เสียงสะท้อนในห้องว่าง
ละอองฝนโปรยปรายนอกหน้าต่างกระทบระเบียงเหล็กเก่า เปรม มือหยาบกร้านจากการทำงานพิเศษในร้านกาแฟ ถอยหลังออกจากกระจกเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นรอบที่สาม เขาหยิบขึ้นมา — เสียงของจันทร์ เพื่อนสนิท ดังมาเบา ๆ “มึงถึงไหนแล้ว เปรม?”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กําลังจะออกจากหอ กูเตรียมไฟฉายกับกล้องไว้แล้ว” เปรมตอบ พลางเหลือบมองกล่องอุปกรณ์ในมือ
“ดี พวกกูรอที่หน้าหอร้างแล้ว อย่าช้านะ ฝนตกหนักพอดี” เสียงจันทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกลับมาด้วยน้ำเสียงกระซิบ “เมื่อคืนกูได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้…ในฝันหรือเปล่าไม่รู้”
เปรมเงียบ ไม่แน่ใจจะตอบอย่างไร เรื่องเล่าหอร้างกลางเมืองเชียงใหม่ที่เขาได้ยินมาตั้งแต่เด็ก มักวนเวียนกับการหายตัวไปของเด็กสาวคนหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน คืนที่ฝนตกหนักเช่นนี้ทุกปี จะมีเสียงปริศนาดังลอดจากหน้าต่างห้องว่าง
เขาออกจากหอพักของตัวเอง เดินฝ่าสายฝนไปยังถนนสายเปลี่ยว ที่ปลายถนนคืออาคารห้าชั้นเก่าทึม เถาวัลย์เลื้อยตามผนัง บานหน้าต่างปิดตายเป็นบางช่อง เหล็กดัดขึ้นสนิมยาวคล้ายมือล่องหนกำลังยืดออกมาต้อนรับ
กลุ่มเพื่อนอีกสี่คน จันทร์ ต้น อิ๋ง และภพ ยืนรออยู่ใต้หลังคาหน้าหอ อิ๋งกอดแขนแน่น มองกำแพงร้าวด้วยสายตาไม่ไว้ใจ ต้นหยิบบุหรี่ขึ้นสูบทั้งที่ฝนยังซัดเข้าหน้า “เราจะเข้าไปจริง ๆ เหรอ?”
“แค่อยู่ข้างในสักสองชั่วโมงก็พอ กูอยากรู้ว่าเสียงมันคืออะไร ถ้าไม่มีอะไรก็กลับ” เปรมวางกล่องอุปกรณ์ลงกับพื้น ทุกคนพยักหน้าเงียบ ๆ
ประตูเหล็กเปิดออกด้วยเสียงครืดคราด สนิมกัดกร่อนจนต้องใช้แรงดันทั้งห้าคนถึงจะเปิดออกได้ กลิ่นอับชื้นปนกลิ่นสนิมตีขึ้นจมูก ห้องโถงกว้างเงียบกริบ มีแต่เสียงฝนซัดกระแทกหน้าต่างและเสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้เก่า ๆ
พวกเขากระจายกันไปตามชั้นต่าง ๆ แบ่งเป็นสองกลุ่ม เปรมกับต้นขึ้นไปสำรวจชั้นสาม อิ๋งกับภพอยู่ชั้นล่าง จันทร์ถือไฟฉายส่องแสงไปตามทางเดินซึ่งมีรอยน้ำแฉะเป็นแนวยาว
เปรมหยุดที่หน้าห้องหมายเลข 307 ประตูปิดสนิทแต่มีรอยขีดข่วนตรงลูกบิด เขาลองดันดู มันเปิดอ้าออกด้วยเสียงเอี๊ยด เงามืดภายในห้องกลืนกินแสงไฟฉายอย่างรวดเร็ว ต้นยืนข้างหลัง เอ่ยเบา ๆ ว่า “ห้องนี้…มันหนาวผิดปกติป่ะวะ?”
เปรมหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา ถ่ายไปทางมุมต่าง ๆ ของห้อง ทั้งคู่เดินสำรวจรอบ ๆ ก่อนจะพบกล่องเหล็กเก่าซุกอยู่ใต้เตียง ต้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิด
ในกล่องมีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง เปรมหยิบขึ้นมา พลันได้กลิ่นเหม็นหืนของกระดาษเก่า มันมีข้อความสั้น ๆ เขียนด้วยลายมือหวัด “เสียงเรียก…คืนฝนตก…อย่าตอบกลับ”
ต้นขมวดคิ้ว มองหน้าเปรม “ใครเขียนวะ?”
