คืนเปลี่ยวในหอเก่า
ฝนตกกระหน่ำในคืนปลายเดือนตุลาคม ถนนหน้าหอพักเก่าเทาๆ เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝนที่หยดหนักลงบนพื้นปูนแตก บีมยืนกางร่มอยู่หน้าประตูเหล็กสนิมเขรอะ มือซ้ายกำกระเป๋าเดินทางแน่น ใจเต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเองเหนือเสียงสายฝน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หอพักหลังนี้เป็นตึกทรงสี่เหลี่ยมสามชั้น ตั้งอยู่ท้ายซอยเปลี่ยว พื้นที่รอบข้างมีแต่ต้นโพธิ์เก่าและกำแพงบ้านร้าง ตอนที่บีมเป็นเด็ก เขาเคยเห็นแสงไฟสลัวลอดหน้าต่างชั้นสามในคืนฝนตกเช่นนี้ แต่หลังจากพี่สาวของเขาหายตัวไปเมื่อปีก่อน หอพักก็ถูกปิดเงียบ ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาอีก
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังขึ้นในความมืด แก้ม เพื่อนสมัยมัธยมของบีม ขี่มาจอดหน้าอาคารตามด้วยฝุ่นและกลิ่นดินเปียก “พร้อมยัง?” แก้มถาม เสียงแหบแห้ง เจือแววประหม่า
“ถ้าไม่ต้องเข้าไปข้างในก็คงพร้อมน่ะ” บีมหัวเราะกลบความกลัว พยายามสบตาแก้มทั้งที่แขนยังสั่น เขาหลบตาไปทางประตูเหล็กที่เหมือนมีอะไรอยู่ข้างหลัง
อีกสองคนตามมาทีหลัง ติณณ์ เด็กปีเดียวกันแต่ต่างคณะ แววตาเรียบเฉย ไม่พูดอะไรกับใคร และน้ำปั่น หญิงสาวตัวเล็กที่ลากกระเป๋ามาด้วยตัวสั่น “พี่มะลิยังไม่มาเหรอ?” น้ำปั่นถามเบาๆ
บีมสบตาทุกคน ก่อนจะยื่นมือไปผลักประตูเหล็กที่ขึ้นสนิม มันครางเอี๊ยดเหมือนเสียงอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้ใครเปิดเข้าไป ทุกคนหันมองหน้ากันเงียบๆ ก่อนจะเดินตามเข้าไปโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก
ทางเดินด้านในมืดสนิท มีแค่ไฟฉายจากมือถือของแก้มและแสงจางจากไฟฉายหัวเก่าๆ ที่บีมเตรียมมา ฝุ่นจับตามราวบันไดและตามขอบหน้าต่าง มีกลิ่นอับเหมือนผ้าม่านที่ไม่ได้ซักมานาน
“ที่นี่มัน…เหมือนเดิมทุกอย่าง” ติณณ์พูดเบาๆ ขณะแก้มเดินนำขึ้นบันได
“มันควรจะเหมือนเดิมสิ นี่มันไม่ใช่บ้านร้างสักหน่อย” แก้มตอบ ปากคอสั่น กลบเสียงหวาดกลัวของตัวเอง
ขณะเดินขึ้นสู่ชั้นสอง ทุกคนหยุดนิ่งเมื่อได้ยินเสียงรองเท้าขูดกับพื้นด้านบน น้ำปั่นเกาะแขนบีมแน่น ติณณ์มองขึ้นไปนิ่งๆ ไม่พูดอะไร
เสียงเงียบหายไป เหลือแต่เสียงฝนกระทบกระจกแตกๆ ของหน้าต่าง บีมสูดลมหายใจลึกแล้วก้าวต่อไป สายตาเผลอมองไปที่บันไดอีกฝั่งหนึ่ง ที่ซึ่งพี่สาวของเขาหายตัวไปเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อถึงห้องกลางชั้นสอง ทุกคนวางสัมภาระแล้วนั่งล้อมวง บีมเปิดกระเป๋าหยิบไฟฉายและเอกสารเก่าออกมา ปิดประตูห้องอย่างระมัดระวัง
“เราจะอยู่ที่นี่แค่คืนเดียว ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็จะไปแจ้งตำรวจต่อ” บีมเสียงหนักแน่น แต่เสียงเขาสั่นคล้ายกลัวบางอย่างที่พูดออกไป
