กระจกที่หายไป
เสียงล้อรถบดไปตามทางลูกรังที่ทอดลึกเข้าไปกลางป่า รถกระบะสีเทาเก่าๆ ชะลอช้าเมื่อใกล้ถึงบ้านร้างหลังใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และเงาไม้สูง พอเครื่องยนต์ดับ ความเงียบก็กลับเข้าครอบงำทันที มีเพียงเสียงจิ้งหรีดและสายลมที่พัดใบไม้เสียดสีกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอาจริงเหรอวะ?” ติ๊กพูดเบาๆ พลางกวาดตามองรอบตัว เขาดูไม่มั่นใจแม้จะเป็นคนที่เสนอไอเดียนี้เอง
“ก็บอกแล้ว มันแค่บ้านร้าง ไม่มีอะไรหรอก” อ้อมโต้เสียงเรียบ เธอหยิบกล้องวีดีโอขึ้นมาลองซูมบ้านหลังนั้นอีกครั้ง
“แต่ตำนานกระจก… ถ้ามันมีจริง เราดังแน่” ปั้นพูดพลางยิ้มแห้งๆ พยายามสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย แต่ในแววตาแฝงไปด้วยความกังวล
“อย่ามัวแต่พูด ไปกัน” เอกขยับตัวก่อนเป็นคนแรกที่เดินนำเข้าไป ทุกคนยังลังเลแต่ก็เดินตามแบบไม่มีใครอยากแยกตัว
พวกเขาเข้าสู่รั้วบ้านที่ผุพัง ประตูรั้วเอียงกระเท่เร่เหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ ข้างในมีเพียงเงาและความเงียบที่บดบังสิ่งใดๆ ไว้ พวกเขาเดินผ่านสวนรกร้างที่มีวัชพืชสูงท่วมหัวจนถึงระเบียงไม้ที่ขึ้นราพรุน
“ถ่ายไว้ทุกอย่างนะอ้อม” ติ๊กเตือนเสียงเบา กล้องวีดีโอในมือของอ้อมสั่นเล็กน้อย เธอพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ หมุนกล้องไปรอบบ้าน
เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่เอกผลักเปิดดังเอี๊ยด เผยให้เห็นโถงบ้านที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิมเหมือนบ้านนี้เพิ่งถูกทิ้งไปไม่นาน ทั้งชุดเก้าอี้ไม้ ผ้าม่านซีดๆ ที่ปลิวไหวตามลม และกรอบรูปเก่าๆ ที่แขวนอยู่บนผนัง
“แค่คิดภาพตอนกลางคืนนะ ขนลุกแล้ว” หนุ่มพูดเบาๆ พลางมองไปทางบันไดที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสอง
พวกเขาเดินสำรวจห้องต่างๆ หนุ่มหยิบกรอบรูปขึ้นมาดูแล้วนิ่วหน้า “มีแต่หน้าคนยิ้ม แต่เหมือนแปลกๆ แกมองดีๆ สิ”
ติ๊กเดินไปดูใกล้ๆ ก่อนจะขมวดคิ้ว “เหมือนสายตามองตามเราทุกฝีก้าว”
อ้อมพยายามกลืนก้อนแข็งในลำคอ “เรา… เราไปหากระจกกันเถอะ” เธอพูดเบาๆ
พวกเขาเดินต่อไปที่โถงหลังบ้านซึ่งตามเรื่องเล่าคือที่ซ่อนของกระจกต้องห้าม เอกเอื้อมเปิดประตูไม้เก่าที่มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด ภายในมืดสนิท มีเพียงแสงจากกล้องของอ้อมส่องให้เห็นรูปทรงของข้าวของเก่าๆ ที่วางกองระเกะระกะ
เสียงฝีเท้าของตัวเองก้องสะท้อนในห้องที่ว่างเปล่า หนุ่มเดินวนไปรอบๆ แล้วหยุดจ้องไปที่ผนังทึบ “ไม่มีแม้แต่เงากระจก แกแน่ใจนะว่ามันอยู่ที่นี่?”
