เธอที่ปลายฟ้า
เสียงสายลมพัดเอื่อยในเย็นวันเปิดเทอม ฝ้ายยืนอยู่ริมรั้วหน้าตึกถาปัตย์ ในชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อยแต่ไม่เคยเป็นเธอเท่าไร เธอหยิบสมุดสเก็ตภาพออกมาและจ้องแนวจดหมายภารกิจรับน้องด้วยแววตาเลื่อนลอย เสียงคนข้างหลังเรียกชื่อเธอซ้ำอยู่สองหน ก่อนจะตามด้วยมือใหญ่จับเบา ๆ ที่ไหล่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฝ้าย เธอมารับใบภารกิจหรือเปล่า เกือบถึงคิวแล้วนะ”
ฝ้ายสะดุ้ง ลมหายใจขาดช่วง เธอหันไปเจอใบหน้าขำ ๆ ของเพื่อนสนิทในกลุ่ม ถ้าไม่ใช่วันปกติ เธอคงยิ้มให้ แต่วันนี้ ความตึงเครียดในใจมันบังไว้หมด
“อื้อ” เธอตอบสั้น ๆ แล้วเบี่ยงตัวหลบเพื่อน รับใบภารกิจมาใส่มือ
ตอนเที่ยงตรง นทีเดินขะมักเขม้นเข้าสู่ลานกิจกรรม มือถือเป้สะพายหลังใส่โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานช่วยเหลือเด็กในชนบท หัวใจวุ่นวายกับความคาดหวังของแม่ที่อยากให้เขาสอบติดราชการ นทีฝืนยิ้มทุกครั้งที่นึกถึงความฝันของตัวเอง กับความฝันของครอบครัวที่ดูไกลกันเหลือเกิน
เขาเก็บโปสเตอร์ใส่กระเป๋า แล้วเดินขึ้นบันไดตึก ริมบันไดนั้น ฝ้ายทรุดตัวเก็บดินสอที่ตกกระจาย เธอก็ดูรีบร้อนและหงุดหงิดเล็ก ๆ นทีหยุดช่วยเก็บดินสอทีละแท่ง
“ดินสอแบบนี้มันแตกง่ายเหรอ” นทีถามเสียงเบา
ฝ้ายชะงัก มองเขานิดหนึ่งก่อนรีบเอื้อมมือจะรวบของตัวเองกลับ “ขอบใจ”
เขาไม่พูดอะไรอีก แค่ส่งดินสอแท่งสุดท้ายให้ คำขอบคุณลอยกลางอากาศ เหลือแต่เสียงเท้ากระทบพื้นปูนเบา ๆ
ยามบ่ายในหอสมุดกลาง ฝ้ายมองงานในมือผ่านบานหน้าต่าง ชีวิตในมหาวิทยาลัยเหมือนจะง่าย แต่เด็กถาปัตย์อย่างเธอมีเรื่องในใจมากกว่าที่ใครเข้าใจ ฝ้ายแอบมองกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันที่กำลังหัวเราะอยู่ เธอรู้สึกแปลกแยกและเหงากว่าที่อยากยอมรับ
วันรุ่งขึ้น นทีเข้าร่วมกิจกรรมระดมทุน หวังให้เพื่อนใหม่ ๆ สนใจงานอาสา ขณะเขากำลังพูดคุยกับรุ่นพี่ นทีก็เหลือบไปเห็นฝ้ายยืนรอเพื่อนอยู่ห่าง ๆ
“สนใจจะร่วมกิจกรรมกับพวกเรามั้ย?” เขาถามขึ้น พลางยกโปสเตอร์ให้ดู
ฝ้ายส่ายหน้า เธอมักหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่ดูเหมือนจะทำให้เสียเวลาจากเป้าหมาย
“ไม่ค่อยชอบคนพลุกพล่านน่ะ” เสียงเธอแผ่วเบา ก้มหน้าเหมือนกลัวจะสะกิดอะไรบางอย่างในใจ
นทีไม่ซักต่อ เพียงพยักหน้า ถอนใจเงียบ ๆ แล้วพูดกับเพื่อนร่วมกิจกรรมต่อ
หลายวันผ่านไป, ฝ้ายและนทีเริ่มเชื่อมโยงด้วยความบังเอิญเล็ก ๆ ระหว่างวัน ทั้งเรื่องสมุดสเก็ตที่ลืมไว้ที่โรงอาหาร หรืองานเอกสารที่ต้องส่งฝ่ายกิจกรรมฯ ฝ้ายมักรักษาระยะห่างไว้ไม่ให้ใกล้เกิน แต่นทีกลับเริ่มสนใจในความเงียบและแววตาเศร้าของเธอมากขึ้นทุกวัน
