สายใยลับบนเมืองม่านหมอก
เสียงล้อจักรยานกระทบทางเดินหินชื้นในยามเช้า หมอกหนาทึบจับตัวเหนือหลังคาบ้านเรือนเก่าแก่ ทิวคว้ากระเป๋ากล้องขาด ๆ ไหล่หนึ่ง เอามือเสยผมเปียกงัวเงีย เดินเลาะซอยแคบ ๆ ของเมืองเคล้าเน่าหมอก เขาเผลอถอนหายใจยาว ทุกเช้ามีแต่ความเงียบเหงากับกลิ่นไฟไหม้จาง ๆ เจืออยู่ในความทรงจำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทิว! หยุดก่อน” เสียงหญิงชราเรียกจากหน้าร้านชำ ทิวยิ้มแห้ง ๆ ส่งสายตาทักทาย
“ยังตื่นเช้าเหมือนเดิมนะ ยายมั่น” เขาวางกล้องลงข้างตัว มองใบหน้ามีริ้วรอยของหญิงชราที่ดูเหมือนจะเข้าใจโลกมากกว่าที่เคย
“ฝนจะมาอีกแล้ว คืนนี้อย่าเดินเล่นดึกนักนะ” ยายมั่นตบไหล่เบา ๆ และส่งบางสิ่งให้เขา กล้องฟิล์มโบราณสภาพดีเกินข้าวของอื่น ๆ ในร้าน ทิวขมวดคิ้ว ชั่งใจแล้วยอมรับมา
“ของฝาก อดีตเจ้าของเพิ่งจากไป เอ็งเก็บไว้เถอะ อาจได้รูปสวย ๆ ไว้ดู”
ทิวยิ้ม มุมปากเบ้เล็กน้อยกลบความระแวงในใจ กลับมาถึงห้องเช่าริมสะพาน ทิวโยนกล้องใหม่ลงเตียง ใช้ผ้าเช็ดตัวซับเหงื่อ ก่อนนั่งมองตัวเองในกระจก ความรู้สึกผิดจับตัวเป็นก้อนแข็งในอก
เขาเป็นลูกชายคนเดียวของอดีตเจ้าพ่อแก๊งค้ายา ทุกคนรู้แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตรง ๆ เมืองนี้มีเงาลาง ๆ วนเวียน ไม่มีใครไว้ใจใครได้ แม้แต่ทิวเองก็ยังไม่ไว้ใจตัวเอง
ค่ำนั้น ทิวออกไปถ่ายภาพหมอกริมแม่น้ำ เด็กหนุ่มนั่งลงตรงขอบน้ำ กล้องในมือเย็นเฉียบแม้จะอยู่ในกระเป๋ามานาน หลับตาแล้วลืมขึ้นใหม่ก่อนจะลั่นชัตเตอร์ เห็นภาพหิ่งห้อยวูบวาบบนฟิล์มม้วนเสียๆ ที่เหลือจากอดีต
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาลากผ่านหลังบ้าน “ใครน่ะ?” ทิวถาม ไม่มีเสียงตอบ มีแต่หมอกยกสูงขึ้น ทิวลองส่องกล้องดูภาพในช่องมอง เขาเห็นเงาทึบ ๆ บางบาง เหมือนร่างเด็กน้อยนั่งเล่นริมแม่น้ำ ทว่าสายตาเปล่าไม่เห็นอะไรเลย
ฟ้ามืดยิ่งขึ้น ฝนเริ่มโปรย เม็ดเล็ก ๆ เคาะลงใบไม้และหลังคาสังกะสี ทิวเดินกลับห้องด้วยหัวใจสั่น ๆ กล้องแนบอกแน่นเสียยิ่งกว่าตอนแรก
เขาคืนนั้นนอนไม่หลับ เสียงฝนเหมือนหอบเอาความคะนึงหาในอดีตมาเคาะหัวใจ ตีสาม ทิวลุกขึ้นมาพลิกดูฟิล์มอย่างร้อนรน ในภาพถ่ายล่าสุด เงาเด็กนั่งหันหลังให้กล้องติดมาอย่างชัดเจน ทั้งที่เขาอยู่คนเดียวในที่เกิดเหตุ
