม เคยเห็นถ่ายรูปที่ใต้ตึกสถาปัตย์”
ปุณณ์ชะงัก หันมาแวบเดียว “อืม แต่เราไม่ค่อยถ่ายคน”
“แล้วถ่ายอะไร”
เขาหยุดคิด “ถ่ายอะไรที่เงียบๆ”
แยมอมยิ้ม “เข้าใจนะ เราก็ชอบซ่อนตัวในคนเยอะ ๆ”
เสียงโทรศัพท์ของแยมสั่น เธอกดปิดสายอย่างอึดอัด แล้วก้มหน้ากัดริมฝีปาก อะไรบางอย่างในแววตาร้อนรนอยู่
“มีอะไรหรือเปล่า” ปุณณ์เอ่ยเบา ๆ
แยมส่ายหน้า “เรื่องบ้าน เราไม่คุ้นเคยห้องวาดแบบเลย นึกว่าจะโดนไล่ซะอีก” เธอยักไหล่ ทำเหมือนเรื่องไม่มีอะไร หัวเราะแห้ง ๆ
ปุณณ์เงียบ ไม่มีถ้อยคำปลอบใจ แต่เลื่อนกระดาษอีกแผ่นให้เธอ “ถ้าอยากวาดอะไร ลองใช้แผ่นนี้”
หญิงสาวรับไป วาดเส้นรวดเร็วแต่ลังเล “เราไม่ถนัดวาดรูปเลย”
“ฝนมันตกได้ตลอดจริง ๆ เนอะ” เสียงเธอนุ่มลง เงียบไปอีกนิด
“บางที… มันคงดีนะถ้าฝนหยุดเมื่อไหร่เราก็คุยจบ”
แต่ฝนไม่หยุด ผลักความสัมพันธ์ของทั้งสองให้ค้างอยู่ในห้องวาดแบบนั้นอีกนาน
วันนั้นพวกเขาแยกกันกลางสายฝน ฝ่ายหนึ่งกุมสมุดวาด อีกฝ่ายถือแฟ้มที่เปียกน้ำ กลิ่นฝนยังคงคละคลุ้งในความทรงจำ
การพบกันก็แค่เรื่องบังเอิญที่กลายเป็นจุดเริ่มต้น พวกเขายังไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้บอกความในใจ มีเพียงช่วงเวลาเงียบ ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในความรู้สึก
หลังจากวันนั้น แยมเริ่มแวะเข้ามาห้องวาดแบบทุกวันจันทร์ แม้ไม่ได้อยู่คณะเดียวกัน เธอมักหาข้ออ้างมานั่งอ่านหนังสือหรือจดงานข้างปุณณ์
“ถ้าไม่รำคาญ จะขอนั่งอีกได้มั้ย” แยมเอ่ยยิ้ม ๆ
ปุณณ์แค่เหลือบตาตอบ “จะนั่งก็ได้นะ” แต่เสียงแฝงคำลังเล
“นายวาดรูปเก่งดีนะ” แยมพูดตอนพวกเขานั่งติดกันอีกครั้ง
“แต่ไม่มีใครสนใจหรอก” เขาตอบเบา ๆ
“ก็ฉันสนใจนี่” ความหมายนั้นคลุมเครือ พวกเขาทำเป็นไม่เข้าใจ
ปุณณ์เริ่มสังเกตว่า ทุกครั้งที่แยมมากับอารมณ์แปลก ๆ โทรศัพท์เธอสั่นสายแล้วสั่นอีก เธอโทรกลับน้อยมาก กดปิดสายแทบทุกสาย
“มีปัญหาเหรอ”
“เปล่า…” แยมทำเหมือนไม่สนใจ รีบเปลี่ยนหัวข้อ “อยากลองถ่ายรูปด้วยมั้ย”
ปุณณ์ลังเล ท้ายที่สุดก็พยักหน้า วันเสาร์นั้นแยมชวนเขาไปถ่ายภาพที่ริมแม่น้ำมหาวิทยาลัย ฟ้าครึ้มแต่ยังไม่ตก
สองคนเดินข้างกัน ช่วงเวลานั้นไม่มีคำพูดมากนัก แยมพยายามผิวปาก ใบหน้าเหมือนท้าทายบางสิ่ง ปุณณ์กดชัตเตอร์ช้าๆ บางทีมือสั่นตอนแอบถ่ายภาพเธอโดยไม่ตั้งใจ