“มันควรจะอยู่…” ติ๊กตอบเสียงขาดๆ หายๆ เหมือนเริ่มไม่แน่ใจแล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังสำรวจ อ้อมหันกล้องไปทางมุมห้อง กล้องซูมไปที่ผนังเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะมีอะไรผิดปกติ “ตรงนั้น… เหมือนมีรอยกรอบอะไรสักอย่าง”
ทุกคนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ บนผนังมีคราบฝังลึกเป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมจางๆ คล้ายกับเคยมีอะไรวางอยู่ เอกเอื้อมมือไปแตะ เศษปูนและฝุ่นร่วงกราว
“หรือว่ากระจกหายไปแล้ว?” ปั้นพูดขึ้นเบาๆ
“หรือแค่ซ่อนที่อื่น” หนุ่มมองไปรอบห้อง เหงื่อซึมที่ขมับทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ
ติ๊กถอนหายใจ “เราต้องหาให้เจอ ถ้าไม่มี ก็เปลืองแรงขับรถเข้ามาตั้งไกล”
อ้อมเดินออกจากห้อง เธอหยุดยืนที่โถงใหญ่ สายตาจับจ้องไปที่บันไดไม้เก่าที่ทอดขึ้นไปสู่ชั้นสอง แสงแดดส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง สะท้อนบางอย่างวับๆ ที่ชั้นบน
“เมื่อกี้เห็นอะไรแวบๆ ข้างบน…” อ้อมพูดพลางยกกล้องขึ้นตามอง
เอกเดินนำขึ้นบันได ตามด้วยปั้นและหนุ่ม ติ๊กเดินตามรั้งท้าย ทุกฝีก้าวของพวกเขาทำให้ไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดอย่างชวนขนหัวลุก
ชั้นสองมีห้องอยู่สามห้อง ปั้นผลักประตูห้องแรกที่ข้างในมีเพียงเตียงเก่าๆ และกลิ่นอับชื้น หนุ่มเดินไปสำรวจตู้เสื้อผ้าและพบสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่ง
“อะไรน่ะ?” หนุ่มเปิดดู สมุดเต็มไปด้วยลายมือหวัดๆ และรอยขีดฆ่าเต็มหน้า
“เหมือนจดบันทึก…แต่ไม่มีวันที่ ไม่มีชื่อ มีแต่ข้อความสั้นๆ ซ้ำๆ”
“อ่านดูดิ” เอกหยิบสมุดมาอ่านบรรทัดหนึ่ง “เห็นเงาในกระจก เงาไม่ใช่ของฉัน…” เขาเงียบไปสักพัก “มันพูดถึงกระจกซ้ำไปซ้ำมา…”
“อาจจะเป็นเจ้าของบ้าน” อ้อมกล่าวเบาๆ “หรือคนที่ตำนานพูดถึง”
ปั้นเอื้อมไปแตะกระจกแตกบานเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง รอยร้าวเป็นใยแมงมุมและสะท้อนภาพเธอในมุมบิดเบี้ยว เธอชะงักไปชั่วขณะก่อนจะเบือนหน้าหนี “รู้สึกเหมือน…เงานั้นขยับเอง”
หนุ่มหัวเราะเบาๆ แต่เสียงแฝงความกลัว “คิดมากไปเองหรือเปล่า”
อ้อมเงียบก่อนพูดเบาๆ “แต่ฉันว่านี่มัน…ผิดปกติ”
เสียงฝีเท้าดังมาจากห้องถัดไป ทั้งห้าคนหยุดชะงักและหันไปมอง เอกเป็นคนแรกที่เดินไปเปิดประตูห้องนั้น ภายในมีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ขาคดงอเหมือนจะพังลงได้ทุกเมื่อ
ขณะที่ทุกคนสำรวจ อ้อมเดินวนไปทางหน้าต่าง จู่ๆ ก็มีเสียงเหมือนลมหายใจดังข้างหู เธอหันขวับแต่ไม่เห็นอะไร ทุกคนหันมามองหน้าแลกเปลี่ยนสายตาที่ฉายแววไม่สบายใจ
