ฤดูฝนที่ไม่มีใครรอ
สายฝนโปรยปรายลงมาบนสนามหญ้าหน้าอาคารเรียนใหม่ในวันเปิดเทอม ตาลยืนหลบฝนอยู่ใต้กันสาดไม้เก่าอายุเท่าไรไม่มีใครบอกได้ กระเป๋าเป้ของเธออวบน้ำฝนที่ซึมเข้าไปทางซิป เธอก้มหน้ามองปลายรองเท้านักศึกษาสีขาวๆ ที่เริ่มซึมละอองน้ำ ร่มที่พกร่มาก็หักซี่ ตั้งแต่วันแรกเธอรู้สึกว่าวันฝนไม่เคยปรานีใครเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหัวเราะดังลอยมา ใกล้ๆ กัน ภูมิรุ่นพี่ปีสามเจ้าของรอยยิ้มอวดฟันขาว ติดธงกิจกรรมบนแขนเสื้อ เดินมากับกลุ่มเพื่อน ภูมิหยุดและเหลือบมองเห็นเธอเข้าพอดี
“ร่มพังเหรอน้อง?” เขาเอ่ยพร้อมกับชะเง้อดูร่มที่อยู่บนพื้น ตาลไม่ได้ตอบ เงียบอยู่อึดใจ
“เอ่อ…ค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พลางสบตากับเขาเพียงวูบเดียว
เพื่อนภูมิหยิบไม้แหย่แทน แต่ภูมิกลับยื่นร่มตัวเองให้ตาล “เอาไปใช้ก่อน เดี๋ยวพี่เดินตากฝนเอง” เขายิ้ม
ตาลลังเล ไม่กล้ารับมาง่าย ๆ “พี่ไม่เป็นไรเหรอคะ?”
“ฝนแค่นี้เปียกได้ เรื่องใหญ่มีไว้ให้กลัวอย่างอื่น” ภูมิตอบติดตลก แต่สายตาวูบหนึ่งกลายเป็นจริงจังขึ้นมา
สุดท้ายตาลจำต้องรับร่มนั้น ทั้งคู่ต่างเงียบ เฝ้าฟังเสียงฝนชั่วครู่ ก่อนที่ตาลจะออกเดิน พร้อมร่มใหม่ในมือ
วันต่อมา ตาลเดินเข้าอาคารเรียนช้า ฝนยังตกเป็นสายเหมือนเมื่อวาน เธอเห็นภูมินั่งคุยกับเพื่อน ๆ บนบันไดทางขึ้น เอะใจไม่ทันคิดก็เดินผ่านหน้าเขาไปโดยไม่ได้ทัก
“น้อง!” ภูมิร้องตาม เธอหยุดชะงัก มือกำด้ามร่มแน่นขึ้น “ร่มยังแห้งดีมั้ย?”
“ดีค่ะ ขอบคุณมากที่ให้ยืม” เธอวางร่มลงข้างตัว รวบรวมความกล้า “ขอโทษที่เมื่อวาน…ไม่กล้าคุย”
ภูมิยักไหล่ “ไม่เป็นไร เรื่องบางเรื่องคนเราแค่ต้องกล้าทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง”
ตาลนั่งลงบนขั้นข้างเขาโดยไม่รู้ตัว เงียบไปพักใหญ่ ทั้งสองนั่งอยู่ใต้ชายคา ยามสายฝนพรำ เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังโป๊ก ๆ กอปรกับเสียงนักศึกษาวิวาทในสายลม
“รู้มั้ย บันไดนี้ใคร ๆ ก็ว่ามีแต่คนมานั่งเศร้า” ภูมิพูดขำขื่นแต่เสียงเบา ตาลเหลือบมอง เห็นประกายในดวงตาเขา “พี่ก็เพิ่งอกหักมาน่ะ”
บรรยากาศนิ่งชั่วอึดใจ ตาลเพียงจ้องพื้น “หนู…ก็ไม่ได้เก่งเรื่องคุยกับคนหรอกค่ะ”
ภูมิหัวเราะเบา ๆ “งั้นพี่นั่งเงียบเป็นเพื่อนไหมล่ะ?”