“จะถ่ายรูปเราต้องขออนุญาตก่อนมั้ย?” แยมหยอก ปุณณ์หน้าแดงเล็กน้อย “ขอโทษ ไม่ได้คิดอะไร”
“ไม่เป็นไร รูปคนจริง ๆ มันท้าทายนะ…”
เสียงฝนตั้งเค้าหนาเข้า แยมมองฟ้าขรึม ลูกศรในใจเหมือนถูกคมหมอกบาด
“บางทีคนก็เหมือนฝนเนอะ จะมาหรือจะไปก็ไม่มีใครบอกล่วงหน้า”
ปุณณ์เงียบ ซ่อนความสงสารบางอย่างไว้ในใจ
สายฝนลงอย่างหนัก สองคนวิ่งหลบเข้าร่ม ฟ้าสีหม่น แยมหัวเราะเสียงแหลมเมื่อเปียกน้ำ ปุณณ์หัวเราะตาม ขณะที่เสียงลมหายใจทั้งสองคลุกเคล้า ลมหายใจอุ่น ๆ เงียบไปราวกับโลกทั้งใบมีเพียงกันและกัน
หลังวันนั้นพวกเขาคุยในแชตบ่อยขึ้น แยมมักส่งภาพถักทอประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย ปุณณ์เล่าเรื่องบ้าน เรื่องแม่ที่ป่วยอยู่ต่างจังหวัด เล่าแค่พอประมาณ ไม่ให้เธอรู้ว่าเหงา
คืนวันหนึ่ง แยมส่งข้อความสั้น ๆ เมื่อปุณณ์เล่าเรื่องแม่ “ถ้าเหนื่อย ลองร้องไห้ดูได้นะ กับเรา …ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดหรอก”
ปุณณ์อยู่ในห้องมืด เขาไม่ตอบวันนั้น แต่หลับไปพร้อมโทรศัพท์ในมือ
ในซุ้มขายขนมหน้าตึกเรียน แยมเจอปุณณ์กับเพื่อนกลุ่มสถาปัตย์ เขาเก็บตัว ไม่ค่อยพูดกับใคร เพื่อนๆ ถาม “สนใจให้ช่วยสอนวาดไหม เดี๋ยวแยมได้คะแนนแน่” พวกเขาหัวเราะ แยมยิ้มรับแต่แววตาหม่นลงนิดหนึ่ง
หลังจากนั้น เธอเดินออกมา ปุณณ์ตามมาข้างหลัง
“คนพวกนั้นไม่ได้ตั้งใจร้าย แค่…”
“แค่เห็นว่าเราเป็นคนนอกใช่มั้ย” แยมสวนเสียงเบา ปุณณ์อึ้ง ก้มหน้า เธอลังเลแล้วเอ่ยต่อ “มันเหมือนเวลาฉันอยู่บ้านเลย …ไม่มีที่ของตัวเอง”
ทั้งสองหยุดคุยกันกลางลานเปียกหลังฝนตก ปุณณ์พูดอะไรไม่ออก แยมเดินแยกไปช้า ๆ
ตั้งแต่นั้นสองคนห่างกันลง แยมไม่แวะห้องวาดแบบอีก ปุณณ์ไปหาเธอที่ตึกวารสารฯ แต่เธอลางานบ่อย เหมือนเธอหายไปพร้อมฤดูฝน
ปุณณ์เฝ้าดูโทรศัพท์ เฝ้าดูข้อความตอบสั้น ๆ ของเธอ “ขอโทษยุ่งมาก” หรือ “วันนี้ไม่ไหวจริง ๆ” เขาไม่กล้าไล่ถาม รู้สึกทุกอย่างเปราะบางเหมือนกระจกฝนเมื่อคืน
คืนหนึ่ง เขาโพสต์ภาพคนนั่งเดียวดายใน Line เธอตอบกลับเพียง “ฝนจะหยุดเมื่อไหร่” เท่านั้น