เช้าอีกวัน ทิวตัดสินใจไปหายายมั่น “ยาย กล้องนี่…มันถ่ายติดอะไรผิดปกติ” เขากระซิบเสียงเบาถึงหูหญิงชรา ยายมั่นขยับตัวช้า ๆ ทอดถอนลมหายใจ
“ของเก่า ย่อมมีเรื่องของเก่าแนบมา อะไรติดมาก็วางไว้เถอะ” ยายมั่นพูดเป็นนัยน์ ทิวเงียบ ไม่ถามต่อ แต่ความอยากรู้กัดกินฝังใจอย่างไม่อาจขับออกไปได้
ทิวเดินข้ามสะพานไม้ หนุ่มผอมบางอีกคนกำลังลากกบยางผ่านร่มไม้ ทิวปรายตามอง เห็นใบหน้ากระตุก ๆ เหมือนจะร้องไห้แต่ฝืนยิ้ม “ไอ้วิทย์ ยังเล่นอะไรเด็ก ๆ วะ โตจนจะจบมอหกอยู่แล้ว”
วิทย์กระพริบตาปริบๆ “บางทีถ้าย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กได้ก็ดี จะได้ไม่ต้องกลัวอนาคต” เขายิ้มเศร้า ทิวเงียบไปนาน กว่าจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา “มึงนี่แหละ บ้าไม่เปลี่ยน”
หลังเลิกเรียน ทิวบังคับตัวเองขับจักรยานขึ้นเขาไปหลังวัด ฝ่าดงไผ่ที่เคยเป็นที่ซ่อนแก๊งของพ่อสมัยก่อน กลิ่นดินเปียกเฉอะแฉะคละคลุ้งใกล้กับริมเหว กล้องโบราณในมือสะท้อนเงาตัวเอง ทิวเดินสำรวจ ถ่ายรูปมอสเขียวหนาแน่น ฟิล์มหมุนกรอกอยู่ในมือ ทุกช็อตให้ความรู้สึกแปลกผิดปกติ เงาทึบคล้ายเด็กน้อยยังโผล่ในอีกมุม
ค่ำมืด เมฆฝรั่งถาโถม บ้านทุกหลังปิดหน้าต่างปิดประตู ทิวกลับถึงบ้านพร้อมกระเป๋าที่เปียกฝน กล้องแนบอกแน่นกว่าเดิม เหนือเตียงนอนเก่า เขานั่งพิจารณาภาพถ่ายเหล่านั้น แววตาเขาเริ่มมีสงสัยผสมหวาดกลัว
รุ่งสาง เสียงโทรศัพท์สายลับดังขึ้นอย่างไร้ที่มา เสียงของบุรุษนิรนามขู่ว่าความลับในอดีตกำลังจะถูกเปิดโปง “ถ้าแกไม่ทำในสิ่งที่เราต้องการ ภาพพวกนั้นจะหลุดถึงตำรวจ” ทิวยืนนิ่ง น้ำตาซึมเฉียบพลัน ความกลัวโจมตีทุกทิศทาง
ในบ่ายวันนั้น วิทย์มาหาทิวที่ห้อง วิทย์สังเกตความผิดปกติในแววตาของเพื่อน “แกโอเคป่ะช่วงนี้?”
“ไม่อะ กูรู้สึกว่ามีใครตามติดอยู่ตลอดเวลา กล้องนี้…มันถ่ายติดอะไรไม่รู้ แล้วก็มีคนโทรมาขู่” ทิวพูดเสียงสั่น มือเย็นเยียบ วิทย์ขมวดคิ้วแต่พยายามไม่เร่งรัด
“เอางี้ เย็นนี้ไปถ่ายรูปกับกูแล้วเล่าให้กูฟังเต็ม ๆ เผื่อได้เจออะไรมากกว่านี้” วิทย์พูดแล้วจับบ่าทิวแน่น มือเปียกเหงื่อพอ ๆ กัน
บนเนินหญ้าริมแม่น้ำ ทิวกับวิทย์ตั้งกล้องถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าคล้ำจัด หมอกระลอกใหม่คืบคลานเข้ามา เงาเด็กน้อยในภาพเดิมโผล่ซ้อนเงาวิทย์อย่างจาง ๆ
“มันเป็นใครวะ?” วิทย์มองภาพจากกล้องแล้วขนลุก “หรืออาจเป็นใครสักคนที่ยังไม่ไปไหน….”
