ระยะห่างระหว่างใจ
เสียงเปียโนแผ่วเบาดังลอดออกมาจากห้องซ้อมเล็ก ๆ ในหอศิลป์ย่านพระนคร ขณะตุลานั่งหลับตาอยู่หน้าคีย์บอร์ด สายน้ำหนักของเสียงทุกโน้ตสอดประสานกับลมหายใจ เธอปล่อยมือช้า ๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งจ้องมองจากประตูหลังสุดของห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปวิชญ์ยืนพิงประตู คนตัวสูงใส่เชิ้ตขาวแขนยาวเรียบร้อย แตกต่างจากนักดนตรีสาวที่รับบทบาทอยู่หน้ากลุ่มนักเที่ยวกลางคืน ตุลาลืมตาขึ้น เดินไปหยิบน้ำดื่มพลางถามเสียงเบา “มาทำอะไรดึกขนาดนี้?”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวอย่างลังเลก่อนนั่งลงบนม้านั่งตัวเดียว “อยากฟังเธอเล่นตอนไม่มีใครอยู่บ้างน่ะ” เสียงเขาเบา มีแววเหนื่อยล้าแฝงอยู่ “เราคุยกันได้ไหม?”
แววตาตุลาคมแฝงความระแวงใจ เธอเพิ่งกลับจากงานแสดงคอนเสิร์ตย่อม ๆ คนดูบางตาแต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความฝัน ตุลาวางขวดน้ำลงแล้วนั่งตรงข้าม “มีเรื่องอะไรเหรอ ปวิชญ์?”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ “พรุ่งนี้ฉันต้องไปดูงานที่จังหวัดอื่น อาจกลับช้า… ยาวเลยก็ได้” สีหน้าเขาเงียบและเศร้า เหมือนรู้ว่าไม่ได้เหลือทางเลือกมากนัก
ตุลานิ่งไปชั่วครู่ แรงปะทะภายในหัวใจเหมือนมีใครบีบ เธอหลบตาแล้วพูดคล้ายยอมรับชะตา “งั้น… ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”
เงียบระหว่างสองคนกินเวลานานจนปวิชญ์เอื้อมมือมาจับข้อมือตุลาคล้ายจะหาอะไรยึดเหนี่ยว ตุลาขืนทีแรกก่อนยอมปล่อยมือให้อยู่ในอุ้งมือของเขา
ผ่านไปอีกหลายวัน โลกของทั้งคู่อยู่ห่างกันโดยสิ้นเชิง ตุลาตื่นแต่เช้ามาตอบแชทแฟนคลับใหม่ ๆ ทำงานร้านกาแฟ กลางคืนรับจ้างเล่นดนตรีในผับ ขณะที่ปวิชญ์สวมหมวกเซฟตี้อยู่กลางไซต์งานต่างจังหวัด รายงานโปรเจกต์กับหัวหน้าทีมต่างชาติ
ทั้งคู่ติดต่อกันด้วยข้อความเสียงสั้น ๆ บางคืนมีวีดีโอคอล แต่หลาย ๆ ครั้ง ปวิชญ์อ่านแชทแล้วเงียบเป็นวัน ๆ ตุลาตอบรับอย่างเข้าใจใบหน้าดับแสงจอโทรศัพท์
ผ่านไปหนึ่งเดือน ความห่างเหินเริ่มเกาะกิน หญิงสาวไถข่าวสารจากมือถือ พบโพสต์รูปปวิชญ์กับหญิงสาวร่วมทีมวิศวะในมื้อเย็น เธอหยุดมือพลางกัดริมฝีปาก
เสียงแจ้งเตือนไลน์ดัง ตุลาชะงักแตะปลดล็อกจอตามสัญชาตญาณ ปวิชญ์ส่งรูปตึกที่กำลังก่อสร้าง พร้อมข้อความสั้น ๆ “คิดถึงนะ” มีอีโมจิเป็นรูปดาว