วันหนึ่งฝนตกกระทันหันขณะฝ้ายเดินออกจากหอสมุด นทีที่มองอยู่จากซุ้มใกล้ ๆ รีบถอดเสื้อคลุมยื่นให้ ฝ้ายลังเล บีบชายเสื้อในมือแน่น
“ฉันไม่ได้หนาว…” เธอส่ายหน้าช้า ๆ
“ก็ไม่ได้อยากให้เธอเป็นหวัดแค่นั้นเอง”
ฝ้ายไม่ตอบ แต่รับเสื้อมา ใส่เฉย ๆ โดยไม่สบตา ภาพนั้นเหมือนมีบางอย่างสะท้อนใจทั้งคู่
ค่ำคืนหนึ่งหลังงานกิจกรรม ฝ้ายมองเมลจากแม่ที่เตือนให้โฟกัสเรื่องสอบเข้าปริญญาโท เธอถอนใจ หัวใจเหมือนถูกบีบไว้แน่น ลึก ๆ เธอกลัวจะผิดหวังตัวเองอีกครั้งเหมือนวันนั้น วันที่พลาดทุนสอบเข้าโรงเรียนศิลปะในวัยเด็ก
นทีอยู่กับหนังสือกองโต, แต่ก็ตัดใจไม่ลงว่าเส้นทางชีวิตนี้จะตอบโจทย์ความฝันและความรักของแม่ได้จริง ๆ หรือไม่ เขาเดินวนไป-มาในห้องเช่าเก่า ๆ หยิบโทรศัพท์แต่ไม่กล้าโทรหาฝ้ายถึงแม้จะอยากฟังเสียงเธอ
วันเสาร์หนึ่ง ฝ้ายจำต้องเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มกับนทีเพราะอาจารย์สั่ง เธอนั่งเงียบ, คอยจดประโยคสำคัญ เพื่อน ๆ หัวเราะ พากันล้อเลียนเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ นทีเลยหลบออกไปสูดอากาศ
ฝ้ายตามออกไปยืนข้าง ๆ สองคนจ้องพุ่มไม้ตรงหน้าด้วยความเงียบขรึม
“…อยากหนีเหมือนกันสินะ” ฝ้ายพูดออกมาช้า ๆ
นทีหัวเราะเบา ๆ ก้มหน้า
“บางทีนะ… เวลาหนีมันก็เหมือนพัก… ไม่ใช่ยอมแพ้เสมอไป”
พวกเขาเงียบอีกครั้ง สายลมเย็นพัดมา ฝ้ายเพิ่งรู้ตัวว่าขอบตาร้อน ๆ ก่อนกลืนก้อนสะอื้นลงไป
ค่ำคืนนั้น ฝ้ายส่งข้อความมาขอบคุณนทีที่ช่วยเหลือในหลาย ๆ ครั้งแบบไม่คาดคิด นทีตอบ “ฝันดี” สั้น ๆ แต่ในใจเขานั้นพล่านไปด้วยคำถามที่ไม่กล้าจะเอ่ย
วันต่อมา ฝ้ายเจอข่าวคราวว่ามีคนกล่าวหาว่านทีรับเงินจากฝ่ายตรงข้ามงานกิจกรรม นทีจึงถูกสอบสวน ฝ้ายรีบไปที่ห้องกิจกรรม เห็นนทีก้มหน้านิ่ง ร่างกายเต็มไปด้วยความกดดัน
“นาย… ไม่ทำแบบนั้นจริง ๆ ใช่ไหม?” ฝ้ายถามเสียงเบาหวิว
นทีมองตาเธอแล้วเงียบก่อนพยักหน้า “แม่ฉันไม่เคยสอนให้โกงใคร ไม่ว่าคนจะมองยังไง”
เงียบไปอีก ฝ้ายเห็นแววตาเจ็บปวดของเขาแล้วรู้สึกใจหาย
หลายวันหลังจากนั้น ฝ้ายสังเกตว่านทีเงียบและหลบหน้าเธอ เธอตัดสินใจไม่ยุ่งเกี่ยวเพราะกลัวจะทำให้อะไรยุ่งยากขึ้น ในหัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เพื่อนในคณะบอกฝ้ายว่าเรื่องความผิดของนทีไม่จริง ทุกอย่างเข้าใจผิด ฝ้ายรีบออกไปหานทีที่ลานมหา’ลัย ยืนเงียบอยู่หลังเขาที่นั่งเหม่อริมบึง
“นาย…จะกลับไปทำกิจกรรมอีกมั้ย”
นทีนิ่งอยู่นานก่อนจะส่ายหน้า “บางที…ฉันควรเดินตามความฝันตัวเองดีกว่า แม้แม่จะไม่เข้าใจ… ฉันคิดถึงแค่ได้ช่วยคนที่ลำบากกว่าฉัน”