เปรมส่ายหน้า เก็บกระดาษไว้ในกระเป๋า ก่อนจะได้ยินเสียงบางอย่างคล้ายเสียงฝีเท้าดังแผ่ว ๆ จากปลายทางเดิน ทั้งคู่หยุดฟัง หายใจเงียบกริบ
ฝีเท้าหยุดลงกะทันหัน เหลือเพียงเสียงฝนข้างนอก เปรมหันไปสบตาต้น ทั้งสองเดินออกจากห้องอย่างระวัง มุ่งหน้ากลับไปหาคนอื่น
จันทร์กับอิ๋งนั่งรอบนบันได อิ๋งพูดเบา ๆ “เมื่อกี้ฉันเหมือนเห็นเงาคนเดินผ่านหน้าต่างข้างนอก…แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย”
ภพยังเดินสำรวจอยู่ห้องรับแขกชั้นล่าง เขาหยุดนิ่งขณะเดินผ่านกระจกเก่า ๆ เพราะเห็นเงาสะท้อนบางอย่างที่ไม่ใช่ตนเอง มันเหมือนมีเงาผู้หญิงยืนอยู่ข้างหลัง เมื่อเขาหันไปกลับไม่พบใคร
ไฟฉายของเปรมส่องไปยังมุมมืด พบตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ ตกอยู่ เขาเดินเข้าไปหยิบ พิจารณาดูแต่ไม่มีสิ่งผิดปกติ
ต้นเริ่มมีอาการประหม่า สายตาคอยกวาดมองรอบข้าง “กูว่าที่นี่มันไม่ควรมีใครอยู่หลังหกโมงเย็น”
เสียงสายฝนข้างนอกเปลี่ยนเป็นเสียงลมหวีด ๆ ประตูกระจกบานหนึ่งเปิดปิดเองเบา ๆ ทุกคนต่างเริ่มพูดน้อยลง หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
พวกเขาตัดสินใจรวมกลุ่มอีกครั้งที่โถงกลางหอ ภพบอกว่าอยากลองขึ้นไปสำรวจดาดฟ้า เผื่อจะเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับเสียงปริศนา จันทร์ลังเล แต่สุดท้ายทุกคนก็ตามขึ้นไป
บันไดไปดาดฟ้าแคบและชื้นจนต้องเกาะราวไว้แน่น เมื่อถึงด้านบน ลมพัดแรงจนประตูเหล็กแทบปิดไม่อยู่ ทั่วทั้งดาดฟ้ามีแต่คราบน้ำฝนกับเศษขยะที่ปลิวมา แต่ตรงมุมสุดมีรอยเท้าเปียกน้ำเดินไปหยุดที่ขอบกำแพง
ภพเดินนำไปช้า ๆ สายตาไม่ละจากรอยเท้า รอยนั้นหยุดตรงขอบ พวกเขาก้มลงมอง พบเพียงหยดน้ำฝนที่กำลังไหลลงข้างล่าง ไม่มีอะไรผิดปกติ
พลันมีเสียงโทรศัพท์ของเปรมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเบอร์แปลก เปรมลังเลก่อนจะกดรับ เสียงปลายสายแหบพร่าฟังแทบไม่ออก “ช่วย…ฉัน…ด้วย…”
ทุกคนชะงักนิ่ง เสียงนั้นหายไปทันที เปรมยืนแข็งขณะฝนสาดเข้าหน้า จันทร์เดินมาแตะแขน “มึงโอเคไหม?”
เปรมพูดเบา ๆ “กูว่าเสียงนี้…มันเหมือนในข้อความบนกระดาษเลย”
จันทร์ขมวดคิ้ว “หมายความว่ายังไง?”