น้ำปั่นลังเล “แล้วถ้ามีอะไรเกิดขึ้นล่ะ…ถ้าเจออะไรที่ไม่ควรเจอ”
ไม่มีใครตอบ ต่างจ้องไปที่ประตูห้องราวกับคาดหวังว่าอะไรบางอย่างอยู่อีกฝั่ง
ฝนยังคงตกหนัก เสียงลมหวีดผ่านหน้าต่างแตก เงาใบโพธิ์ไหววูบวาบบนผนังห้อง ติณณ์เดินไปเปิดหน้าต่าง หยุดมองออกไปในความมืด
“นายคิดว่าพี่สาวนายยังอยู่แถวนี้ไหม” ติณณ์ถามเสียงเรียบ
“ฉันแค่…ต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” บีมพูดช้าๆ
แก้มปรายตามองบีม แววตาเหมือนจะพูดอะไรแต่เปลี่ยนใจ
ขณะทุกคนนั่งเงียบ เสียงก๊อกน้ำหยดจากห้องน้ำด้านในดังขึ้นเป็นจังหวะ ทุกคนหันไปมอง น้ำปั่นขยับตัวเข้าใกล้บีม
“ใครเปิดก๊อกไว้หรือเปล่า” น้ำปั่นเสียงสั่น
“ไม่มีใครเข้าห้องน้ำนี่” บีมลุกขึ้นช้าๆ เดินไปที่ประตูห้องน้ำ เปิดแง้มออกอย่างระแวดระวัง
ภายในมืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายส่องเห็นเงาลางๆ ของอ่างล้างหน้า ก๊อกน้ำหยดทีละหยดลงในอ่าง เงาของบีมยาวเหยียดบนผนังเหมือนมีสองร่างซ้อนทับกัน
ติณณ์ยืนมองจากประตู น้ำปั่นหลบอยู่หลังแก้ม “ปิดก๊อกแล้วหรือยัง” แก้มถามเบาๆ
บีมหันกลับ “ปิดแล้ว…แต่เหมือนมันจะหยดจากท่อข้างใต้”
เสียงก๊อกหยุด เงียบงันเต็มห้อง
ทุกคนกลับมานั่งรวมกันอีกครั้ง แก้มเอาผ้าห่มออกมาคลุมไหล่ น้ำปั่นกอดแขนตัวเองแน่น
“นายยังเก็บสมุดโน้ตของพี่สาวไว้ไหม” น้ำปั่นถาม บีมหยิบสมุดขึ้นมาวางบนพื้น ทุกคนจ้องไปที่มัน
บีมเปิดสมุดไปหน้าสุดท้าย มีตัวอักษรสั่นเทาเหมือนเขียนด้วยมือที่รีบร้อน ‘ถ้าเธอได้อ่านถึงตรงนี้…อย่าเปิดประตูตรงปลายทางเดินเด็ดขาด’ ทุกคนชะงัก นิ่งงัน เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจกันเอง
แก้มกลืนน้ำลายดังเอื้อก “มันหมายถึงอะไรกันแน่”
ติณณ์มองสมุดนิ่งๆ สายตาเหมือนมีคำถามแต่ไม่พูดออกมา
ฝนยังคงตก เสียงฟ้าร้องใกล้เข้ามา เงาของต้นโพธิ์นอกหน้าต่างไหลเคลื่อนไปบนผนังเหมือนบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืด
จู่ๆ มีเสียงเคาะประตูสามครั้ง ทุกคนสะดุ้ง น้ำปั่นร้อง ‘ใคร!’ ออกไปแต่ไม่มีเสียงตอบรับ
บีมค่อยๆ เดินไปเปิดประตูแง้มดู ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่พรมหน้าห้องเปียกน้ำเป็นรอยเท้าหลายคู่
บีมปิดประตูช้าๆ มองหน้าทุกคน “มีใครขึ้นมาไหมก่อนหน้าเรา”
ทุกคนนั่งเงียบ ไม่มีใครกล้าตอบ แก้มหันไปมองพรมแล้วเบือนหน้าหนี
เวลาล่วงเลยเข้าดึก เสียงฝนซาแต่กลับเงียบผิดปกติ ทุกคนแยกย้ายกันสำรวจห้องต่างๆ ของชั้นสอง ติณณ์เดินไปทางปลายทางเดินที่ปิดไฟสนิท แก้มกับน้ำปั่นสำรวจห้องครัว บีมเดินตามติณณ์ไป
ทางเดินยาวมืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายส่องเป็นลำแคบๆ ประตูไม้ท้ายทางเดินถูกปิดลงสนิท มีคราบสนิมตรงลูกบิด
“นายจะเปิดไหม” ติณณ์กระซิบ
บีมนิ่ง คิดถึงข้อความในสมุดพี่สาว เขาไม่ตอบแต่เดินเข้าไปใกล้ประตู หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก
ขณะจะเอื้อมมือแตะลูกบิด เสียงโทรศัพท์มือถือของแก้มดังขึ้น ทุกคนสะดุ้งเฮือก เสียงเรียกเป็นเบอร์ของพี่มะลิซึ่งควรจะมาถึงแล้วแต่ไม่เห็นวี่แวว
แก้มรับสาย เสียงปลายทางมีแต่เสียงลมหายใจหนักๆ ตามด้วยเสียงกระซิบ “อย่าเปิด…อย่า…” แล้วสายก็ตัดไป
น้ำปั่นหน้าซีด ถอยหลังไปพิงผนัง ติณณ์กลืนน้ำลายมองบีม
บีมปัดมือออกจากลูกบิดประตู ถอยกลับมา ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องกลางชั้นสองอีกครั้ง
แก้มเปิดโทรศัพท์ดูเบอร์ซ้ำ ไม่มีข้อความ ไม่มีสายเรียกซ้ำ
เสียงนาฬิกาแขวนติ๊กต๊อกดังในความเงียบ ทุกคนมองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรนานหลายนาที
น้ำปั่นขยับตัวไปหยิบสมุดโน้ตพี่สาวมาเปิดอ่านใหม่ คำในหน้าสุดท้ายเหมือนเขียนซ้ำๆ ว่า ‘อย่าเปิด’ นับสิบครั้งในหน้าติดกัน
“นี่มัน…” น้ำปั่นพูดไม่ออก
ติณณ์ถอนหายใจ “เราต้องรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังนั่น…ถ้าออกไปคืนนี้ ทุกอย่างจะไม่มีวันคลี่คลาย”
แก้มเงียบไป ก่อนจะพูดเบาๆ “นายมีอะไรไม่บอกเราหรือเปล่า…บีม”
บีมอึกอัก ทำท่าจะพูดแต่เปลี่ยนใจ เหมือนจะมีบางอย่างกดทับอยู่ในใจเขา
เสียงลมกระแทกหน้าต่างอีกครั้ง ไฟฉายของน้ำปั่นดับวูบ เงาในห้องยืดยาวขึ้นจนดูผิดธรรมชาติ
แสงฟ้าแลบส่องผ่านหน้าต่าง ทุกคนเห็นเงาผู้หญิงยืนอยู่ตรงปลายทางเดินแวบเดียว ก่อนความมืดจะกลับมาเยือนอีกครั้ง
น้ำปั่นร้องเบาๆ “เมื่อกี้…ใครเห็นมั่ง”
ไม่มีใครตอบ
บีมสั่น อ้าปากจะพูดแต่เสียงไม่ออก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงของพี่มะลิจริงๆ “ฉันถึงหน้าหอแล้ว ประตูล็อก ใครก็ได้ลงมาเปิดให้ที”
บีมรีบวิ่งลงบันไดไปเปิดประตู พบพี่มะลิยืนกอดอกตัวเปียกปอนอยู่หน้าประตู
“นี่มันอะไรกัน ทำไมพวกเธอทำหน้าแบบนั้น” พี่มะลิถาม
ทุกคนเงียบไป ไม่มีใครกล้าอธิบาย
พี่มะลิขึ้นไปสำรวจห้องกลางชั้นสองกับทุกคนอีกครั้ง เธอหยิบไฟฉายหัวเก่ามาส่องดู ที่มุมห้องมีรอยคราบน้ำเปียกหยดเป็นรอยเท้าเล็กๆ ไปจนถึงทางเดินท้ายชั้น
“เมื่อคืนก่อนที่พี่สาวบีมหายไป พี่เองก็ได้ยินเสียงแปลกๆ จากปลายทางเดิน มันเหมือนเสียงคนลากเท้า…แต่ตอนนั้นคิดว่าเป็นเสียงลม” พี่มะลิกระซิบ
ทุกคนสบตากันเงียบๆ แต่ไม่มีใครกล้าเดินไปใกล้ประตูนั้นอีก
เวลาล่วงเลยจนเกือบตีสอง เสียงฝนข้างนอกหยุดลง แต่ภายในหอพักกลับรู้สึกเย็นขึ้นผิดปกติ
บีมลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นแต่เงาของต้นโพธิ์ ยอดโพธิ์ไหววูบวาบเหมือนมือคนกำลังโบกเรียก
ติณณ์เดินมาหยุดข้างบีม “นายกลัวใช่ไหม”
บีมพยักหน้า “ฉันกลัวจะไม่เจอเธออีก…กลัวจะรู้ความจริงที่ไม่อยากรู้”
ติณณ์ถอนหายใจ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่เราต้องเผชิญกับมัน”