“หรืออาจเป็นกู ฝังอดีตไว้ไม่ลงสักที” ทิวพูดคำนั้นแผ่วพร่า น้ำเสียงหม่นเศร้า
เสียงสายลับดังอีกในคืนนั้น “แกต้องส่งของให้ถึงที่หมาย ไม่งั้นจะไม่มีวันได้ออกจากนรกหมอกนี้” ทิวหยิบปืนเก่าใต้เตียง กลัวจนมือสั่น แต่ในใจคิดว่าถึงเวลาต้องเผชิญหน้าอดีตแล้ว
กลางคืน ตรอกแคบในย่านเก่า ทิเวทย์กัดฟันเดินตามเสียงโทรศัพท์ที่แหลมบาดใจ ด้านหลังคือวิทย์ที่ยังห่วงเพื่อนแต่กลัวติดบ่วงอาชญากรรม
พวกเขาเผชิญหน้ากับชายร่างสูงในชุดคลุมดำ ใต้แสงไฟสลัว ใบหน้าเก่าแก่แต่ตายังคมกริบ “ของอยู่ไหน?”
“มันก็แค่ภาพกับอดีตสกปรกของครอบครัวผม นี่แหละที่คุณต้องการ?” ทิวโพล่งออกไป ไม่เหลือความกลัวในน้ำเสียง
อีกฝ่ายพยักหน้า เงารอบตัวนิ่งสนิท เสียงตะกุกตะกักของวิทย์แทรกเข้ามา “พอได้แล้ว ทิว พวกเราไม่เหมือนมัน จะหนีอดีตไม่ได้แต่จะไม่กลายเป็นมัน”
เกิดโกลาหล เงานั้นคว้ากล้องจากมือทิว ฟิล์มขาดพรืด ทุกอย่างมืดดับลงชั่วขณะ
เมื่อแสงกลับมา ทิวพบตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางวงกลมเด็กน้อย—ซากเงาอดีตทั้งหลาย รอยยิ้ม รอยน้ำตา และเสียงหัวเราะเบา ๆ แทรกกับหมอก
“ให้อภัยตัวเองได้หรือยัง?” เสียงใครบางคนเอ่ยจากหลังม่านหมอก บางทีอาจเป็นวิญญาณของตัวเขาเอง
ทิวปล่อยให้น้ำตาไหล ไม่ขัดขืน ไม่ยื้ออดีตให้เป็นสิ่งที่มันไม่ใช่อีกต่อไป
วิทย์ประคองทิวออกจากซอยแคบ ทั้งสองหัวเราะปนร้องไห้ น้ำฝนกับน้ำตาไหลปนกัน
“อยู่ต่อไปไหวไหม?” วิทย์ถาม
“ไม่รู้…แต่กูพร้อมจะอยู่ เพราะนี้คือชีวิตของกู ไม่ใช่เงาใครอีกแล้ว” ทิวตอบ เงาในภาพสลายหายไป เมืองหมอกยังคงหมอกหนา แต่ในใจของเขาเริ่มมีแสงเรืองรอง
เสียงเพลงจากร้านนั่งดื่มแว่วเข้ามา ทิวมองทะลุหมอกออกไป รู้สึกถึงเส้นทางใหม่ที่จะเริ่มต้น แม้หมอกจะยังปกคลุมทั่วเมือง แต่เขาก็ได้เลือกจะก้าวออกจากอดีต เพื่อเดินหน้าสู่อนาคตที่ไร้เงามืดผูกมัดอีกต่อไป