ระหว่างวันฝนโปรย
เสียงฝนพรำยามเช้าแทรกผ่านม่านหน้าต่างกระจกสูงของออฟฟิศครีเอทีฟแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ สมร นักออกแบบวัยสามสิบเศษ นั่งขดตัวกอดถ้วยกาแฟเย็นเฉียบ เท้าคางมองแสงสะท้อนน้ำบนพื้นถนน เธอไม่ชอบเช้าแบบนี้เลย—มันทำให้นึกถึงเรื่องเก่า ๆ ที่เธอยังไม่พร้อมจะก้าวข้าม วิชัย นักบัญชีประจำบริษัท เพิ่งเดินเข้ามาในออฟฟิศ หยาดน้ำฝนเม็ดเล็กเกาะพราวบนไหล่เขา รอยยิ้มนิด ๆ บนใบหน้าดูเหมือนจะละลายความอึมครึมของห้องเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ แต่สมรไม่ได้ยิ้มตอบ เพียงส่งสายตาละมุนแต่แน่นิ่งกลับไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เช้านี้ขอโทษนะครับ รถติดหนัก รถเมล์ก็เปียก ฝนเล่นงานเหมือนจะไม่หยุด” วิชัยหันไปวางแฟ้มบนโต๊ะ ไม่สบตาสมรโดยตรง พลางหยิบผ้าเช็ดตัวเล็ก ๆ ออกจากเป้ เพื่อซับผมเปียก
สมรเหลือบมองแฟ้มสีฟ้าบนมือเขา “ฉันคิดว่าแฟ้มชุดนี้ต้องใช้วันนี้รึเปล่า” เสียงของเธอสั่นเบาแต่หนักแน่น เธอกำลังแจ้งเตือนความสำคัญบางอย่าง
“ครับ ผมรู้ว่าคุณต้องนำเสนอ แต่มีตัวเลขบางชุด…ผม…ขอโทษ ผมยังไม่ได้รวมให้ครบ” เขาเงียบไปพักหนึ่ง เหมือนลังเลจะอธิบาย แต่เลือกเงียบ
“งั้นคุณช่วยฉันหาข้อมูลเพิ่มได้ไหม” เธอพูดช้าลง ราวพยายามอดกลั้นคำตำหนิที่อยู่ปลายลิ้น
“แน่นอนครับ เดี๋ยวผมรีบทำทันที” วิชัยรีบเปิดคอมพิวเตอร์ สมรถอนหายใจเบา ๆ สายตาเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า มีบางอย่างในแววตาเธอ—ความคาดหวังที่ดับลง เธอรู้อยู่แก่ใจว่าต้องลงแรงเองเหมือนทุกครั้ง
เวลาผ่านไปในห้องเงียบ สมรหยิบดินสอกดกับกระดาษเขียนแบบ เธอทำงานเงียบ ๆ เสมอ ขณะเดียวกันก็แอบเหลือบมองดูชายร่างผอมที่พยายามเร่งข้อมูลให้ ในความอึดอัดนั้น วิชัยชำเลืองมาเหมือนจะอยากพูดอะไร แต่ก็ปล่อยให้ฝนและความเงียบพูดแทน
ตอนพักกลางวัน โต๊ะส่วนกลางเต็มไปด้วยกล่องข้าว แต่สมรนั่งมุมเงียบ จิ้มข้าวแต่แทบไม่ได้กิน วิชัยเดินมาใกล้ ๆ
“คุณทานข้าวกับเพื่อน ๆ ก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปซื้อกาแฟให้” น้ำเสียงเขาอ่อนโยน มีความตั้งใจจะดูแลอยู่ลึก ๆ แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่ได้อยากกาแฟ” เธอสวนทันที แต่ก็มีรอยยิ้มจาง ๆ ให้แทนคำขอโทษ เขาเงียบลง รู้สึกถึงกำแพงและความห่างเหินที่ค่อย ๆ สูงขึ้นทุกครั้งที่เธอถอยหนี
ค่ำวันหนึ่ง สมรสะดุดเท้าตัวเองจนเกือบล้มขณะรีบลงบันได วิชัยที่เพิ่งออกเวร เห็นเข้าพอดีจึงรีบดึงแขนไว้