“ได้ยินเหมือนฉันไหม?” อ้อมถามเสียงแผ่ว
“เสียงอะไรวะ?” ปั้นถามกลับแต่ก็มีสีหน้ากังวล
“เหมือน…หายใจ เหมือนมันอยู่ตรงนี้”
เอกถอนหายใจ “พวกเราคงคิดมากเอง พอเจออะไรแปลกๆ ก็จิตตกไปหมด”
ติ๊กเดินออกไปที่โถงหน้าห้อง เงามืดทอดยาวทับร่างเขา เงานั้นดูจะเคลื่อนไหวช้ากว่าร่างของติ๊กเอง
“พวกแก เห็นเงานั้นมั้ย…” ติ๊กถามพลางชี้ลงพื้น เงาทุกคนหันไปมองและเงียบไปชั่วขณะ
“มัน…ไม่เหมือนเงาเรานะ” อ้อมพูดเบาๆ เงาของเธอในแสงจางๆ ดูยาวและบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ
ปั้นถอนหายใจ “ไปห้องต่อไปเถอะ อย่าอยู่ตรงนี้นาน”
ทุกคนเดินไปยังห้องสุดท้ายที่ประตูถูกปิดสนิท คราบสนิมขึ้นเป็นดวงๆ เอกลองบิดลูกบิด มันแน่นจนต้องออกแรงดันถึงเปิดออกได้ กลิ่นอับและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวตีขึ้นมาในทันที
ข้างในมีแต่ตู้โบราณและผ้าม่านสีหม่นที่ปกปิดหน้าต่างไว้หมด แสงแทบลอดเข้าไม่ถึง อ้อมเดินไปเปิดม่านบางส่วน แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นร่องรอยคล้ายเลือดเก่าๆ เป็นทางยาวลากไปที่ตู้
“นี่มันอะไรกัน…” หนุ่มพูดเสียงสั่น
ติ๊กเดินไปเปิดตู้ ช้าๆ กลั้นหายใจ เมื่อเปิดออก เจอเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งและกระจกทรงกลมบานเล็กที่ถูกหันหน้าหาไม้แผ่นหลังตู้
“นี่…ใช่กระจกต้องห้ามรึเปล่า?” ปั้นพูดเสียงลนๆ
เอกหยิบกระดาษขึ้นอ่าน มีข้อความสั้นๆ “ถ้าเงาในกระจกไม่ใช่ตัวเธอ อย่าหันกลับไปมอง”
ทุกคนเงียบกริบ แต่ละคนมองหน้ากันอย่างหนักใจ อ้อมยกกล้องขึ้นช้าๆ ส่องไปที่กระจกในตู้ ภาพในกล้องเบลอไปแวบหนึ่ง ก่อนจะเห็นเงาคล้ายผู้หญิงผมยาวยืนอยู่ข้างหลังติ๊ก
“ติ๊ก…หลังแก…” อ้อมพูดเสียงแผ่วแต่ติ๊กหันขวับ ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
“อย่าหลอกกันนะ!” ติ๊กตะโกนอย่างหัวเสีย
“ฉันเห็นในกล้องจริงๆ” อ้อมเสียงสั่น
บรรยากาศในห้องหนักอึ้ง เงียบงันราวกับแม้แต่เสียงลมหายใจก็อึดอัดเกินทน
ทันใดนั้น กระจกในตู้สะท้อนแสงวาบ ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ภาพในกระจกคือห้องเดียวกันแต่ไม่มีใครในนั้น มีเพียงเงาว่างเปล่า
“อะไรของมัน…” เอกพึมพำพลางถอยหลัง
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากชั้นล่าง ทุกคนหันขวับ ปั้นตัดสินใจวิ่งลงไปก่อน ทุกคนรีบตามลงไปด้วยความตื่นตระหนก
ในโถงล่างเงามืดแน่นขนัดและเยือกเย็นกว่าเดิม ราวกับอากาศถูกดูดออกไป ปั้นยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกติดผนังบานใหญ่ที่ไม่มีใครสังเกตมาก่อน แววตาเหมือนถูกสะกด
