เงาในโถงหอพักเก่า
ฝนตกรินทั้งคืนบนหลังคาสังกะสีสนิมของหอพักเก่าในป่าชายเขา เสียงหยดน้ำดังอย่างสม่ำเสมอแต่เย็นเยียบ พวกเขาสี่คน—ณัฐ วี ส้ม และเติร์ก—ยืนอยู่ใต้ชานไม้ผุ พยายามใช้ไฟฉายส่องหากุญแจประตูที่แขวนสนิม พวกเขาเลือกเช่าหอพักนี้เพราะราคาถูกและอยู่ใกล้แหล่งฝึกงานในตัวอำเภอ แม้จะลือกันว่าปิดไปนานกว่าสิบปีแล้วก็ตาม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณัฐก้มลงงัดประตูด้วยความหงุดหงิด ขณะที่วีมองไปรอบ ๆ ราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ จากระเบียงชั้นสอง ส้มเดินตามหลังมากระซิบ “เอาแน่เหรอ มันดู…ไม่ค่อยโอเค” เติร์กยิ้มเยาะพลางพูดเบา ๆ “กลัวอะไรนักหนา ผีที่ไหนจะอยู่ในยุคนี้กันวะ” เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดเบา ๆ ที่พื้นใต้ฝ่าเท้าของเขา ขณะที่ประตูค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ
กลิ่นอับเก่าและฝุ่นจับหนาแน่นตลบอบอวลภายใน ณัฐเปิดไฟฉายกวาดไปทั่วบริเวณเห็นฝุ่นจับตามขอบหน้าต่าง ผ้าม่านซีดขาดรุ่งริ่ง ส้มขนลุกซู่ทันทีที่เห็นเงาดำพาดผ่านกำแพงในห้องโถงเล็ก ๆ เธอกะพริบตา แต่เงานั้นหายไปแล้ว
เติร์กลากกระเป๋าเข้าไปโยนลงพื้นด้วยเสียงดัง พูดกลั้วหัวเราะ “สบายมาก คืนนี้เดี๋ยวจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ให้คลายหลอน” วีเดินสำรวจรอบห้องโถง เธอหยุดมองภาพถ่ายสีซีดบนผนัง ภาพหมู่เด็กหญิงสวมชุดนักเรียนยืนเรียงกันด้วยท่าทางแปลก ๆ วีเงียบงันไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาบอกเพื่อน ๆ ว่า “เหมือนเคยเห็นรูปนี้ที่ไหนมาก่อน”
หลังจากขนสัมภาระขึ้นชั้นสอง ทุกคนแยกย้ายกันไปตามห้อง เติร์กกับณัฐเลือกห้องติดระเบียง ส่วนวีและส้มเลือกห้องฝั่งตรงข้าม ส้มเก็บของพลางชำเลืองมองหน้าต่างที่ปิดสนิท เธอเห็นหยดน้ำไหลย้อนขึ้นตามกระจก วีจับแขนส้มแน่นเมื่อได้ยินเสียงกุกกักเบา ๆ จากบนฝ้าเพดาน “ได้ยินไหม” วีกระซิบ
เติร์กเดินมาที่ห้องของสองสาว เคาะประตู “จะออกไปหาของกินในครัวไหม หิวว่ะ” ทั้งสี่คนเดินลงไปที่ครัวในชั้นล่างซึ่งมืดสนิท ณัฐเปิดไฟฉายกวาดดู ส้มชะงักเมื่อเห็นชั้นวางจานเต็มไปด้วยจานชามที่เรียงกันเป็นแถวอย่างประหลาด ไม่มีฝุ่นเกาะเลยสักใบเดียว
ระหว่างที่เติร์กกำลังค้นหาขนมในลิ้นชัก เขาหยุดนิ่งเมื่อเจอกระดาษแผ่นหนึ่ง เป็นสมุดบันทึกเก่า ๆ ปกเปื้อนลายมือเลือนราง เขาเปิดดูแต่พบว่าทุกหน้าถูกฉีกออกจนเหลือเพียงหน้าสุดท้ายที่เขียนเพียงประโยคเดียว—”อย่าเชื่อเสียงนั้น อย่าตามแสงเงา”
