แสงสลายที่ฮิโนะ-โคโมริ
เสียงระฆังโบราณลอยคละคลุมไปกับสายหมอกขาวหนาทึบ หมู่บ้านฮิโนะ-โคโมริในหุบเขาทางเหนือถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง บ้านไม้เล็ก ๆ กระจายตัวริมธาร ทิวสนเกาะตัวแน่นราวกับเฝ้าปกปิดความลับบางอย่าง รุ่งเช้ายังคงเย็นจัดเมื่อตะวันที่ถูกหมอกบดบังเผยเพียงแสงจาง ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เด็กสาวผมฟูในชุดนักเรียนมัธยมปลาย ผู้มีแววตาเศร้าสร้อยชื่อ ‘อุเมะ’ เดินไปตามเส้นทางฝุ่นลูกรัง แขนสองข้างกอดสมุดแน่น เธอหลบตาเพื่อนหมู่บ้านที่สวนมา ไม่มีใครทัก ไม่มีรอยยิ้ม ดวงตาเด็กสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัวบางอย่างกับเสียงฝีเท้าซึ่งตามมาติด ๆ
“อุเมะ รอก่อน!” เสียงของ ‘โทริ’ เด็กหนุ่มรูปร่างผอม สูงเก้งก้าง ผมยาวระต้นคอ เขาถือเป้เก่า ๆ รอยยิ้มที่ไม่เคยมั่นใจแบบของเขาปรากฏบนใบหน้า โทริหยุดเดิน หอบหายใจ พลางจ้องเธอด้วยสายตาเว้าวอน “เมื่อคืนเห็นแสงอีกไหม?”
อุเมะนิ่ง ไม่ตอบทันที เธอก้าวขาออกเร็วขึ้น ริมทางขึ้นเขาหลังโค้งเป็นต้นสนซ่อนแสง “อย่า—อย่าถามเรื่องนั้นอีกเลย” เสียงอุเมะสั่น บางสิ่งติดค้างในอก ทำให้โทริละล้าละลัง เขาถือเป้แน่น มือหนึ่งขยี้ซองบุหรี่ในกระเป๋าแบบคนติดนิสัยเก่าโทษตัวเอง “ขอโทษ…เราก็แค่… ทุกทีที่เห็นมัน เราฝันร้าย”
เสียงฝีเท้าชุดที่สามดังขึ้น พร้อมเสียงหัวเราะเบา เด็กหนุ่มผิวเข้ม ท่าทางเหลือขนานหนักใครต่อใครในโรงเรียนชื่อ ‘มาคิ’ ขี่จักรยานสไตล์โบราณ มือเขี่ยบุหรี่ไฟแช็กสะท้อนในหมอก “ไม่ต้องจริงจังไปหรอก พวกนายจินตนาการมากกว่ามั้ง หมอกแค่นี้ วัยรุ่นก็เพ้อไปเอง”
เด็กสาวอีกคน ‘ฮานะ’ ผมยาวตรง ใบหน้าสลักคิ้วเข้ม ลอยตามซอกหมอกออกมา เดินขนาบข้างอุเมะ เธอจ้องตาของทุกคนทีละคน น้ำเสียงเด็ดขาด “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงแปลก ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ”
มาคิหัวเราะกลบเกลื่อน น้ำเสียงติดประชด “ตอนกลางคืน ใครไม่ฝันกันบ้าง? ที่นี่หมอกหนามาทุกฤดู เดี๋ยวก็ชิน”
อุเมะลดสมุดในมือลง สบตาเพื่อน ๆ ทีละคน พร้อมน้ำเสียงที่เหมือนกลั้นน้ำตา “ถ้ามีใครหายไปอีกคน จะยังชินกันไหม?” ความเงียบกดทับเวลาชั่วครู่ ก่อนที่สี่คนจะเดินอ้อมไปยังทางแยกเล็ก ๆ ที่มีป้ายไม้สลักแหว่งว่า ‘บางสิ่งถูกลืมเลือน’
เมฆหมอกยังคงปกคลุมโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ลานปูนเก่ายายใกล้ถนนทอดตัวเงียบเชียบ อุเมะ ฮานะ โทริ มาคิ มองดูโรงเรียนที่ไร้สีสันราวกับเงาอดีต วัยรุ่นแปลกแยกสี่คนที่เพื่อนร่วมรุ่นมองด้วยสายตาเหินห่างแต่ละคนต่างย้อนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสี่ปีก่อน คืนที่เด็กชายคนหนึ่งชื่อ ‘เซน’ หายตัวไปในหมอก โดยไร้ร่องรอย
ครูใหญ่เดินสวนมา เสียงฝีเท้าแผ่วในรองเท้าแตะไม้ใบหน้าง่วงงุน ผิวที่เหี่ยวย่นกับสายตาคอยจับจ้อง “ทุกคน วันนี้ขอให้อยู่ในเขตโรงเรียน อย่าย่องไปที่เนินเหนือสะพานไม้เข้าใจนะ?” เขาหรี่ตาเหลือบมองแต่ละคนด้วยมุมปากยกขึ้นอย่างที่อ่านยาก มาคิจ้องตอบ แต่พูดเบา ๆ กับอุเมะ “ไปคืนนี้ไหม? ที่เนินนั่น เราต้องพิสูจน์อะไรบ้าง”
ฮานะถอนหายใจ เธอเบือนหน้าหนีแสงอาทิตย์จาง “คืนนี้เราต้องรู้ให้ได้” เธอยื่นมือออกไปจับมืออุเมะเบา ๆ อุเมะลังเล แต่ไม่ปฏิเสธ มาคิมองเห็นทัน ริมฝีปากขยับคล้ายอยากพูดอะไร แต่กลืนถ้อยคำไว้เฉย ๆ
เสียงประกาศโรงเรียนดังก้องในชั่วโมงต่อมา ขณะโทรินั่งคนเดียวฝั่งหลังห้อง หนังสือการบ้านวางอ้าค้าง เขาหยิบปากกามาวาดอะไรในสมุดทีละเส้น มือสั่นน้อย ๆ “เซน… นายอยู่ไหนกันแน่?” เสียงโทริแผ่วเบา ราวกลัวมีใครได้ยิน
สนามฟุตบอลในหมอกเย็น มาคิตีลูกบอลกับกำแพง เสียงกระเด้งกลับดังลอดสายหมอก โทริมองจากไกล ๆ ชั่วครู่ เขาตัดสินใจเดินเข้าไป มาคิปรายหางตามองเฉย ๆ “นายแปลกขึ้นทุกวันนะโทริ กลัวอะไร?”
“กลัวทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม….” โทริทอดเสียง สีหน้าเหมือนยอมรับบางสิ่งที่ติดค้างนาน มาคิเงียบ มือแน่นลงบนลูกบอลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ฉันเองก็ฝันแปลก ๆ เหมือนกัน ถ้าใครรู้ ขอแค่ไม่บอกฉันก็พอ”
ห้องสมุดตอนเย็น ฮานะกับอุเมะนั่งคู่กัน หนังสือเปิดค้างแต่สายตาอุเมะลอยไกล “เธอคิดถึงเซนไหม?” ฮานะเอ่ยช้า ๆ อุเมะเม้มปาก “บางทีฉันคิดว่ามันเป็นความผิดของฉัน…”
ฮานะจับมืออุเมะเบา ๆ “เธอไม่ต้องรับผิดชอบกับทุกอย่างหรอก เราทุกคนต่างมีแผลเป็นกันหมดแหละ"
กลางดึก เสียงกรีดร้องแผ่วลอดหมอกออกมาตามลม ทำให้สี่คนลุกและนัดเจอกันที่เนินเหนือสะพานไม้
“นายแน่ใจนะว่าจะมาที่นี่?” เสียงอุเมะกระซิบขณะลอบเดิน โทริพยักหน้าแต่ใจไม่มั่นคง ฮานะกับมาคิเดินนำ ลำไฟฉายส่องไปเห็นรอยเท้าที่หายไปกลางหมอก
มาคิโยนก้อนหินลงไปข้างล่าง เสียงกระทบเงียบหาย “ถ้าเซนหลงอยู่ที่นี่จริง ก็ไม่มีใครตามเจอแน่”
เสียงแปลก ๆ ขาด ๆ ดังมาจากโพรงใหญ่ในโขดหิน ฮานะโน้มเข้าไป ใบหน้าขาวผ่องในเงาหมอก “ฉันเห็นอะไรบางอย่าง” เธอล้วงมือเข้าไปเจอเศษกระดาษบทสวดเก่าสีเหลืองซีด