จู่ๆ มีเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น ทุกคนสะดุ้ง เสียงเหมือนดังมาจากชั้นสาม
ทุกคนรีบขึ้นไปชั้นสาม ไฟฉายส่องเห็นประตูห้องมุมสุดเปิดแง้ม เสียงสัญญาณหยุดกะทันหัน บรรยากาศเงียบกริบ เย็นเยียบจนทุกคนขนลุก
พี่มะลิเดินเข้าไปในห้อง พบผ้าม่านขาดๆ ปลิวไปมา กลางห้องมีโต๊ะเขียนหนังสือและสมุดโน้ตอีกเล่มวางอยู่
บีมหยิบสมุดขึ้นมาเปิดดู เห็นข้อความคล้ายกัน ‘อย่าเปิดประตูนั้น’ แต่มีเพิ่มว่า ‘ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบกลับ’
น้ำปั่นกลืนน้ำลาย ติณณ์หันไปที่ประตู เงาของพวกเขายาวบนพื้นเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ในความมืด
ขณะนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนและถี่รัว ทุกคนหันขวับไปมอง
แก้มพูดเบาๆ “เราไม่ควรอยู่ที่นี่อีกแล้ว…มันไม่ใช่แค่เรื่องของพี่สาวบีมนะ”
พี่มะลิมองหน้าทุกคน “แต่ถ้าไม่เปิดดู…พวกเธอจะอยู่กับคำถามนี้ไปตลอดชีวิตนะ”
บีมนิ่งงัน หัวใจสั่นระรัว เขาก้าวไปที่ประตูปลายทางเดินชั้นสอง ทุกคนตามไปยืนล้อมรอบ
มือของบีมสั่น เขาหันไปมองหน้าเพื่อน ๆ ทีละคน ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนกลั้นหายใจ
ขณะที่บีมจะหมุนลูกบิด มีกระซิบแผ่วแทรกมาว่า ‘อย่า…’ แต่ในใจเขาต้องการรู้ความจริงมากกว่าความกลัวที่กดทับมานาน
บีมบิดลูกบิด ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นอับและลมเย็นทะลักออกมา ด้านในเป็นห้องเปล่า มีแต่เงาดำมืดและเสียงหยดน้ำ เสียงฝีเท้าดังแว่วในความมืด ทุกคนเงียบกริบ
แล้วปรากฏเงาผู้หญิงยืนอยู่กลางห้อง เงานั้นสั่นไหวไม่มีตัวตนชัดเจน สายตาทุกคนจับจ้องโดยไม่กล้ากะพริบตา
เสียงกระซิบแผ่วลอยมาก้องในห้อง ‘อย่าเข้าใกล้…อย่าเข้าใกล้…’
บีมขยับเดินเข้าไป เงานั้นค่อย ๆ หันหน้ามา แต่ไม่มีใบหน้า มีเพียงช่องว่างมืดสนิทที่กลืนทุกเสียง
แก้มร้องห้ามแต่เสียงขาดห้วง พี่มะลิยืนตัวแข็ง น้ำปั่นร้องไห้เงียบ ๆ ติณณ์ถอยหลังช้า ๆ
บีมหยิบสมุดโน้ตขึ้นมาอ่านออกเสียง ‘ถ้าได้ยินเสียงเรียก อย่าตอบกลับ…’ แต่เสียงของเขากลับสะท้อนก้องราวกับมีใครตอบรับในความมืด เงาผู้หญิงขยับเข้ามาใกล้มือของบีมจนรู้สึกเย็นเยียบ
ทันใดนั้น ประตูที่เปิดอยู่ปิดเองเสียงดัง ทุกคนสะดุ้ง เงานั้นหายไป เหลือแต่ความเงียบและกลิ่นอับของห้อง
บีมหันไปมองเพื่อน ๆ ดวงตาทุกคนเต็มไปด้วยน้ำตาและความกลัว
พี่มะลิเดินไปเปิดประตูออก พบทางเดินว่างเปล่า ไม่มีเงา ไม่มีเสียง ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
ทุกคนเดินออกจากห้อง มองหน้ากันเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไร แต่รู้ว่าความลับของหอพักนี้จะตามหลอกหลอนใจพวกเขาตลอดไป
คืนเปลี่ยวในหอเก่าสิ้นสุดลงด้วยความเงียบที่ลึกยิ่งกว่าความกลัว บางอย่างในห้องนั้นยังคงรอคอยคนต่อไปที่จะกล้าเปิดประตู…และตอบรับเสียงเรียกที่ไม่สมควรมีอยู่จริง