สักพักทั้งสองนั่งฟังเสียงฝนโดยไม่จำเป็นต้องคุยอะไรเพิ่ม มิตรภาพแปลก ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยคำพูดก็เริ่มก่อตัวขึ้น
วันต่อมาในวิชาภาษาไทย ตาลนั่งจดเลคเชอร์อย่างเงียบงัน ขณะที่เสียงฝนโปรยปรายด้านนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นมีแผ่นกระดาษสั้น ๆ เลื่อนมาทางเธอ “ว่างหลังเลิกเรียนมั้ย – ภูมิ”
ตาลสบตาเขาผ่านห้องเรียน เธอชั่งใจ ในใจเต็มไปด้วยคำถาม แต่ก็พยักหน้า
เลิกเรียน ทั้งคู่พบกันที่คาเฟ่เล็ก ๆ ใต้ตึกเรียน โต๊ะไม้ริมกระจกฝ้าไอน้ำ ชงกาแฟกลิ่นหอมอ่อน ๆ
“พี่ทำกิจกรรมเยอะมากเลยนะคะ” ตาลเริ่มถามเป็นครั้งแรก
“มันทำให้พี่ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้บ้างน่ะ” ภูมิเท้าคาง นัยน์ตาเศร้าเล็กน้อย
“หนู…ก็ย้ายมาที่นี่เพราะอยากเริ่มใหม่” ตาลหลบสายตา ซ่อนมือไว้ใต้โต๊ะ
บทสนทนาเงียบอีกครั้ง ก่อนภูมิจะหัวเราะกลบเกลื่อนบรรยากาศ “แล้วร่มยังดีอยู่มั้ย?”
“ยังดีค่ะ หนูไม่ได้ลืมหรอกนะ” ตาลยิ้มบาง ๆ เข่นเสียงจนแทบไม่ได้ยิน
ทั้งสองเริ่มรู้จักกันมากขึ้น วันแล้ววันเล่า สายฝนยังคงตกไม่ว่างเว้น บางวันทั้งคู่เดินด้วยกันโดยไม่ต้องถือร่ม
มีบางวันที่ภูมิหายไป ตาลเดินผ่านบันไดนั้นคนเดียว เธอเฝ้ามองหาก็ไม่กล้าโทรถาม เธอนั่งเงียบเหมือนวันแรก ความคิดถึงซ่อนอยู่ในอากาศ
คืนหนึ่ง ภูมิโทรเข้ามาดึก เขาดูเหมือนมึนเมา เสียงลมหายใจแผ่ว “น้อง…ยังไม่หลับเหรอ?”
“ยังค่ะ พี่โอเคไหม?” เธอถามเบา ๆ
“โอเค…นิดหน่อยน่ะ” เขาหัวเราะขื่น ๆ “พี่ทะเลาะกับเพื่อน พี่ไม่ค่อยดีหรอก”
ตาลเงียบฟัง “พี่…หนูอยู่ตรงนี้นะ”
“บางทีพี่ก็กลัวนะ กลัวว่า…ถ้าใครเห็นตัวจริงแล้วจะไม่ชอบ” เสียงเขาเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“หนูก็มีเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้เยอะเหมือนกันค่ะ”
สายฝนข้างนอกยังไม่หยุดตก
ในวันสอบกลางภาค ทั้งมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ตาลนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ในห้องสมุด มีข้อความจากภูมิ “กินข้าวมั้ย?”
เธอลังเล ก่อนตอบกลับไป “ขอโทษนะ หนูอยากอ่านอีกหน่อย”
หลังสอบ ทั้งคู่ห่างกันออกไปเล็กน้อย ภูมิทุ่มเทกับชมรมจนไม่ค่อยว่าง ส่วนตาลก็จมกับหนังสือและความกลัวในใจ
คืนหนึ่ง ภูมิส่งข้อความสั้น ๆ มา “ถ้าไม่อยากคุยกับพี่ ก็บอกได้เลย”
ตาลตกใจ รีบตอบ “ไม่ใช่นะ หนูกลัวแค่…กลัวเสียพี่ไป ถ้าเราคุยกันมากไป”
“กลัวเหมือนกัน…แต่ถ้าไม่เสี่ยง เราจะไม่มีวันได้อะไรใหม่ ๆ เลยซักที” ภูมิตอบกลับในแชท
วันหนึ่งสายฝนสาดหนัก ภูมินั่งซบหน้าลงกับโต๊ะเรียน ตาลเดินเข้าไปหาอย่างลังเล “…เป็นไรไหมคะ?”