“ระวังหน่อยสิครับ คุณดูรีบไปไหน?” เขาถาม กึ่งจี้เล่นกึ่งห่วงใย
“ไม่ได้รีบอะไร แค่ไม่อยากติดฝน” สมรปัดมือเขาออก เธอดูตื่นตระหนกนิด ๆ ก่อนจะยืนนิ่ง ตาสั่นไหวเล็กน้อย
“เอ่อ…จะให้ผมเดินไปส่งไหมครับ?” เขาถามออกไปอย่างไม่มั่นใจ สมรลังเลมองฝนที่โปรยลงมา เธอหันกลับมาสบตาเขา ชั่วครู่นั้น ความรู้สึกอ่อนโยนบางอย่างตกกระทบ
“ถ้าไม่รบกวน ก็…ได้ค่ะ” เสียงของเธอเงียบหายอยู่ในฝน วิชัยยิ้มบาง ๆ เขาเดินเคียงข้างเธออย่างเงียบ ๆ ต่างฝ่ายแทบไม่ได้พูดอะไรกัน ระหว่างที่เดินใต้ร่มเดียวกัน ความเงียบกลืนกินเสียงฝนลงโดยสิ้นเชิง
“คุณไม่ชอบฝนเหรอ” วิชัยถามในที่สุด
“ไม่ใช่…แค่…มันเตือนให้นึกถึงสิ่งที่ฉันอยากลืม” สมรตอบเสียงเบา ดวงตาหลบสายตาเขา วิชัยไม่ได้ซักต่อ มันมีบางอย่างในถ้อยคำที่เขายังไม่ควรแตะต้อง
เช้าวันรุ่งขึ้น สมรทำงานอยู่หน้าคอมฯ มีควันจากถ้วยชาร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาตรงหน้า เธอเงยหน้าขึ้น วิชัยวางแก้วไว้ให้ “วันนี้ฝนจะตกอีก ผมเลยเอาชามาให้…เดี๋ยวตกใจเสียงฟ้าร้องจะได้อุ่นใจ” เขายิ้มเขิน ๆ
สมรรับถ้วยชา แต่ไม่พูดอะไร เธอกำลังละลายกำแพงด้วยวิธีเงียบ ๆ ของเธอเอง
การนำเสนองานผ่านไปไม่เรียบร้อยเท่าไร ทีมงานผิดพลาด สมรโดนตำหนิ เธอมีทีท่าจะร้องไห้ แต่นั่งนิ่งกัดริมฝีปาก วิชัยนั่งเงียบข้าง ๆ รอจนห้องประชุมว่าง ค่อยเอ่ยเบา ๆ
“ถ้าเป็นผม ผมก็คงรู้สึกเหมือนคุณนะ…แต่วันหนึ่งมันจะผ่านไป เหมือนฝนตกแบบนี้แหละ”
“คุณดูโลกสวยจัง” สมรเหน็บเสียงแผ่ว พลางหลบดวงตา
“ถ้าไม่พยายามมองให้สวย ก็กลัวจะอยู่ไม่ได้เหมือนกันครับ” วิชัยยิ้มเจื่อน ๆ สมรเงียบไปนาน ราวกับเธอเริ่มเข้าใจสักอย่างในตัวชายคนนี้
วันต่อมา วิชัยโดนเจ้านายตำหนิเรื่องบัญชีผิดยอด เขาเดินหน้าหมองออกมานั่งที่โต๊ะ สมรมองเห็นแต่ไม่พูด เธอเลือกเดินไปหยิบน้ำมาให้วางข้าง ๆ เขาเงยหน้าขึ้นสบตา ไม่มีคำขอบคุณ เธอยิ้มให้เฉย ๆ แล้วเดินจากไป ความเงียบของเธอเป็นเครื่องหมายแทนถ้อยคำใด
คืนฝนตกหนัก สมรนั่งทำโอที เธอเห็นไฟที่โต๊ะของวิชัยยังเปิดอยู่ ทั้งสองเดินออกจากตึกพร้อมกัน ค่ำคืนนั้นเปียกและเย็นจัด สายฝนซัดแรงกว่าทุกวันแต่ต่างฝ่ายไม่บ่น เอาแค่ร่วมร่มกันเดินเงียบ ๆ ข้างถนน เปียกฝนนิดหน่อยแต่หัวใจอุ่นขึ้น
“คุณมีใครรออยู่ที่บ้านมั้ย” วิชัยถาม สมรนิ่งคิดนานกว่าจะตอบ
“ไม่มีหรอก คนที่เคยรอก็ไม่อยู่แล้ว” เสียงของเธอมีอะไรสั่นไหว
เขาพยักหน้ารับ “ผมเอง…ก็ไม่เหลือใครเหมือนกัน” มีช่องว่างในบทสนทนา เขาหลี่ตา เหมือนกำลังต่อสู้ความเศร้าแบบเดียวกับเธอ
