เสียงเงาในม่านหมอก
เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งกรอบในเช้าวันหนึ่งที่ทุ่งหมอกปกคลุมหนาแน่น นิราเดินลากกระเป๋าเดินทางสีซีด ผ่านซากรั้วไม้เก่าเข้าสู่บ้านหลังใหญ่ที่เธอไม่ได้เหยียบย่างมานานหลายปี ท่ามกลางเสียงนกร้องลั่นห่าง ๆ เธอมองบ้านไม้สองชั้นหลังนี้ด้วยหัวใจที่อัดแน่นไปด้วยความกดดันและคราบความทรงจำสลัว ๆ ของวัยเด็กที่ถูกทิ้งค้างไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บ้านเราเหมือนเดิมเลยเนอะ” เสียงของนนท์ น้องชายวัยมัธยมที่เดินตามหลังมาเอ่ยขึ้นอย่างฝืน ๆ นิราหันไปมอง เขายิ้มจืด ๆ พลางก้มหน้าหลีกเลี่ยงสายตา เธอพยักหน้าเบา ๆ
ประตูไม้บานใหญ่ถูกงัดเปิดออกด้วยเสียงเอี๊ยดอ๊าด เมื่อก้าวเข้าไปกลิ่นชื้นและฝุ่นทำให้ทั้งสองหยุดยืนอยู่ที่โถงกลาง พลันมีเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังผ่านบันไดไม้ขึ้นไปยังชั้นสอง
“แม่เพิ่งตาย ยังมีคนอยู่หรือเปล่า?” นนท์กระซิบถาม นิรามองรอบตัวอย่างระแวงก่อนจะบอกให้เขาเอากระเป๋าขึ้นห้องเดิมของตัวเอง
บรรยากาศในบ้านเงียบงัน ทุกห้องดูเหมือนถูกทิ้งร้างมานาน เฟอร์นิเจอร์คลุมด้วยผ้าขาวฝุ่นจับแน่น กระจกเก่าแตกร้าวสะท้อนแสงจาง ๆ จากภายนอก นิราเดินไล่นิ้วผ่านขอบหน้าต่าง เจอตะเกียงน้ำมันเก่าใต้ผ้าม่านที่ขาดขึง เธอถอนหายใจยาว
ตอนหัวค่ำ ขณะทั้งสองนั่งกินข้าวกล่องท่ามกลางความเงียบ เสียงสิ่งของตกหล่นจากชั้นบนดังขึ้น ทั้งสองชะงัก นนท์ละช้อน มองขึ้นไปอย่างหวาด ๆ
“อาจเป็นแมวแถวนี้” นิราพูด แม้น้ำเสียงจะไม่มั่นใจ เธอเองก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่กำซาบไปทั่วบ้าน
คืนนั้น ฝนตกพรำ ๆ หมอกหนาทึบคลี่ตัวปกคลุมหน้าต่าง นิรานอนพลิกตัวไปมาในห้องที่เคยเป็นของแม่ เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองจากมุมมืดของห้อง เสียงกระซิบเบา ๆ ลอยเข้าหูราวกับมาจากอีกฝากหนึ่งของฝาผนัง
“…อย่ากลับมา…”
นิราผวาลุกนั่ง เท้าทะลึ่งแดงหนาวเย็น เธอรีบเปิดไฟตั้งใจจะตำหนินนท์ที่แกล้ง ทว่าห้องว่างเปล่า
เช้าวันถัดมา ญาติห่าง ๆ คนหนึ่งชื่อป้าตุ้มมาหา เธอเป็นหญิงร่างเล็ก ผิวเข้ม ใบหน้าเคร่งเครียด ป้าตุ้มยื่นข้าวต้มให้พลางมองบ้านด้วยดวงตาไม่ไว้วางใจ
“พวกเอ็งจะอยู่กันได้เหรอ บ้านนี้มัน…อึดอัดนะ” ป้าตุ้มเอ่ยเบา ๆ ก่อนกลืนคำพูด เหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่เธอไม่กล้าบอก นิรานิ่งฟัง ถอนหายใจ
“พวกเราต้องจัดการเอกสารกับบ้านให้เสร็จ” นิราตอบเสียงแข็ง ทั้งคู่รู้ดีว่าการอยู่บ้านนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่สุดท้ายหลังการตายของแม่
