ระยะห่างของความฝัน
เสียงฝนโปรยปรายกระทบพื้นกระจกหน้าต่างตึกสำนักงานหลังเก่าแห่งหนึ่งใจกลางเมือง เสียงมันจางเงียบไปกับสายลมเย็นในเดือนมิถุนายน “วีร” หรือ วีรวิทย์ นักออกแบบหนุ่ม วัยสามสิบต้น ๆ กำลังนั่งเงียบอยู่ในห้องว่างๆ มือหนึ่งจับดินสออีกมือกุมหน้าผากราวกับพยายามขีดเส้นร่างสุดท้าย การตัดสินใจผิดเมื่อห้าปีก่อนในงานโปรเจกต์สำคัญ ทำให้เขากลายเป็นคนขี้กลัวที่จะเชื่อใจใครและตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูงชะลูด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขณะเดียวกัน “เกศ” หรือ เกศวลี สาววัยยี่สิบเจ็ดปี ใส่เสื้อเชิ้ตขาวกางเกงผ้าเรียบ เดินถือแฟ้มเอกสารผ่านออฟฟิศวาดภาพประกอบ มองโต๊ะของวีรตรงมุมห้องเป็นระยะ ท่าทางเธอดูลังเลและไม่ค่อยกล้ามองสบตาใคร ชีวิตที่บ้านเธอไม่ได้ราบรื่น หนี้สินจากกิจการของพ่อและฝันที่อยากเป็นศิลปินอิสระ เหมือนถูกรั้งด้วยสายใยความรับผิดชอบ
“เกศวลี เธอช่วยเอาบรีฟนี้ไปให้วีรที” รุ่นพี่ฝ่ายผลิตยื่นกระดาษปึกใหญ่ให้เธอ เกศก้มรับและเดินช้าๆ เข้าไปหาโต๊ะวีร เสียงดินสอขีดลงกระดาษเงียบไปเมื่อเธอยืนข้างๆ
“มีอะไรครับ?” วีรเงยหน้า ถามเสียงเรียบ สายตาเขามีรอยล้าแฝงอยู่
“อันนี้ บรีฟโปรเจกต์ใหม่ค่ะ” เธอวางเอกสารตรงมุมโต๊ะ สายตาหลบต่ำจนแทบไม่เห็นริมฝีปากเม้มแน่น วีรมองเอกสารถอนใจเงียบ ๆ
“ขอบคุณครับ”
เธอยืนนิ่ง แล้วเดินออกไปหลบมุมหน้าต่าง วีรหันกลับมาสู่เส้นร่างภาพเงียบ ๆ อากาศเย็น ๆ กับแสงไฟสะท้อนเงาลงบนกระจก สองคนในห้องเดียวกันแต่กลับเหมือนอยู่คนละโลก
เช้าวันต่อมา เกศวลีเข้ามาเร็ว ขณะวีรเพิ่งมาถึงออฟฟิศ สายตาเจอเธอพอดีกำลังติดภาพบนบอร์ด เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย วีรชะงักนิดหนึ่งแต่ไม่พูดอะไร
“เมื่อคืนดูต้นแบบโปรเจกต์ใหม่หรือยังคะ” เกศเปรยถามแบบกลัวโดนรำคาญ
“ยัง…แต่คิดไว้บางอย่างแล้ว คุณมีข้อเสนอมั้ย”
สีหน้าเธอเหมือนจะดีใจนิด ๆ ก่อนเก็บอาการ “ถ้ามีไอเดีย เดี๋ยวบอกอีกทีค่ะ”
วีรเปิดคอมพิวเตอร์ หยิบกระดาษโน้ตจากแฟ้มของเธอมาดูอย่างเผลอตัว รอยดินสอลายมือเล็ก ๆ สะท้อนความตั้งใจและความไม่มั่นใจในบรรทัดเดียวกัน
ระหว่างเที่ยงวัน วีรเดินไปโรงอาหาร เห็นเกศนั่งมุมหนึ่งจดอะไรลงสมุด วีรลังเลจะเข้าไปทักแต่เลือกนั่งโต๊ะข้าง ๆ เสียงก๋วยเตี๋ยวในชามดังเบา ๆ ก่อนมีคนถามขัดขึ้นมา
“ทำไมคุณถึงชอบนั่งคนเดียวเหรอ”
เกศชะงัก หันมานิด ๆ แล้วหลบตา “กลัวคุยแล้วจะพูดอะไรไม่ถูกค่ะ”