“บางที…เรา…ควรจัดทริปหนีฝนสักวันไหม” เขาถามอ้อม ๆ สมรหัวเราะบาง ๆ เป็นครั้งแรกที่เสียงเธอดูมีชีวิตชีวา “ฉันยังไม่แน่ใจว่าหนีฝนหรือหนีใจตัวเองดี”
วันหยุดสุดสัปดาห์ วันอากาศโปร่งหายาก สมรไปนั่งในร้านกาแฟแห่งหนึ่งโดยบังเอิญเจอวิชัย ทั้งสองต่างรู้สึกแปลกใจแต่แกล้งทำเหมือนไม่เห็นกันในตอนแรก วิชัยเดินไปสั่งกาแฟแล้วเลือกโต๊ะใกล้ ๆ เธอแบบกล้า ๆ กลัว ๆ สมรดื่มช้านิดเดียวแล้วเปรยขึ้น
“กาแฟที่นี่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่หรอก”
“ผมก็ว่า…แต่คงไม่มีที่ให้ซ่อนแล้ววันนี้” เขาขยายความ พวกเขาเริ่มหัวเราะกันเบา ๆ บรรยากาศค่อย ๆ คลี่คลายเหมือนเมฆฝนสลาย
เวลาผ่านไป ความสนิทยิ่งลึก สมรเริ่มแบ่งปันเรื่องอดีต เจ็บปวดจากการผิดหวังในรักเก่า—คนรักที่หายไปก่อนเธอจะขอโทษได้ วิชัยก็พูดถึงความล้มเหลวทางการเงิน ทำให้แม่ต้องขายบ้าน
“ผมไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย” เขากระซิบ สมรแตะมือเขาเบา ๆ ไม่พูดอะไร
ช่วงนั้น งานใหม่มากขึ้น ความขัดแย้งก็ตามมา สมรอยากโยกย้ายไปบริษัทใหญ่ วิชัยไม่กล้าเสี่ยง—เขากลัวความเปลี่ยนแปลง กลัวการเริ่มต้นใหม่ วิชัยเงียบใส่ ไม่ตอบแชทสมรหลายวัน เธอเองก็ใจเสีย สองคนห่างกันอย่างไม่ตั้งใจ
วันหนึ่ง สมรมาทำงานแต่เช้า พบโพสต์อิทพร้อมมือวาดรูปฝนและประโยคว่า “เราไม่กล้าเดินใต้อะไรบางอย่าง แต่ท้องฟ้ามันใหญ่กว่าร่มเสมอ” เธอนิ่งคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจโทรหาเขา
“ถ้าฉันจะออกจากที่นี่…คุณจะโกรธไหม” สมรเอ่ยขณะสายเงียบอยู่อึดใจหนึ่ง
“ไม่โกรธครับ…แต่…ถ้าคุณไป แล้วผมจะอยู่ยังไง”
“เราแค่สองคนที่กลัวฝน…สุดท้ายเราก็ต้องเดินในฝนคนเดียวสินะ” น้ำเสียงเธอสั่นไหว
“หรือบางที…เราควรลองเดินด้วยกัน แล้วถ้าฝนสาดหัว ก็แค่หัวเราะไปพร้อมกันจะได้ไหม”
ความเงียบระหว่างสายดังกว่าเสียงฝนข้างนอก สมรยิ้มเจื่อน ๆ เจ็บปวด เธอรู้ดีว่าความกลัวอดีตยังอยู่ แต่เธออยากจะลองกล้าอีกสักครั้ง
เช้าวันอาทิตย์นั้น สมรตัดสินใจนัดวิชัยหน้าร้านกาแฟเดิม ฝนตกพรำ ๆ เหมือนวันแรกที่เริ่มพูดคุยกัน พวกเขาเงียบกันนานมาก ก่อนวิชัยจะพูดเบา ๆ
“ผมคงยังไม่ใช่คนที่กล้าสัญญาอะไร…แต่ถ้าคุณยอมเดินช้า ๆ ในฝนกับผม ผมจะไม่ทิ้งคุณกลางสายฝนแน่ครับ”
สมรหัวเราะน้ำตาไหล เธอไม่ตอบ แต่ยื่นมือไปจับมือเขา ไอตัวอุ่นไหลเวียนผ่านปลายนิ้ว สองคนยืนมองฝนและคนเดินถนน แค่แลกเปลี่ยนความเงียบ โดยไม่ต้องรีบ ไม่ต้องมีคำสัญญา ไม่มีบทสรุปชัดเจน เพียงค่อย ๆ รัก ภายใต้ฤดูฝนที่ยังโปรยอยู่…