หลายวันต่อมา เพื่อนแยมมาเตือนปุณณ์ว่า “แยมลำบากเรื่องที่บ้านมากนะ ดูแลตัวเองไม่ค่อยได้ แกลองไปคุยกับเธอหน่อย”
ปุณณ์ลังเล สับสน เขาไม่กล้าไปหาเธอ เพียงส่งข้อความเขียนสั้น ๆ “ถ้าอยากได้เพื่อนคุย …เรานั่งรอที่ห้องเดิมทุกวันนะ”
แยมเงียบหายไปอีกพักใหญ่
ฝนยังคงตก คนเดินผ่านหน้าต่างกระจกแว่วเสียงรอยเท้า วันหนึ่งเธอกลับมาที่ห้องวาดแบบคนเดียวตอนไม่มีใคร
“ขอบใจนะ ที่ยังรอ” เธอเอ่ยเสียงแหบ ปุณณ์ถามเบา ๆ “เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
แยมหยิบสมุดออกมา “แม่เราติดหนี้ แฟนเก่ากลับมาคอยตาม เราเหนื่อย พ่อก็ไม่อยู่ ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครรอ …ยกเว้นนายมั้ง”
ปุณณ์เงียบ เขาไม่กอด ไม่ปลอบ แค่ดันกระดาษเปล่าที่เคยยื่นให้ “ถ้าวาดได้เมื่อไหร่ ก็ลองวาดนะ …อาจจะรู้สึกดีขึ้น”
แยมอมยิ้มทั้งน้ำตา เธอลองวาดอะไรไร้รูปแบบ “บางทีนายก็เข้าใจ โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย”
จากวันนั้นแยมกับปุณณ์คุยกันสั้นลงแต่มากขึ้นในความรู้สึก เธอส่งข้อความหาตอนฝนตก เขาเดินผ่านห้องวารสารแล้ววางกล้องที่ถ่ายรูปใหม่หน้าประตูเธอ
ฤดูฝนผ่านไป ปุณณ์ได้รับทุนแลกเปลี่ยนต่างประเทศ แยมรู้ข่าวจากเพื่อน เธอมาเจอเขาที่ระเบียงห้องสตูดิโอ
“ฝนมันจะตกอีกกี่ปีนะกว่าฉันจะกล้าบอกบางอย่าง” เธอหลบสายตา ปุณณ์กัดริมฝีปาก เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เงียบ
พวกเขานั่งด้วยกันนาน ไม่พูดอะไร จนแยมบีบกล้องในมือเขาแน่น “ถ้าไปแล้ว …อย่าลืมกลับมาคุยกับเราได้นะ”
ปุณณ์ตอบเสียงแผ่ว “ต่อให้ฝนตกที่นั่น …ฉันยังเก็บเธอไว้ในใจเหมือนเดิม”
ช่วงใกล้เดินทาง ทั้งสองเมินหน้ากันในวันที่เจอกันบ้าง ยิ้มให้กันบ้าง สบตากันแต่ไม่กล้าพูดในสิ่งที่ใจคิด
คืนก่อนวันเดินทาง ปุณณ์ส่งภาพฝนโปรยผ่านหน้าต่าง “สักวันหนึ่งเราคงได้เจอกันใหม่ …แบบไม่ต้องรอฝน”
แยมตอบกลับ “ถ้าถึงวันนั้น เราจะวาดภาพนายให้ดู”
เสียงฝนยังตกต่อเนื่องเหมือนเพลงที่ไม่มีวันจบ ทั้งสองต่างเติบโต ไม่ได้คำสัญญา ไม่ได้รักกันในนิยามเดิมๆ แต่ได้เข้าใจว่าบางความสัมพันธ์ต้องรอจังหวะที่ใช่มากกว่าแค่กล้าบอกออกไป พวกเขาจากกันในฤดูฝน เฝ้ารอวันที่กล้าหัวเราะ ร้องไห้ และสารภาพกับคนตรงหน้า …ในวันที่ฝนหยุดจริง ๆ