วีอ่านออกเสียงอย่างช้า ๆ สีหน้าตึงเครียด ณัฐยักไหล่ “เด็กแถวนี้ชอบเขียนอะไรเล่น ๆ มั้ง อย่าไปสนใจ” เสียงสายลมพัดกระทบหน้าต่างทำให้ประตูครัวเปิดเองอย่างแรง ทุกคนตกใจเล็กน้อยแต่ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
คืนนั้น พวกเขาเข้านอนแต่หัวค่ำ เติร์กเปิดเพลงจากมือถือเบา ๆ เพื่อกลบความเงียบ ส้มข่มตาไม่หลับ เมื่อเสียงฝนหยุดลง เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาจากหน้าต่าง “กลับบ้าน…กลับบ้าน…” ส้มรีบปิดหูแน่นแต่เสียงนั้นกลับค่อย ๆ ดังขึ้นช้า ๆ จนเธอต้องลุกขึ้นมาปลุกวี
วีพยายามปลอบส้ม “อาจเป็นเสียงลมพัดเข้าท่อแอร์ มันบ้านเก่า เสียงแปลก ๆ มันปกติ” แต่ในใจเธอก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
ณัฐตื่นขึ้นกลางดึกเพราะได้ยินเสียงเหมือนมีใครมาเคาะประตู นาฬิกาบอกเวลาตีสอง เขาลุกไปดูแต่ไม่พบใคร เงาของเขาซ้อนทับกับเงาอีกเงาหนึ่งตรงปลายทางเดิน ณัฐขยี้ตาแล้วมองอีกครั้ง เงานั้นหายไปแล้ว
เช้าวันต่อมา ทุกคนดูอิดโรย ส้มไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่เช้า วีเดินไปคุยกับณัฐที่ระเบียง “เมื่อคืนฉันได้ยินเหมือนคนเดินไปมาในโถง มันไม่ใช่เสียงสัตว์แน่ ๆ” ณัฐหัวเราะกลบเกลื่อน “คงหูฝาด นอนน้อยก็แบบนี้แหละ”
ระหว่างทานข้าวเช้าด้วยกัน เติร์กบ่นเรื่องเสียงประตูดังเอง ส้มเอาแต่นั่งเงียบ ๆ พลางจ้องไปยังมุมมืดในโถง เงาในมุมนั้นดูหนากว่าปกติ ราวกับมีบางอย่างขยับตัวอยู่ข้างหลัง
เติร์กเสนอว่าจะออกไปข้างนอกบ้าง “จะได้หายเครียดกัน” แต่วีสังเกตว่าประตูหน้าเปิดไม่ออกแล้ว ล็อกจากด้านใน ทั้งที่เมื่อคืนไม่ได้ล็อกไว้ ณัฐพยายามงัดแต่ไม่ขยับเลย เติร์กพึมพำ “แค่สนิม ประเดี๋ยวก็แก้ได้”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังช่วยกันหาวิธีเปิดประตู ส้มกลับเดินไปที่บันได เธอเหมือนถูกดึงดูดด้วยเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ วีตามไปทัน รั้งส้มกลับมา “อย่าไป… ได้ยินเสียงอะไรก็อย่าเดินตามนะ” ส้มสั่นเครือ “มันเหมือนเสียงผู้หญิงเรียกฉัน มันบอกว่า…อย่ารู้ความจริง”
คืนนั้น ทุกคนตัดสินใจนอนรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ เติร์กนั่งซ้อนกับกำแพงถือไฟฉายไว้แน่น ณัฐนั่งข้าง ๆ อย่างตึงเครียด ส้มหลับตานิ่ง ๆ วีจ้องมุมมืดราวกับรอให้บางอย่างโผล่ออกมา เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากชั้นบนดังขึ้นแต่ไม่มีใครกล้าขึ้นไปดู