เปรมล้วงกระเป๋าหยิบกระดาษออกมา อ่านให้ฟังอีกครั้ง ทุกคนเงียบกริบ ต่างคนต่างหลบสายตากันเอง ภพกระซิบ “ถ้าเขาหายตัวไปจริง…เสียงที่โทรมามันอาจเป็นของเขา”
อิ๋งเริ่มร้องไห้เบา ๆ พลางกอดอกแน่น “ฉันอยากกลับบ้าน”
ต้นสบตากับเปรมอย่างลังเล “เราควรจะช่วยเขามั้ย หรือเราควรหนีไป”
เปรมยืนนิ่ง สายตาไหลย้อนกลับไปถึงค่ำคืนที่เขาได้ยินข่าวลือเรื่องการหายตัวไปของเด็กสาว “ถ้ามันเป็นกับดักล่ะ?” เขาถามเสียงแผ่ว
เสียงปริศนาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนดังมาจากบันได ทุกคนต่างหันขวับไปมอง แต่ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้
จันทร์กล่าวเบา ๆ “อย่าตอบกลับ…หมายถึงอะไร? หรือถ้าเราตอบ…มันจะเกิดอะไรขึ้น”
อิ๋งเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ สะอื้นหนักขึ้น จันทร์เดินเข้าไปปลอบแต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมดาดฟ้า
ต้นพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็แค่เสียงปลอม ๆ จากพวกเด็กแสบมั้ง…” แต่ทุกคนรู้ดีในใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกินกว่าจะแค่เรื่องแกล้งกัน
พลันมือถือของอิ๋งสั่น เธอล้วงหยิบออกมา ดูหน้าจอแล้วหน้าซีด เธอชูโทรศัพท์ให้ทุกคนดู — เป็นข้อความจากหมายเลขปริศนา “ได้ยินเสียงฉันไหม?”
ความกลัวกระจายตัวในกลุ่มอย่างเงียบงัน ภพเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยล้า “เราไม่ควรอยู่ที่นี่นานกว่านี้ กลับกันเถอะ”
แต่เมื่อลงมาถึงบันไดชั้นสาม ประตูทางออกกลับปิดสนิท ล็อกแน่นกว่าตอนเข้ามา ทุกคนพยายามผลัก ดึง ทุบ แต่ไม่มีอะไรขยับเลยแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้าดังขึ้นช้า ๆ จากทางเดินชั้นสาม เหมือนใครบางคนกำลังลากเท้าช้า ๆ ในความมืด ทุกคนหยุดนิ่ง เปรมหันไปมองต้นที่ยืนใกล้บันได “ได้ยินมั้ย?”
ต้นกลืนน้ำลาย มองไปทางต้นเสียง เสียงนั้นเงียบหายไปอีกครั้ง
ทุกคนเดินกลับไปที่ห้องโถงกลาง พยายามตั้งสติ ต้นเริ่มหงุดหงิด “มีใครเอากุญแจมาซ่อนหรือเปล่าวะ?”
เปรมส่ายหน้า “ไม่มีใครแตะกุญแจเลย มันล็อกเองตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
จันทร์นิ่ง เงียบไปราวครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ “เมื่อคืนนี้ ฉันฝันว่ามีใครสักคนพยายามจะออกจากที่นี่…แต่ประตูไม่ยอมเปิด”
ต้นเบะปาก “พวกเรากำลังจะเป็นคนนั้นใช่ไหม?”
อิ๋งร้องไห้หนักขึ้น เสียงสะอื้นก้องในห้องโถง ภพมองไปที่หน้าต่าง แล้วแหวกผ้าม่านออกหวังจะปีนหนี แต่พบว่าทุกบานถูกตอกตะปูแน่นจนไม่สามารถเปิดออกได้
เสียงเพลงเด็ก ๆ แผ่วเบาดังขึ้นจากลำโพงเก่า ๆ ตรงหัวบันได ทั้งที่ไม่มีไฟฟ้าเข้ามาในอาคาร ทุกคนขนลุกซู่ทันที
เปรมเดินเข้าไปหยุดใกล้ลำโพงนั้น เสียงเพลงดับวูบลงทันที เหลือเพียงเสียงลมหายใจของทุกคนและเสียงฝนข้างนอก
จันทร์เริ่มพูดเสียงเบา “เราต้องหาทางออก ถ้าเสียงนั้นกำลังล่อลวงเราอยู่ มันต้องมีวิธีหลบหนี”
เสียงฝีเท้า…คราวนี้ดังขึ้นจากชั้นสี่ ทุกคนต่างหยุดฟัง เสียงนั้นหยุดนิ่งเหมือนจงใจ จากนั้นเสียงกระซิบเบา ๆ ดังลอดลงมา “ได้ยินเสียงฉันไหม?”