ฝ้ายเดินมาใกล้อีกนิด ลังเลอยู่นาน กำมือแน่นกลั้นความรู้สึก
“เรากลัว… กลัวจะล้มเหลวเหมือนเดิม กลัวแม่ผิดหวัง”
นทีหันมามอง น้ำตาปริ่มขอบตาทั้งคู่ แต่ไม่มีใครร้องไห้ออกมา รอยยิ้มอ่อนปรากฏขึ้นอย่างหายากบนใบหน้าฝ้าย
ค่ำวันหนึ่ง ฝ้ายตัดสินใจโทรหานที
“เรา…จะสมัครทุนเรียนออกแบบที่ฉันอยากเรียนจริง ๆ” เสียงเธอสั่น
ปลายสายเงียบ แล้วนทีก็พูดแผ่วต่ำ
“ถ้าเธอฝัน ก็ไปให้สุด ไม่ต้องรอใครอนุญาตหรอก ฝ้าย”
พวกเขาไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์นั้นตรง ๆ แต่สายใยในใจแน่นแฟ้นขึ้นอย่างน่าประหลาด
ตลอดเทอม ฝ้ายตั้งใจเรียนหนัก เจออุปสรรคมากมาย นทีเข้าไปช่วยเหลือหลายครั้ง เธอดูเปลี่ยนไป แข็งแรงขึ้นในแบบเงียบ ๆ นทีเองก็พยายามเปิดใจกับแม่เรื่องอนาคต แต่แม่ยังไม่ยอมรับนัก เขาเริ่มรับงานอาสาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต่างจังหวัดเป็นระยะ
กลางเทอม ฝ้ายและนทีเริ่มห่างกัน เพราะต่างคนต่างยุ่งกับฝันของตัวเอง บทสนทนาเหลือแค่ข้อความไม่กี่ประโยคในแต่ละวัน จนค่ำคืนหนึ่งฝ้ายส่งข้อความไปว่า “ยังอยู่มั้ยนที?” นทีตอบกลับว่า “ยังอยู่…แค่เหนื่อยมาก ๆ แค่นั้นเอง”
หลังจากนั้นทั้งคู่ห่างกันมากขึ้น เหมือนทุกอย่างจะจบลงโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ
ปลายภาค ฝ้ายกำลังนำเสนอโปรเจ็คต์สำคัญ เธอเหลือบมองไปยังมุมห้องอย่างไม่มีจุดหมาย ในใจว้าวุ่นอย่างหนัก ไม่รู้ว่านทีจะมาไหม ทุกประโยคสะดุดหนักเพราะความคิดถึงแทรกเข้ามา
ในที่สุด เธอก็เห็นนทีเดินเข้ามานั่งอยู่หลังสุด หัวใจฝ้ายพองโตขึ้นอย่างประหลาด เธอจบพรีเซ็นท์ด้วยรอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือน
หลังจากนั้น นทีเดินเข้าไปหาเธอในลานกว้าง เคร่งขรึมแต่แววตาอ่อนโยน
“ยินดีด้วย ฝ้าย เก่งมาก…”
ฝ้ายพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับหลุดหัวเราะออกมา เธอก้มหน้าสายตามือ
“ฉันก็อยากบอกนาย… ขอบคุณที่อยู่”
ต่างคนต่างเงียบอยู่นาน ลมเย็นยามบ่ายพัดผ่านจนคล้ายทุกอย่างหยุดนิ่ง
“เรา…กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่บางครั้ง…มันอาจจะดีก็ได้ ถ้ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ เรา…” ฝ้ายพูดเสียงแผ่ว
“ก็…ฉันยังอยู่นี่ไง ยังเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก…แต่ถ้าเธออยากจะเดินไปด้วยกัน…”
ฝ้ายยิ้ม น้ำตาคลอ เพียงพอแล้วสำหรับคำตอบนั้น แม้ไม่ได้กุมมือกัน แม้รักนี้มีช่องว่างของความฝันและครอบครัวอยู่เสมอ แต่วันนี้โลกของพวกเขาเลื่อนมาใกล้กันเท่าที่หัวใจกล้าก้าว