ณัฐตัดสินใจลุกไปดูพร้อมเติร์ก ทั้งสองเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เสียงลั่นดังขึ้นทุกครั้งที่เหยียบ ถึงชั้นสอง ทั้งคู่เห็นประตูห้องน้ำปิดอยู่ วีตะโกนขึ้นมาข้างล่าง “อย่าเปิด!” แต่ณัฐไม่ฟัง เขาค่อย ๆ ผลักประตูออก
ในห้องน้ำมีเพียงกระจกแตกร้าวกับอ่างล้างหน้าที่แตกร้าว เงาของณัฐสะท้อนบนกระจกเหมือนขยับได้เอง เติร์กดึงแขนณัฐกลับลงมา “ไปกันเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” แต่ณัฐนิ่งงันมองเงาในกระจก ราวกับเห็นดวงตาอีกคู่สบตากลับมา ก่อนจะรีบเดินลงมาอย่างรวดเร็ว
วีเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหอพักนี้ในมือถือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตแทบไม่มี เธอเจอบันทึกข่าวเก่า ๆ ว่ามีเด็กหญิงเคยหายตัวไปจากที่นี่หลายปีก่อน ไม่มีใครเจอศพ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น วีเหลือบมองส้มซึ่งนั่งตัวสั่น เธอเห็นส้มยกมือปิดหูพลางกระซิบให้ตัวเองเบา ๆ “อย่าตามเสียง อย่าตามแสง”
ณัฐขอให้ทุกคนอยู่รวมกัน ไม่ให้แยกตัวไปไหน เติร์กกลับหงุดหงิด “อยู่รวมก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก ไม่เห็นจะมีอะไรจริง ๆ” ทันใดนั้นไฟในห้องโถงก็ดับลง เหลือเพียงแสงไฟฉายสลัว ๆ แผ่ไปรอบตัว ทุกคนได้ยินเสียงฝีเท้าอย่างชัดเจนบนชั้นสอง
เสียงหยุดตรงปลายบันได เติร์กสะกิดณัฐ “ถ้ามีคนแอบอยู่ ยังไงก็ต้องเห็น” ณัฐกลืนน้ำลาย ลังเลอยู่นานก่อนจะตะโกน “มีใครอยู่ข้างบนไหม!” ไม่มีเสียงตอบกลับ นอกจากเสียงหัวเราะแผ่วเบาเล็ดลอดมาจากมุมมืด
ส้มเริ่มร้องไห้ วีโอบกอดเธอไว้ “เราต้องใจเย็น อย่าเชื่อเสียง อย่าตามแสง—” เสียงกระจกแตกดังขึ้นข้างบน ก่อนมีบางอย่างกลิ้งตกลงบันไดมา มันคือกล่องไม้เล็ก ๆ สลักชื่อ ‘กานดา’
ณัฐหยิบกล่องขึ้นมาอย่างช้า ๆ เปิดออกข้างในมีเพียงริบบิ้นสีแดงขาด ๆ กับรูปถ่ายเด็กหญิงคนหนึ่ง วีจำได้ทันทีว่าเป็นเด็กหญิงในภาพบนผนัง เติร์กกระซิบ “หรือจะเป็นลูกเจ้าของหอนี้ที่หายตัวไป” ณัฐจ้องไปที่รูปถ่ายเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าในหัว
คืนนั้น ทั้งหมดนั่งล้อมกล่องไม้อยู่กลางโถง ส้มเริ่มพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ฉันเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นในฝัน เห็นทุกคืนตั้งแต่เข้ามา…เธอร้องขอให้ช่วย เธอพูดว่าอย่าตามแสง อย่าฟังเสียง…ถ้าไม่อยากเป็นเหมือนเธอ”