“แล้วเกศ…” เขาหยุดคิด “…ชอบวาดแบบไหนที่สุด”
“ภาพที่อยากวาดเอง…แต่ไม่เคยวาดได้จริงจังเลย เพราะต้องรับจ๊อบ ทำตามโจทย์”
บรรยากาศเงียบลงไปชั่วครู่ วีรขยับมือ “ผมก็เคยคิดจะทำอะไรด้วยตัวเอง…แต่กลัวพลาด”
อีกฝ่ายยิ้มเศร้าเล็ก ๆ ต่างคนต่างกลับไปจมอยู่กับจานข้าวของตัวเองโดยไม่พูดต่อ
เย็นวันนั้นมีประชุมผลิตชิ้นงาน วีรกับเกศถูกจับนั่งโต๊ะเดียวกัน หัวหน้าทีมพูดไอเดียใหม่ เกศเสนออะไรบางอย่างอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กลุ่มคนในห้องนิ่งไปชั่วอึดใจ วีรพลิกกระดาษโน้ต ดูข้อเสนอนั้นอีกทีแล้วเสริมความคิดเห็นของเธอจนครบถ้วน
สีหน้าเกศเปลี่ยนไปทันที ดวงตาสว่างขึ้น เธอก้มหน้างุดแต่แอบยิ้ม หัวหน้าชมว่างานของทั้งสองคนเข้ากันได้ดี
จากวันนั้นวีรเริ่มเปิดใจมากขึ้น เขามองเห็นมุมพยายามของเธอเวลาทำงานดึก ในบางคืนเขาเขียนคอมเมนต์ให้เธอผ่านอีเมลด้วยประโยคสั้น ๆ “ชอบภาพตรงนั้นมาก”
เกศวลีตอบกลับมาแบบสั้น ๆ เช่นกัน “ขอบคุณค่ะ ว่าง ๆ จะลองเพิ่มตรงนี้ดู” ความสัมพันธ์เริ่มขยับใกล้ขึ้น เล็กน้อยแต่มั่นคง
ถึงแม้จะสนิทขึ้นบ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างงานและความฝันของทั้งคู่กลับชัดขึ้นเรื่อย ๆ วีรคิดหนักว่าอนาคตอยากเปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง เคยมีประสบการณ์ล้มเหลวจากการไว้ใจหุ้นส่วน เขาจึงลังเลเสมอกับความเสี่ยง
ส่วนเกศต้องดูแลแม่และน้องชาย เธอไม่มีทางเลือกมาก มักรับงานเสริม จนบางคืนต้องอดหลับอดนอนส่งภาพวาดและนั่งร้องไห้คนเดียว เธอไม่เคยบอกให้ใครช่วย
ค่ำหนึ่งระหว่างเงียบๆ ในห้องดีไซน์ วีรเห็นเกศเอาคางเกยแขน นั่งหลับบนโต๊ะพร้อมผลงานยับ ๆ ข้างแก้วกาแฟ เขาเดินเข้ามาใกล้ เฝ้ามองน้ำตาในหางตาของเธอโดยไม่ได้พูดอะไรอยู่ชั่วครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ วางผ้าห่มบางๆ ให้ ก็ยังไม่เอ่ยอะไร
เช้าวันถัดมา เกศตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ เห็นผ้าห่มวางบนตัวแล้วรีบเก็บ เธอมองไปรอบห้อง ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ โลกกว้างใบนี้เงียบสงัดราวกับซ่อนความลับบางอย่าง
วันต่อมาต้องมีพรีเซนต์โปรเจกต์ใหญ่ วีรกับเกศถูกกดดันทั้งคู่ เกศเห็นวีรเครียดจนออกอาการก้าวร้าว เธอเงียบ วีรตะแคงหน้ามามอง ลมหายใจอึดอัด “พวกเราต้องรีบสรุปให้ทัน พรุ่งนี้แล้วนะ”
“ขอโทษค่ะ ถ้าทำให้ช้า…” เธอก้มหน้าสำนึกผิด วีรสะอึกนิด ๆ สายตาขอโทษแต่ไม่พูดออกมา
