ใต้เงาภูผา
เสียงนกป่ากรีดร้องก้องไปทั่วเช้าวันนั้น ขณะที่หมอกขาวลอยคลุมยอดสน ริณเดินออกจากบ้านไม้ชั้นเดียว รองเท้าบูทธรรมดาของเธอแหวกลู่ใบหญ้าด้วยจังหวะเร่งรีบ เธอดูเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ถึงโรงเรียน รอยมึนงงยังปรากฏชัดในดวงตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภูวา ร่างสูงผอมแต่ยืนเป๊ะ กำลังโยนเป้ขึ้นบ่า เขาหันมาทัก “เมื่อคืนได้ยินเสียงหมาหอนแปลกๆ มั้ย?”
ริณชะงัก หันขวับ “เสียงที่เหมือนมาจากหุบลึกน่ะเหรอ? ได้ยิน…ตั้งแต่พี่ภูหลับไหมแล้ว”
ใบคาและสายฟ้า แฝดพี่น้องอีกคู่เดินตามหลังมาติดๆ ใบคาตบไหล่ริณแรงๆ “อย่าคิดมาก มันแค่ลมน่ะ”
เสียงหัวเราะประหลาดใจของกลุ่มเงียบไปทันทีเมื่อเดินถึงลานโรงเรียน คุณแก้ว ครูใหญ่ แต่งตัวเนี๊ยบผิดกับความเปรอะเปื้อนของตอนเช้า เอ่ยเสียงนิ่ง “เมื่อคืนป้าตุ๊ก หายตัวไปจากบ้านของเธอ ไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้นักเรียนช่วยกันระวังตัว”
สายฟ้ากระซิบเสียงเบา “ป้าตุ๊กก็เป็นคนที่เจอของแปลกๆ ตลอดเลย จำได้ไหม ที่เคยว่าบ้านเรามีบางอย่างใต้ดิน…”
ภูวาก้มหน้ากัดริมฝีปากแน่น แววตาเขาวูบไหวชั่วครู่เหมือนรู้มากกว่าที่พูดออกมา
ริณจ้อง ภูวา หลายวิ “นายรู้เรื่องอะไรไหม ไม่ใช่ใช่มั้ย ที่บ้านนายมีอะไรซ่อนอยู่”
ภูวาเม้มปากเงียบ สายตาคลาดเลี่ยง “ไปเรียนเหอะ อย่ามัวซุบซิบนักเลย เดี๋ยวก็โดนด่าหรอก” ทุกคนเดินเข้าชั้นเรียนอย่างอึดอัด ท่ามกลางสายตาเพื่อนๆ ที่เหลือ
เสียงกระดิ่งเลิกเรียนเพิ่งดัง กลุ่มของริณรีบออกจากห้อง เหมือนเคยแต่วันนี้ต่างเงียบผิดสังเกต พวกเขาพากันเดินลึกเข้าไปในป่าหลังหมู่บ้าน ท่ามกลางพุ่มสนสูงและโขดหินเก่า
ใบคาหยิบเศษผ้าขาดสีแดงขึ้นมา “ของใคร? ตกกลางป่าแบบนี้…”
สายฟ้าคิดหนักจนนิ้วจับเสื้อซ้ำ ๆ “หรือเป็นของป้าตุ๊ก? ใจคอไม่ดีเลย…”
ภูวานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงแข็ง “เราไม่ควรมาออกนอกเส้นทางแบบนี้ อย่าให้แม่รู้เด็ดขาด”
ริณสวนกลับทันควัน “แล้วถ้าไม่หา ลูกหลานในหมู่บ้านคนอื่นๆ หายไปอีกจะทำไง นายไม่กลัวเหรอภูวา?”