นิราเดินสำรวจห้องใต้หลังคา เธอเจอกล่องไม้เก่าล็อกกุญแจสนิมเขรอะ ขณะที่โน้มดู เงาสีคล้ำวูบผ่านกระจกหน้าต่างที่ฝ้าด้วยหมอก เธอสะดุ้ง หันไปก็ว่างเปล่า
คืนนั้น มีเสียงคนเดินวนอยู่ชั้นล่าง ทั้งสองนั่งกอดเข่าในห้องนอกราวกับรอให้เวลาผ่านไป เสียงกระซิบยังวนเวียน ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“พี่…ได้ยินไหม?” นนท์ถามเสียงเบา นิราทำเป็นไม่สนใจ
เสียงหยาดฝนบนหลังคาดังกลบความเงียบ มีบางอย่างเคลื่อนตัวในเงามืดใต้บันได นิรามองออกไป เห็นเงาวูบไหวไร้ที่มา หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก
เช้าวันใหม่ ป้าตุ้มเอาอาหารมาให้อีกครั้ง ครานี้เธอสังเกตเห็นรอยขีดเขียนจาง ๆ ที่กรอบหน้าต่าง เป็นตัวอักษรที่อ่านไม่ออก
“นั่นใครขีด?” ป้าตุ้มถามเสียงเครียด นิรามองอักษรนั้นแล้วใจหวิว พยายามนึกความทรงจำในวัยเด็ก แต่ทุกอย่างพร่ามัวราวกับถูกปกปิดไว้
คืนนั้น นิราหลับ ๆ ตื่น ๆ เธอฝันถึงห้องใต้หลังคาที่ถูกล็อก เงาตะคุ่ม ๆ ซ้อนทับอยู่หลังประตู เสียงกระซิบแผ่วเบาเรียกชื่อเธอ
เธอตื่นมาในความมืด สองมือกำผ้าห่มแน่น เงาในมุมห้องขยายใหญ่เหมือนกำลังคืบคลานเข้าหา นิรากลั้นหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าเดินไปเปิดไฟ เงากลับหายไปทันที
วันถัดมา นนท์ดูอึดอัดและเงียบผิดปกติ เขาเดินออกไปยืนหน้าบ้านนาน ๆ มองหมอกที่คลุมทุ่งอย่างเหม่อลอย นิราสังเกตเห็นในมือเขากำผ้าสีขาวขาดวิ่นไว้แน่น
“น้องจะกลับกรุงเทพไหม?” เธอถาม เขาส่ายหน้าช้า ๆ
“กลัว…แต่เหมือนมีอะไรต้องอยู่ต่อ” นนท์พูดงึมงำ ดวงตาแดงก่ำ
กลางคืนฝนตกหนัก ไฟในบ้านดับพรึบ นิรากับนนท์ต้องจุดตะเกียง เงาสะท้อนบนผนังไหวระริก เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังมาจากห้องใต้หลังคา นิราตัดสินใจเดินขึ้นไป
ประตูห้องนั้นติดล็อกแน่น เธอเคาะเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงกระซิบอื้ออึงคล้ายเสียงเด็ก ๆ ร้องไห้อยู่ข้างใน
นนท์ขึ้นตามมาด้วยสีหน้ากลัวจัด
“อย่าเปิด…เดี๋ยวเขาจะออกมา” นนท์เอ่ยลั่น นิรามองอย่างงุนงง
ทันใดนั้น กล่องไม้เก่าที่เธอพบวันก่อนกลิ้งลงจากหลังตู้มาอยู่ตรงหน้าเธอเองทั้งที่ไม่มีใครแตะต้อง เธอหยิบขึ้นมา พบว่ากุญแจหลุดออกจากตัวล็อก
ในกล่องมีจดหมายเก่า ๆ และของเล่นไม้เด็ก นิราใจสั่น เธอหยิบจดหมายขึ้นอ่าน พบว่าเขียนด้วยลายมือแม่ มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตที่คลุมเครือ
เสียงกระซิบดังขึ้นชัดเจนขึ้น “อย่าเปิด…อย่าให้เขาออกมา…”
นิรานั่งบนพื้น หายใจแรงด้วยความกดดัน เธอค่อย ๆ เปิดจดหมายอ่านอย่างระแวดระวัง พลางจับตามองประตูห้องใต้หลังคา ริมฝีปากสั่นพลัน
จู่ ๆ นนท์ก็พูดขึ้น “พี่…ความทรงจำบางอย่างมันเหมือนหายไปเนอะ”