หลังโปรเจกต์ประสบความสำเร็จ ทั้งสองค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจจากทีม แต่วีรกลับกลัวว่าการร่วมงานใกล้ชิดจะทำให้เกิดความรู้สึกเกินเลย เขาเริ่มเว้นระยะ บางวันตอบอีเมลงานเร็ว บางวันปล่อยให้อีกฝ่ายรอ
เกศรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง เธอไม่กล้าถามแต่เก็บคำถามไว้ในใจ ความเงียบและระยะห่างนี้ทำให้เธอเริ่มกังวลจนบางคืนหันไปขอคำปรึกษาจากแม่ทางโทรศัพท์ภายใต้เสียงสะอื้น
“ถ้าเราอยากทำตามฝันแต่ต้องทิ้งครอบครัว…แม่จะโกรธมั้ย”
“แม่อยากให้ลูกมีความสุข ไม่ว่าอยู่ไหน…”
วันถัดมาเกศเจอวีรในลิฟต์ เธอกลั้นใจพูด “ถ้าคุณเลือกจะเปิดสตูดิโอเองจริง ๆ… ยังอยากให้ฉันอยู่ทีมด้วยมั้ย”
วีรนิ่งไปนาน รอยลังเลผุดในแววตา “กลัวทำร้ายคุณ กลัวพาไปล้มอีก…”
“ถ้าคุณยังกลัวล้มเหลว คุณไม่มีวันไปต่อได้สักที” เธอยกยิ้มบาง ๆ ไม่เอ่ยอะไรต่อ ปล่อยให้ความเงียบแทรกกลาง
หลายสัปดาห์ผ่านไปทั้งสองต่างคนต่างเว้นระยะห่างกัน เกศรับงานนอกโดยไม่บอกทีม ส่วนวีรทุ่มงานออกแบบมากขึ้นจนดูห่างเหินกับเพื่อนร่วมงาน
กลางดึกวันหนึ่งในออฟฟิศ เกศเผลอหลับ มือวางอยู่บนกระดาษวาดภาพ วีรเข้ามาเห็น ลังเลอยู่นาน ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม และพูดเบา ๆ ในความเงียบ
“ผม…คิดถึงเวลาทำงานด้วยกันแบบนั้น ทุกอย่างมันดูมีความหมายดี”
เกศลืมตาช้าๆ มองเขาตรงๆ “แต่คุณไม่เคยไว้วางใจใครสักที…”
“ผมกลัว…กลัวทำผิดซ้ำเหมือนอดีต” วีรยอมรับด้วยน้ำเสียงแผ่ว
“ถ้างั้น…คราวนี้เลือกเป็นเพื่อนกันก็ได้ เราจะได้ไม่ต้องกลัวเสียกันไปอีก” เกศยิ้มจาง
ความสัมพันธ์ขยับเข้าสู่ระยะใหม่ที่คลุมเครือ ทว่าก็แน่นแฟ้นขึ้น วีรเริ่มแบ่งปันไอเดียกับเธอ และเกศก็ให้ข้อเสนอแนะที่ตอกย้ำความมั่นใจของเขา ภาพรวมงานออกมาดีจนบริษัทโปรโมททั้งคู่ ทั้งสองได้รับโจทย์โปรเจกต์สำคัญที่ต้องบินไปพรีเซนต์ที่เชียงใหม่
ระหว่างทริป วีรกับเกศได้ใช้เวลาเดินชมตลาดกลางคืนด้วยกันโดยเฉพาะ วีรพูดน้อยแต่ฟังเกศอย่างตั้งใจ เกศเปิดใจมากขึ้นเกี่ยวกับอดีตของตัวเอง
“ที่บ้านฉันลำบากมาก ฉันไม่เหมือนไครที่วาดรูปแค่ตามใจ ทำไปก็ยังกลัวว่าจะไม่รอดอยู่ดี”
“คุณเก่งกว่าที่คิด…แต่กลัวมากเกินไป เลยไม่กล้าก้าวออกมา”
เกศยืนนิ่ง สายตาชมดาว ฉายแววลังเล ซ่อนเสียงสะอื้นเล็ก ๆ ในคอ “คุณคิดว่าเราสองคน ทำโปรเจกต์ด้วยกันอีกได้มั้ย ถ้ามันคือฝันจริงๆ ของแต่ละคน”
“ถ้าคุณพร้อม…ผมก็พร้อม”
เช้าวันกลับ เกศเจอข้อความในมือถือของเธอ “ขอดูสเกตช์ใหม่คืนนี้ได้มั้ย”