เปรมยืนขาสั่น จ้องไปที่บันไดชั้นสี่ จันทร์ตัดสินใจเดินขึ้นไป ทุกคนลังเลแต่ก็ตามขึ้นไปทีละคน
ทางเดินชั้นสี่มืดสนิท ไฟฉายส่องไปเห็นแต่เงาแปลก ๆ บนผนัง ราวกับมีอะไรไหวอยู่ตรงมุมตา
ภพกระซิบ “เหมือนมีใครเฝ้าดูเราอยู่ตลอด”
เปรมหยุดที่หน้าห้อง 406 ประตูแง้มอยู่ คล้ายมีใครอยู่ข้างใน เขาเอื้อมมือไปดันประตูออกอย่างช้า ๆ
ข้างในห้องมีโต๊ะไม้เก่า ๆ และสมุดบันทึกวางอยู่ เขาหยิบสมุดขึ้นมา เปิดดู พบหน้ากระดาษขาด ๆ หลายหน้า ในหน้าสุดท้ายเขียนว่า “ฉันยังอยู่ที่นี่…คืนฝนตก อย่าตอบกลับเสียงนั้น”
จันทร์พูดเบา ๆ “สมุดของใครกันแน่?”
พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งจากข้างหลัง ทุกคนหันขวับ เสียงนั้นหยุด ทิ้งความเงียบว่างเปล่าจนหูอื้อ
ต้นกระซิบเบา ๆ “เราควรยอมรับว่าเราอาจจะไม่ได้ออกไปจากตรงนี้ง่าย ๆ แล้ว”
อิ๋งเริ่มหมดแรง นั่งลงกับพื้น สะอื้นเบา ๆ ภพเดินเข้าไปปลอบ จันทร์นั่งลงข้าง ๆ เปรม วางมือบนหัวเข่าอย่างหมดหวัง
เปรมหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาดูอีกครั้ง เขาสังเกตเห็นชื่อที่ขอบสมุด — “ณัฐนิชา” ซึ่งเป็นชื่อของเด็กสาวที่หายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน
จันทร์หันมาสบตาเปรม “ถ้าเสียงนั้นคือณัฐนิชา…ทำไมถึงเตือนเราไม่ให้ตอบกลับ”
ต้นชะงักไป “หรือเพราะใครที่ตอบกลับ…จะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป”
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของเปรมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงหญิงสาวร้องไห้ฟังชัดเจนกว่าเดิม “ช่วยฉัน…อยู่ตรงนี้…หนาวเหลือเกิน…”
เปรมสั่นเทา มือแทบยึดโทรศัพท์ไม่อยู่ ทุกคนต่างวิตกกังวล สายตาเต็มไปด้วยความกลัวและความสงสัย
เสียงสะท้อนจากโทรศัพท์ยังดังต่อไป แต่ไม่มีใครกล้าตอบรับ เสียงนั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบซ้อนทับกันหลายเสียง “อยู่กับฉัน…อยู่ที่นี่ด้วยกัน…”
ภพพูดเบา ๆ “เราไม่ควรฟังเสียงนี้ต่อ”
จันทร์ปิดหูตัวเองแน่น เปรมตัดสินใจวางโทรศัพท์ลงกับพื้น เสียงนั้นยังดังลอดออกมาเหมือนเดิม
ต้นตะโกนก้องในความมืด “เราต้องออกไปให้ได้!”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นรอบตัว เหมือนใครหลายคนกำลังเดินวนไปทั่วชั้นสี่ ทุกคนยืนใกล้ชิดกันเป็นกลุ่มเดียว
เสียงกระซิบจากทุกทิศทางประสานกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร “อย่าตอบกลับเสียงนั้น…อย่าตอบ…อย่าตอบ…”
เปรมหลับตาลง สูดหายใจลึก ความกลัวกัดกินหัวใจจนแทบขยับไม่ได้
เสียงฝีเท้าเงียบลงกะทันหัน ทิ้งแต่ความเงียบว่างเปล่า ทุกคนยืนรอฟังสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อไป
จันทร์พูดเบา ๆ “มีบางอย่างที่เรายังไม่รู้…บางอย่างที่เขาต้องการให้เราจำ…”
ต้นกระซิบ “หรือว่าเสียงนั้นต้องการจะพาใครบางคนไปแทน?”