อุเมะก้มลงหยิบเชิงเทียนเก่า สนิมเกาะตรึง เธอพลิกดูข้างใต้มีชื่อ ‘เซน’ จารึกไว้ โทริหน้าซีดลงกะทันหัน “เขาทิ้งของทุกอย่างไว้ที่นี่…” ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปชั่วขณะ หมอกกลืนกลืนทุกเสียง
เสียงฝีเท้าโลหะดังก้องข้างหลัง ครูใหญ่ยืนอยู่ ชายตาหวาดระแวง “ซนกันจริง ไปบ้านฉันหน่อยสิ มีอะไรจะเล่า” สี่คนสบตากันลังเล ก่อนจะเดินตามไปในความมืด
บ้านครูในเงามืด พวกเขานั่งล้อมวง ครูใหญ่เสียงสั่น “เรื่องเซน มันเกี่ยวกับของต้องห้าม… หมอกนี่ไม่ได้มาเอง มันอยู่เพราะความผิดบาปของเรา…” โทริกลืนน้ำลาย มาคิขยับตัวอย่างอึดอัด อุเมะกับฮานะจับมือแน่นขึ้น ครูใหญ่ยื่นซองจดหมายเก่า ๆ ให้
เมื่อเปิดจดหมาย ทุกคนต่างจดจ้อง อักษรซีดบอกเพียง “ขอโทษ ฉันพยายาม แต่ทำไม่ได้…” เสียงของเซนสะท้อนขึ้นในใจต่างคน โทริหลับตาแน่น “เราไม่ได้ช่วยเซนเลย…” ฮานะน้ำตาคลอเบ้า มาคิปิดปากเงียบ อุเมะยืนนิ่งราวกับจะล้มครืน
เช้าวันต่อมา ทั้งสี่คนแทบไม่พูดจากัน ความเงียบไขว้สายแววจนถึงบ่ายวันหนึ่งที่อุเมะเดินขึ้นเนินคนเดียว เธอพบผ้าเช็ดหน้าของเซน เธอทรุดลงปล่อยโฮ หมอกขาวโอบล้อมทุกสิ่งอย่างเมตตา ฮานะเดินมาหยุดข้าง ๆ ไม่พูดอะไร เพียงแค่นั่งลงข้างกันเงียบ ๆ
คืนนั้นกลุ่มเพื่อนกลับมารวมกันตรงเนินอีกครั้ง โทริเปิดใจถึงฝันร้ายที่เขาเห็นเซนติดอยู่ในหมอก มาคิเล่าเสียงสั่นว่าจริง ๆ ตัวเองเป็นคนเห็นเซนบนสะพานวันสุดท้าย แต่เลือกหันหลังกลับ “ฉันใจแคบ… ฉันขี้ขลาด…”
อุเมะละใบหน้าจากผืนดิน “ฉันเองก็กลัวจะสูญเสียใครสักคนอีก ทุกคนเลยไม่ยอมเดินหน้าต่อ”
พวกเขาปล่อยให้น้ำตาไหลโดยไม่ปิดบัง หมอกขาวซับน้ำตาทุกคนเบา ๆ ทันใด มีเสียงระฆังโบราณก้องไกล เสียงเซนก้องกังวานเหนือสายหมอก “ขอบคุณ…” เงาเด็กชายค่อย ๆ เลือนรางกลางลานริมโขดหิน ก่อนจะสลายหายไปกับแสงแรกของวันใหม่
เช้านั้นหมอกจางเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี แสงตะวันทาบผิวภูเขา อุเมะจับมือฮานะมองอาทิตย์ เธอหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา “ฉันกลัวน้อยลงละ…”
โทริกับมาคิกระทบไหล่ แล้วเดินออกจากเนินพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ฝืนเหมือนเดิม ทุกคนรู้ว่าความผิดพลาดในอดีตไม่ได้สลายไปหมด ทว่าความกลัวที่เผชิญด้วยกันเปลี่ยนพวกเขาให้กล้าโตขึ้น แสงแรกบนยอดคีรีกลางม่านหมอกแทนคำขอโทษที่ไม่มีวันเอ่ยถึงอย่างสมบูรณ์