“ปั้น!” เอกตะโกนพลางวิ่งเข้าไปดึงตัว เงาในกระจกของปั้นกลับค่อยๆ ยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ ขณะที่ร่างจริงของปั้นนิ่งสนิท น้ำตาไหลเงียบๆ
อ้อมถ่ายภาพไว้แต่ภาพที่ได้คือเงาในกระจกยืนโบกมือให้กล้องช้าๆ ทั้งที่ไม่มีใครขยับมือเลย
“หยุดถ่าย!” หนุ่มตะโกนใส่อ้อมด้วยความโกรธปนหวาดกลัว อารมณ์ตึงเครียดจนเหมือนจะแตกออกได้ทุกเมื่อ
ขณะนั้นเสียงกระจกแตกร้าวดังแว่วมาเบาๆ ทุกคนหยุดนิ่ง เงามืดในบ้านเริ่มขยับไหลไปตามผนัง พวกเขารีบหาทางออกแต่ประตูหน้ากลับปิดสนิทจนไม่มีใครเปิดได้
“เราต้องออกไปจากที่นี่!” เอกเริ่มทุบประตูแต่ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากความเงียบที่กึกก้องเข้าหู
“มันเหมือนเราติดอยู่ในเงา…” อ้อมพูดเสียงแผ่ว
ติ๊กเดินวนไปมา มือสั่น “เราควรหาวิธีคืนกระจกให้ที่ของมัน”
“แต่ที่ของมันอยู่ตรงไหน?” หนุ่มถามกลับอย่างสิ้นหวัง สายตาทุกคนเริ่มเลื่อนลอยเหมือนมีบางอย่างดูดกลืนพลังใจไปทีละน้อย
เอกเปิดสมุดบันทึกเก่าอีกครั้ง พบข้อความใหม่ปรากฏขึ้น ทั้งที่เมื่อครู่ไม่มี “จงคืนสิ่งที่ขโมยมา เงาจึงจะคืนร่าง”
“ข้อความนี่…ใครเขียน?” อ้อมถาม
“เมื่อกี้ยังไม่มีเลย…” ปั้นกระซิบ
ทุกคนหันไปมองกระจกในตู้พร้อมกัน ติ๊กคว้ากระจกออกมาถือไว้ “เราเอามันมาด้วยหรือเปล่า?”
เงาในกระจกกลับเปลี่ยนไปเป็นภาพของเด็กหญิงผมยาวในชุดขาวยืนอยู่กลางห้องโถง แววตาเรียบเฉยและเย็นยะเยือกจนหัวใจสั่นไหว
ทันใดนั้นไฟในบ้านดับลง ทั้งหมดจมหายไปในความมืด มีเพียงเสียงหายใจดังประหลาดและเสียงฝีเท้าที่เดินวนอยู่รอบๆ
อ้อมยกกล้องขึ้นอีกครั้ง แม้ในความมืดจอภาพบนกล้องยังสว่างจางๆ เธอส่องไปรอบห้อง เห็นเงาเคลื่อนไหวช้าๆ บนผนังเป็นรูปคนหลายร่างซ้อนทับกัน
“พวกเราต้องคืนกระจก” อ้อมพูดเสียงแน่น เธอรีบเดินกลับไปที่ห้องที่เจอกระจก ติ๊กตามไป เหงื่อซึมเต็มใบหน้าแต่ยังตั้งใจ
เสียงกระซิบแว่วมาตามทางเดิน “คืนให้ฉัน…คืนให้ฉัน…”
ติ๊กเดินนำเอากระจกวางบนจุดเดิมในตู้ เงาในกระจกเริ่มขยับกลืนแสงในห้องจนมืดสนิท
ทันใดนั้นประตูบ้านเปิดออกพร้อมแรงลมพัดกระแทก ทุกคนรีบวิ่งออกไปข้างนอกอย่างไม่คิดชีวิต
หน้าบ้านมีแสงจางๆ จากตะวันใกล้ตกดิน ทุกคนหอบหายใจหนัก รู้สึกเหมือนวิญญาณยังคงติดตามอยู่ข้างหลัง
อ้อมมองกล้องในมือ ภาพสุดท้ายที่บันทึกไว้คือใบหน้าตัวเองในกระจก แต่เงาที่สะท้อนกลับยังยิ้มเยือกเย็นผิดธรรมชาติ
ทุกคนไม่พูดอะไรอีก ต่างหลีกเลี่ยงสบตากัน ไม่มีใครกล้าหันหลังกลับไปมองบ้านร้างนั้นอีกเลย
แต่ในบางคืนที่อ้อมนอนไม่หลับ เธอยังได้ยินเสียงกระซิบในเงามืด “คืนให้ฉัน…คืนให้ฉัน…”