ภูวาหลบตา ใบหน้าตึงเครียด เขาเดินนำช้า ๆ ไปข้างหน้า ค่อย ๆ จางหายไปกับหมอกบาง
กลุ่มเดินตามกันไปเงียบๆ เสียงกลบทั้งหมดมีเพียงลมและฝีเท้า กระทั่งเจอรอยเท้ามนุษย์จมหายลึกในโคลน ใบคาวิ่งไปก้มสำรวจ
“มันวิ่งไป…ทางโพรงหินนั่น” เธอชี้ไปยังช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างก้อนหินสูงใหญ่
ภูวาหรี่ตามอง ก่อนจะแอบถอนหายใจ “กลับกันมั้ย ซ้ำรอยไม่ดีนะ คนแก่เขาว่า…”
ริณเมินคำเตือน ล้วงไฟฉายจากเป้แล้วส่องเข้าไปก่อนทุกคน เธอเข้าไปทันทีโดยไม่ฟังเสียง ทุกคนจึงจำต้องตามเข้าไป ใต้โพรงนั้นมืดมิดและกลิ่นอับโชย
ภายในโพรงมีภาพเขียนสีจาง ๆ กับเศษเครื่องปั้นดินเผา ภูวาเอื้อมมือแตะอย่างลังเล สีหน้าสับสน
สายฟ้ากระซิบ “นี่มันโบราณกว่าที่คิดอีกนะ นาย…ไม่คิดว่าเกี่ยวกับเรื่องบ้านนายเหรอภูวา?”
ภูวาเถียงเสียงเบา “ก็ทุกบ้านก็มีอดีตทั้งนั้นแหละ…” แววตาสะท้อนความขัดแย้งภายในตัวเขา
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังมาจากปากโพรง ทุกคนชะงัก หัวใจเต้นแรง ร่างสูงของ “อาหมิง” ลุงที่ชอบเก็บสมุนไพรในป่าโผล่เข้ามา
“เด็ก ๆ…พวกเธอมาทำอะไรกันในนี้?” เสียงแผ่ว ๆ แต่แฝงความกังวล
ริณตอบอ้อมค้อม “ตามหาเบาะแสบางอย่างค่ะอา…พวกเราไม่ทำอะไรไม่ดี”
อาหมิงยื่นมือ “ออกไปก่อนดีกว่า กลิ่นที่นี่อันตราย ถ้าอยู่มากไปจะเวียนหัว”
ตอนเดินออกจากโพรง ทุกคนรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างกำลังจับจ้องอยู่ในเงามืด ริณสะดุ้งเมื่อสัมผัสลมหายใจเย็นวาบใกล้ใบหู แต่เมื่อหันไปมองก็ไร้สิ่งใด
วันถัดมา ข่าวป้าตุ๊กยังเงียบ ไม่มีวี่แวว เหมือนเธอละลายไปกับหมอกภูเขา ริณหงุดหงิดกับความนิ่งเฉยของผู้ใหญ่ “เหมือนทุกคนปิดความจริงไว้ นายไม่รู้สึกอึดอัดบ้างเหรอ?”
ภูวาเบือนหน้าคล้ายตกใจแต่เก็บงำอะไรบางอย่าง ริณเอ่ยอย่างตัดพ้อ “นายเชื่อไหมว่าตระกูลนายเกี่ยวกับคำสาป…”
ภูวากัดฟัน เสียงขาดห้วง “หยุดพูดได้มั้ยริณ นายไม่เข้าใจอะไรเลย” ความอึดอัดทำให้กลุ่มเงียบไปอีกชั่วขณะ
ช่วงเย็น กลุ่มเพื่อนตัดสินใจกลับไปที่โพรงหินเดิม คราวนี้เจอเครื่องรางโบราณตกอยู่ สายฟ้าจับขึ้นมา มือสั่น “นี่มัน…ของที่ทวดเราทำหายเมื่อหลายปีก่อน”
ภูวาสบตาทุกคน “คนแก่บอกว่าใครแตะต้องของต้องห้ามจะ….โดนบางอย่างตามเอาชีวิต”
ริณจ้องเครื่องรางในมือ “เราไม่ควรหนีอะไรแบบนี้ ต้องหาความจริง”
สายฟ้าเตือน “เธอมันบ้า ริณ ถ้าเกิดอะไรขึ้นใครจะรับผิดชอบ”
ริณกัดฟัน “มันก็ต้องลองดูสิ ไม่งั้นเราก็ต้องอยู่อย่างงงงวยไปทั้งชีวิต”