เกศเงียบ รู้ตัวว่าใจเริ่มขยับเข้าหาอีกฝ่ายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าทั้งคู่จะยังไม่บอกความรู้สึกใด ๆ ต่อกัน
วีรและเกศกลับมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่ความสัมพันธ์กลับยิ่งใกล้กันมากขึ้นแบบเงียบๆ ทั้งคู่แลกงานคอมเมนต์กันต่อเนื่อง วีรเริ่มยิ้มกับเธอมากขึ้น ส่วนเกศยอมเปิดใจรับคำติชมโดยไม่มีแววหวาดกลัวเหมือนวันแรก
กระนั้นคืนนั้นก็มีข่าวใหญ่ ธุรกิจที่บ้านเกศกำลังจะแย่จนถึงขั้นต้องขายบ้าน เกศต้องเลือกว่าจะรับงานต่างจังหวัดเพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ หรือจะอยู่กับทีมวีรสานฝันต่อ
ในคืนเงียบ ๆ เกศเดินตามวีรไปที่มุมดาดฟ้า ตึกออฟฟิศลอยอยู่ท่ามกลางแสงไฟ กทม. ดวงตาเธอแดงก่ำ
“ฉันกลัว กลัวทิ้งคนที่บ้าน กลัวฝันจะไม่มีค่า ไม่มีวันสำเร็จ”
วีรยืนมองฟ้าเงียบๆ เอื้อมมือแตะไหล่เธอ “ผมก็กลัว…แต่ถ้าเราเดินไปด้วยกัน ถึงจะกลัว…ก็ไม่เดียวดาย”
เธอยิ้มทั้งน้ำตาอย่างเหนื่อยล้า “ถ้าฉันต้องเลือกจากคุณไป คุณ…จะอยู่ได้ไหม”
วีรนิ่งนานมาก “อยู่ได้…เพราะไม่มีใครควรฝืนความฝันตัวเอง…แต่ถ้าคุณกลับมา ผมก็จะรอ”
เช้าวันรุ่งขึ้น เกศลาออกจากงาน เดินออกจากออฟฟิศไปด้วยกระเป๋าเป้ใบเดียว วีรแค่มองเธอผ่านกระจกโดยไม่ออกมาเจอ ความเวิ้งว้างปกคลุมสองคนอีกครั้ง
ระหว่างห่างกัน ทั้งคู่ค่อยๆ ติดต่อกันน้อยลง เกศใช้เงินสร้างฐานะที่บ้านพักอยู่ต่างจังหวัด วีรเริ่มสร้างสตูดิโอของตัวเองที่กรุงเทพฯ ชีวิตแต่ละคนเต็มด้วยความกลัว ล้มลุก คลุกคลาน ซ้อมใจเติบโตขึ้นทีละน้อยๆ
หนึ่งปีถัดมา นิทรรศการภาพประกอบใหญ่ในกรุงเทพฯ เปิดแสดงผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ คืนหนึ่งเกศเดินเข้าไปในห้องแสดงงาน ท่ามกลางแสงไฟจาง ๆ เธอสวมชุดเรียบง่าย มือสั่นด้วยความตื่นเต้น ผลงานภาพเธอถูกนำมาติดโชว์ใกล้ทางออกของห้องบอลรูม
ในมุมนั้น วีรยืนนิ่งอยู่ก่อนแล้ว เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้ม เห็นเธอแต่แกล้งทำเป็นดูงาน “ข้อมูลของเธอในแคตตาล็อก…ดีจัง” เขาทักแบบเขิน ๆ ไม่กล้าสบตา
“แค่อยากพิสูจน์ว่าฉันทำได้เองสักครั้ง”
สองคนยืนข้างกันเงียบๆ วีรหันไปสบตาเธอ สารภาพช้าๆ “ผม…ยังมีช่องว่างมากพอสำหรับคุณเสมอ”
เกศยิ้มช้า ๆ อย่างเข้าใจ ไม่มีน้ำตา ไม่มีรอยเศร้า มีแต่ประกายแห่งความหวังในแววตา ทั้งสองคนมายืนเคียงกันโดยไม่ต้องบอกว่าใครรักใคร เพียงยอมรับระยะห่าง สองความฝัน และหัวใจที่กล้าก้าวข้ามอดีต…