ณัฐกับเติร์กสบตากันอย่างกังวล วีถามส้มอย่างอ่อนโยน “เธอรู้ไหมว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงติดอยู่ที่นี่” ส้มส่ายหน้า แต่ฝืนพูดต่อ “มันเหมือน…เหมือนเธอถูกขังไว้ที่นี่ด้วยอะไรบางอย่าง…เงาในห้องน้ำ เงาในกระจก…ถ้าเราตามเสียงหรือแสง เราจะเข้าไปอยู่กับเธอ…”
เช้าอีกวันหนึ่ง ประตูหน้าก็ยังเปิดไม่ได้ สัญญาณมือถือล้มเหลว เติร์กเริ่มสติแตก “นี่มันบ้าไปแล้ว! เราจะออกยังไง!” ณัฐพยายามปลอบแต่ก็เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ วีตัดสินใจปีนหน้าต่างชั้นสอง แต่เหมือนมีแรงบางอย่างกดเธอไว้ เงาในห้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
คืนนั้น เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงดังขึ้นทั่วอาคาร ทั้งสี่คนตื่นขึ้นมากลางดึก พบว่าส้มเดินหายไป ไม่มีใครตามทัน ทุกคนออกค้นหาอย่างตื่นตระหนก เสียงกระซิบดังไปทั่วทางเดิน “กลับบ้าน…ช่วยฉัน…” วีเป็นคนแรกที่ตามเสียงไปจนถึงห้องน้ำชั้นสอง เธอเห็นเงาดำสะท้อนในกระจก—ในเงานั้นมีรูปร่างของส้มยืนอยู่ข้างเด็กหญิงคนหนึ่ง
ณัฐกับเติร์กตามมาถึงพอดี ณัฐตัดสินใจทุบกระจก ภาพเงาแตกกระจายเป็นละอองดำ ทั้งสามรีบวิ่งลงมาแต่ประตูยังคงปิดสนิท เงาในโถงค่อย ๆ คืบคลานไปทั่วผนัง ราวกับจะกลืนกินทุกอย่าง
เติร์กตะโกนด้วยความสิ้นหวัง “เราต้องทำอะไรสักอย่าง!” วีเหลือบเห็นสมุดบันทึกเก่าในครัว เธอวิ่งไปหยิบแล้วอ่านซ้ำ ๆ จนเจอข้อความใหม่ปรากฏขึ้นใต้รอยหมึกเก่า—”คืนแสงให้เงา ความลับจะพ้นคำสาป”
ณัฐนึกขึ้นได้ถึงกล่องไม้และริบบิ้น เขารีบวิ่งไปวางกล่องกับรูปถ่ายและริบบิ้นไว้หน้ากระจกห้องน้ำ วีเปิดไฟฉายส่องไปที่กระจก เงาในกระจกเริ่มสั่นไหว เสียงเด็กร้องไห้เบาลง ก่อนเงาจะค่อย ๆ หายไปในแสงไฟนั้น
ทันใดนั้นประตูหน้าก็เปิดออกเองอย่างช้า ๆ ลมเย็นพัดเข้ามา ทุกคนพากันออกนอกอาคาร วิ่งหนีสุดชีวิตจนถึงริมถนน
เมื่อหันกลับไป พวกเขาเห็นเงาในหน้าต่างชั้นสองยืนมองตาม ทั้งหมดเงียบงัน ไม่มีใครเอ่ยคำใด ส้มไม่ออกมาด้วยอีกเลย
เวลาผ่านไป แม้จะรอดชีวิตออกมาได้ แต่คืนสุดท้ายนั้นยังหลอกหลอนณัฐ วี และเติร์กตลอดมา ทุกครั้งที่เดินผ่านกระจกหรือได้ยินเสียงกระซิบจากที่ว่างเปล่า พวกเขาจะรู้สึกเหมือนมีเงามืดในโถงมองตามอยู่เสมอ
และไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงชื่อ ‘กานดา’ อีกเลย…