คืนนั้น ฝนฟ้าคะนองไม่มีมาเยือน เหมือนธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจ เสียงหอนของหมาป่ากลางป่ากลับดังขึ้นใหม่ เกร็งเครียดกว่าที่เคย
รุ่งเช้า พบว่าคนในหมู่บ้านอีกคนหายตัวไป เป็นเด็กชายรุ่นน้องของใบคา เหตุการณ์เริ่มตึงเครียด ผู้ใหญ่จัดเวรยามกลางคืน ปลอดภัยที่เคยกลายเป็นภาพลวงตา
“นายต้องเล่าแล้วภูวา” ริณบีบไหล่เขาแน่น “ทั้งหมดมันเกี่ยวกับอะไร”
ภูวาอัดอั้น สุดท้ายยอมเล่า “ปู่ฉันเคยเล่า…ตอนสงคราม คนกลุ่มหนึ่งนำวัตถุโบราณไปซ่อนในโพรง เพื่อกันศัตรู และสาปไว้ว่าถ้ามีใครแตะต้องโดยขาดศรัทธา คนใกล้ชิดจะ…หายไป”
“แล้วนายเชื่อไหม?” ใบคาถาม เสียงสั่น
ภูวาไม่ตอบ มีน้ำตาซึมข้างตา
คืนนั้น พวกเขาตัดสินใจกลับไปที่โพรงด้วยกันพร้อมอาหมิง กลิ่นอายประหลาดรอบกายหนักอึ้ง พอล้วงมือเข้าไปจับเครื่องราง ร่างของป้าตุ๊กในชุดเดิมปรากฏในแสงเงา ดูเหม่อลอยไร้สติจากเขาค่อย ๆ เดินหายลับไปในความมืด
“ป้าตุ๊ก!” ริณร้องไห้ เด็ก ๆ วิ่งตามแต่ก็ไม่ทัน ภูวาเดินตามกลุ่มช้า ๆ สีหน้าว่างเปล่า หยุดกลางทาง ก้มเก็บเครื่องรางแล้วแบให้เพื่อน
“มันคือพันธะ” ภูวาพูดเบาราวกระซิบ “เราจะเลือกปลดหรือจะหนีไปตลอดชีวิต”
ริณเอื้อมมือรับเครื่องราง น้ำตารินสีหน้าแน่วแน่ “ถ้าปลด ต้องทำยังไง?”
อาหมิงอธิบาย “สิ่งเดียวที่พวกเจ้าต้องทำ คือยอมรับความผิดพลาดของบรรพบุรุษ กล้าที่จะยอมรับกล้าที่จะขอโทษ”
ความเงียบหุ้มกลุ่มเล็ก ๆ ในโพรงลึก ก่อนที่ภูวาจะพูดเบา ๆ “ฉันกลัว…จะเสียคนสำคัญไปอีก…แต่ถ้าไม่ยอมรับ ทุกอย่างจะไม่จบ”
เขาเดินไปกลางโพรง ยกเครื่องรางขึ้นเหนือหัว สีหน้าสลดแต่กล้าเผชิญ เงาดำวูบหนึ่งพุ่งออกจากเงาหิน ทุกคนกรีดร้อง ภูวายิ้มเศร้า “ขอโทษ…ที่คนตระกูลฉันเห็นแก่ตัว”
เงาดำแตกกระจายราวหมอก เครื่องรางหล่นกระทบพื้นเสียงดัง ทุกคนเงียบกริบ ทันใดหนึ่งเสียงกรีดร้องของป้าตุ๊กแผดลั่นก่อนเด่นชัดขึ้นและแผ่วหายไป
ภายในหมู่บ้านคลี่คลาย คนหายตัวกลับมาบางส่วน ทั้งน้ำตาและรอยแผลใจ ภูวาเดินจับมือเพื่อน ๆ ทุกคน แม้จะมีรอยลึกแห่งความเศร้า แต่ความอบอุ่นแผ่ซ่านระหว่างกัน เขายิ้มบาง ๆ “เราอาจช่วยได้ไม่หมด…แต่เรากล้าที่จะเปลี่ยน”
ริณยิ้มรับ “ถ้าไม่กล้าเดินหน้า ตั้งแต่แรก เราคงไม่มีวันเข้าใจความกลัวของตัวเองจริง ๆ”
กลุ่มเพื่อนค่อย ๆ แยกย้าย แสงอาทิตย์เย็นส่องลอดยอดสนลงมา ปกคลุมหมู่บ้าน ช่วงเวลานั้น กลุ่มควันจากปล่องไฟโบราณลอยอ้อยอิ่ง บนใบหน้าของภูวา แฝงแสงของความหวังใหม่เหนือเงารอยแผลเดิมที่ยังไม่จางหายไป