ภูมิหันมา เธอเห็นตาแดง ๆ ของเขาเป็นครั้งแรก
“บ้านพี่มีปัญหานิดหน่อยน่ะ…พี่เหนื่อย” เขากัดฟันเงียบ
ตาลแตะมือเบา ๆ “ถ้าอยากเล่า หนูฟังได้นะ”
ภูมิยิ้มจาง “บางทีคนเราก็แค่อยากมีใครซักคนที่รับฟัง โดยไม่ตัดสิน”
ระยะห่างของบทสนทนากลายเป็นความสบายใจขึ้นเล็กน้อย ฝนข้างนอกราดซ่าแต่ข้างในกลับเงียบสงบ
วันหนึ่งมีข่าวลือว่าแฟนเก่าภูมิจะกลับมา ตาลได้ยินในห้องน้ำหญิง เธอรู้สึกเจ็บปวดโดยไม่เข้าใจเหตุผล สองวันถัดมาภูมิแทบไม่คุยกับเธอ
ตาลเริ่มตีตัวออกห่าง ไม่รับโทรศัพท์ เธอจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ลังเลว่าสิ่งที่มีระหว่างเธอกับภูมิแท้จริงมันคืออะไรกันแน่
เย็นวันหนึ่ง ภูมิพยายามมาดักหน้าเธอใต้ตึกเรียน “ช่วงนี้หนูดูไม่ค่อยเหมือนเดิมเลย เป็นอะไรเหรอ?”
ตาลนิ่ง “พี่…ยังรักแฟนเก่าอยู่ใช่มั้ยคะ?”
ภูมิเฉไฉ “เรื่องเก่าก็คือเรื่องเก่า แต่บางทีก็มีบางความรู้สึกที่ยังค้าง”
“หนูกลัว…กลัวเจ็บเหมือนเดิม” ตาลเสียงสั่น
ภูมิถอนใจ “พี่ก็เคยตัดสินใจพลาด ก้าวเดินพลาดหลายเรื่อง แต่ถ้าให้เลือกตอนนี้ พี่อยากเริ่มต้นใหม่กับคนที่เอาใจใส่พี่จริง ๆ”
ความเงียบนิ่งขยายเป็นระยะเวลาหนึ่ง ตาลเดินหนีออกมาท่ามกลางสายฝนที่เพิ่งโปรยลงมาใหม่ ภูมิได้แต่เฝ้ามองโดยไม่กล้าวิ่งตาม
คืนนั้นตาลร้องไห้ทั้งคืน เธอเกือบตัดสินใจลบเบอร์ภูมิทิ้ง ก่อนจะหยุดมองภาพร่มที่พาดอยู่ตรงข้างเตียง ลมหายใจร้อนในอกผสมกับเสียงฝนตกกระทบหลังคา กลายเป็นความกล้าที่จะก้าวต่อหนึ่งก้าว
วันต่อมาเธอเดินเข้าไปหาเขาที่บันได “หนูกลัวมากนะ…แต่หนูก็ไม่อยากเสียอะไรบางอย่างไปเพราะความกลัว”
ภูมิยิ้มจาง เงยหน้ามองท้องฟ้าคลึ้มฝน “พี่เองก็เหมือนกัน”
ทั้งสองนั่งฟังเสียงฝนอีกครั้ง มือสองข้างวางอยู่ข้างกัน เงียบแต่กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นที่มากกว่าคำพูดใด ๆ
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อย ๆ เติบโต ตาลเริ่มร่วมกิจกรรมกับภูมิ ภูมิเปิดใจเล่าเรื่องในครอบครัวให้เธอฟัง ตาลก็เริ่มกล้าเล่าเรื่องอดีตของตัวเองที่เธอเคยหนีมาก่อน
พวกเขาฝ่าฝันระยะห่างและความไม่แน่ใจอย่างช้า ๆ
ท่ามกลางฤดูฝนที่ไม่มีใครรอ วันหนึ่งฝนหยุดตก วันนั้นตาลไม่ต้องถือร่มอีกต่อไป เธอมองภูมิยิ้ม ด้วยความรู้สึกใหม่ที่ผ่านความลังเลและกลัวจนเข้าใจ
“ถ้ายังกลัว…จะอยู่ข้างกันได้มั้ย?” ภูมิกระซิบพลางยื่นมือให้ตาล
“ได้ค่ะ เพราะอย่างน้อยวันนี้…เราไม่เดินคนเดียวแล้ว” ตาลจับมือเขาไว้แน่น เสียงหัวใจดังกลบเสียงฝนที่หายไป