เปรมหันไปที่หน้าต่าง เปิดไฟฉายส่องเจอเงาเคลื่อนไหวเร็ว ๆ ที่ผนังด้านตรงข้าม เงานั้นค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาใกล้เหมือนจะรวมเข้ากับเงาของเขาเอง
จันทร์ดึงแขนเปรม “อย่ามองไปตรงนั้น!”
เปรมหลับตาแน่น พยายามตั้งสติ ทุกคนโอบกันแน่นขึ้น เสียงกระซิบยังคงดังซ้ำ ๆ “อย่าตอบกลับ…อย่าตอบ…”
ในที่สุดเสียงทุกอย่างเงียบลงเหลือเพียงเสียงฝนที่ยังตกหนักข้างนอก
ในความเงียบนี้ เปรมเริ่มนึกออกว่าคืนที่เด็กสาวหายตัวไปเมื่อสิบปีก่อน เขาเองก็อยู่ใกล้อาคารนี้ เขาเคยได้ยินเสียงเรียกปริศนา แต่เลือกไม่ตอบ ตอนนั้นเขาน่าจะช่วยได้แต่กลับไม่กล้า
เปรมตัวสั่น ความรู้สึกผิดหลั่งไหล “ถ้าเราไม่ตอบ…คนที่ติดอยู่ตรงนี้จะไม่มีวันได้ไปไหน…”
จันทร์ตกใจ “มึงหมายความว่ายังไง? มึงรู้จักณัฐนิชาเหรอ?”
เปรมพยักหน้าเบา ๆ น้ำตาปริ่ม “กูเคยได้ยินเสียงเธอในคืนฝนตกเมื่อสิบปีก่อน…แต่กูไม่กล้าตอบ”
ทุกคนเงียบ ต้นพูดเสียงสั่น “ถ้าอย่างนั้น…เราควรทำไง?”
ภพเอื้อมมือไปจับบ่าของเปรมเป็นกำลังใจ อิ๋งหยุดร้องไห้ เงยหน้ามองเปรมด้วยสายตาสงสัยปนหวาดกลัว
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง “ถ้าอยากออกไป…ต้องเลือก…”
จันทร์พูดเบา ๆ “เลือกอะไร?”
เสียงนั้นเงียบไป ก่อนจะดังแผ่วกลับมา “เลือกใครจะอยู่…ใครจะไป…”
ทุกคนชะงัก สายตาสบกันวูบหนึ่ง บรรยากาศตึงเครียดราวกับทุกคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในเกมลึกลับ
ต้นพูดเสียงแข็ง “ไม่มีใครจะเสียสละใครทั้งนั้น! เราจะออกไปด้วยกัน!”
ประตูห้องดังปัง เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังขึ้นวูบเดียวแล้วเงียบลง ทุกคนลนลานหาทางออก พยายามเปิดหน้าต่างทุบประตูแต่ทุกอย่างยังปิดสนิทเหมือนเดิม
เปรมยืนกลางห้องน้ำตาไหลพราก ตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปที่สมุดบันทึก เขียนข้อความใหม่ “ฉันขอโทษ…ฉันจะอยู่กับเธอ”
ทันใดนั้น เสียงกระซิบหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ทุกอย่างเงียบงัน ฝนยังตกหนักข้างนอก
จันทร์ ภพ ต้น และอิ๋งพบว่าประตูห้องกลับเปิดออกได้ พวกเขาตะโกนเรียกเปรมแต่เขาไม่ตอบ ได้ยินเพียงเสียงสะท้อนเบา ๆ ในความว่างเปล่า
ทั้งสี่หนีออกจากอาคาร ทิ้งเปรมไว้เบื้องหลัง เมื่อหันกลับไปมอง เห็นเงาผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเปรมที่หน้าต่างชั้นสี่
เสียงฝนกลบทุกอย่าง เงานั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้นตลอดคืน ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้หอพักร้างนั้นอีกเลย
เมื่อเวลาผ่านไป ในคืนฝนตกหนักจะมีคนได้ยินเสียงสะท้อนเบา ๆ จากหน้าต่างชั้นสี่ “อยู่กับฉัน…ได้ยินเสียงฉันไหม…”