นิราเบือนหน้าหนี ไม่กล้าสบตา เธอเองก็รู้สึกเช่นนั้น ความทรงจำวัยเด็กเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ขาดหายไป เธอจำไม่ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่รู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผล
วันต่อมา ป้าตุ้มเอาของมาให้อีก เธอมองนิราด้วยสายตาเวทนา
“เคยได้ยินเสียงเด็กๆ ร้องบนบ้านตอนกลางคืนไหม?” ป้าตุ้มถามเสียงเบา นิรานิ่งอึ้ง ก่อนจะพยักหน้า
“แม่เอ็ง…เคยมีลูกอีกคนใช่ไหม” ป้าตุ้มเสียงสั่น นิราสะดุ้ง ไม่เคยรู้มาก่อน เธอสบตาป้าตุ้มที่เริ่มร้องไห้เงียบ ๆ
“เด็กคนนั้น…ตายอยู่ในบ้านหลังนี้ ไม่มีใครพูดถึง” ป้าตุ้มก้มหน้าลูบแขนตัวเอง
บรรยากาศมืดมนและเงียบงันมากขึ้นทุกวัน หมอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ เงาในบ้านเหมือนจะขยายตัวรอเวลาบางอย่าง นิรากับนนท์เริ่มฝันถึงเด็กผู้ชายใส่เสื้อขาว เดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน
คืนนั้น ขณะทั้งสองนั่งซุกกันในความมืด ประตูห้องใต้หลังคาเปิดเองช้า ๆ เสียงกระซิบดังขึ้นจนฟังชัด
“เขายังอยู่ที่นี่…”
เงาสีดำรูปเด็กชายเดินผ่านปลายเตียงอย่างช้า ๆ นิรากลั้นหายใจ เธอไม่กล้าขยับ เสียงร้องไห้เด็กดังสะท้อนไปทั่วบ้าน
เสียงฝีเท้าของใครบางคนวิ่งวนในบ้านเหมือนต้องการให้ตามไป ทั้งสองตัดสินใจเดินขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา
ประตูเปิดอยู่ เงาเด็กชายยืนอยู่กลางห้อง เท้ามีรอยเลือดจาง ๆ (แต่ไม่มีร่องรอยสยอง) ของเล่นไม้ถูกวางเรียงไว้เหมือนรอให้ใครมาเล่น
นิรารวบรวมความกล้า ทัก “…คือหนูเหรอ?”
เสียงกระซิบซ้อนทับกัน “ไม่ให้ลืม…ไม่ให้ลืม…”
ทันใดนั้น ภาพแฟลชชั่วขณะของเด็กชายล้มลงกับพื้น ร้องไห้ และแม่ร้องไห้คร่ำครวญ ผุดขึ้นในหัวนิรา เธอจำได้ลาง ๆ ว่าครั้งหนึ่งเล่นผลักกับน้องในห้องนี้ แล้วมีเสียงกรีดร้อง ไฟดับ บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืดก่อนมีแต่เสียงร้องไห้
นนท์ร้องไห้สะอื้น “มันคือเราใช่ไหม…พี่…”
นิรากลั้นน้ำตา ความกลัวเปลี่ยนเป็นความผิด เธอทรุดลงกับพื้น
“แม่…แม่ปกป้องเราไว้จากความจริง”
เสียงในห้องเงียบสงัด เงาเด็กชายค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับเสียงกระซิบสุดท้าย
“อย่าลืมเรา…”
ณ รุ่งเช้า หมอกจางลง บ้านยังคงเงียบงัน นิราเดินออกไปยืนหน้าบ้าน มองทุ่งโล่งตัดกับแสงอ่อน ๆ เธอรู้ว่าบางอย่างในใจยังไม่ถูกปลดปล่อย แต่อย่างน้อย ความทรงจำก็เริ่มกลับมา
เธอหันไปบอกน้อง “เราต้องอยู่กับมัน…ไม่ใช่หนี”
เสียงกระซิบเงียบหาย เหลือเพียงความว่างเปล่ากับบ้านที่รอวันจะถูกเยียวยาด้วยความจริงและการให้อภัย แม้จะรู้ดีว่าเงาในม่านหมอก…อาจไม่มีวันจางไปตลอดกาล