ตุลายิ้มบาง ๆ ก่อนพิมพ์กลับ “เหนื่อยไหม? อย่าลืมกินข้าวนะ” เครื่องหมายจุดไข่ปลาเป็นตัวแทนความอึดอัดที่เก็บไว้ลึก ๆ
คืนหนึ่งที่ผับกลางเมือง เสียงดนตรีดังกลบเสียงหัวใจกลุ่มลูกค้า ตุลาตัดสินใจร้องเพลงที่แต่งเองครั้งแรกบนเวที น้ำเสียงและเนื้อเพลงเหมือนเอาชีวิตช่วงนี้ไปเปลือยเปล่า ทุกถ้อยคำคือการไว้ใจ
หลังจากจบโชว์ เพื่อนร่วมวงแหย่ว่า “วันนี้พาลคิดถึงปวิชญ์ล่ะสิ? เขาฟังอยู่ที่นั่นหรือเปล่า?” ตุลายิ้มฝืน “เขาคงไม่ว่างหรอก” เสียงเธอแผ่วอย่างหนักแน่น
ปวิชญ์ในค่ำคืนนั้น เลิกงานดึกนั่งฟังเพลงผ่านหูฟังเก่า ๆ ที่ตุลาเคยให้ โคลงหัวเบา ๆ ขณะเปิดรูปในไลน์ เหม่อมองแชทที่คงไม่ได้รับคำตอบก่อนปิดหน้าจอเงียบ ๆ
ช่วงหนึ่ง ปวิชญ์กลับมาบ้าน เผชิญหน้ากับแม่ที่ถามไถ่เรื่องแต่งงานกับตุลาอย่างจริงจัง “แม่อยากให้ลูกมีอนาคตมั่นคงนะ คนเป็นนักดนตรี…จะดูแลกันไหวเหรอ?”
ปวิชญ์ลังเล เงียบ เหงื่อชื้นหน้าผาก “ตุลาเป็นคนขยัน…ผมเชื่อ” แต่เสียงเขาเองก็ไม่มั่นใจเต็มร้อย
วันต่อมา ตุลาถูกเจ้าของร้านปลดจากงานตอนเช้าเพราะยอดขายไม่ดี เธอเดินกลับบ้านกลางแดดร้อน มองฟ้าแล้วเหมือนตั้งคำถามกับชีวิตที่ยังไม่มีคำตอบ
เย็นวันเดียวกัน ขณะตุลานั่งทบทวนชีวิตอยู่ที่ริมแม่น้ำ ปวิชญ์โทรมา “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?” เสียงเขาเครียดเมื่อได้ยินว่าถูกไล่ออก
“แค่เหนื่อยนิดหน่อย ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ผ่านไปเอง” ตุลาตอบในน้ำเสียงที่หาเศษความหวังในตัวเอง
ปวิชญ์นิ่งไป “เรายังไหวไหม…กับแบบนี้”
ความเงียบระหว่างทั้งสองยืดยาว สุดท้ายตุลาพูด “แค่เรายังมีใจก็พอ…แต่ถ้าวันหนึ่งเธอพบว่าระยะทางยังมากเกิน ก็ไม่เป็นไรนะ”
สัปดาห์นั้น ปวิชญ์งานถาโถม ข้อความและโทรศัพท์เงียบเหงา ตุลาปล่อยน้ำตาหยดเงียบ ๆ บนหมอนตั้งใจว่า ถ้าเขายังไม่ตอบ จะลองเป็นฝ่ายตัดขาดก่อนถึงจะทรมานแค่ไหน
ระหว่างนั้น เพื่อนสนิทของตุลาเริ่มเข้ามาช่วยเหลือ คอยชวนไปซ้อมดนตรี หาโอกาสเล่นงานวัด วันหนึ่งระหว่างฝึกซ้อม เพื่อนถามหวยิตรง ๆ “ยังรักปวิชญ์ไหม?” ตุลายิ้มเศร้า “รัก…แต่ฉันเริ่มรักตัวเองมากขึ้น”
ปวิชญ์กำลังขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ สองวันก่อนถึงวันเกิดตุลา ในหัวคิดวนว่าควรกลับไปหาเธอดีไหม หรือปล่อยให้ความฝันพาแยกทางอย่างสงบ
ระหว่างทาง ปวิชญ์หยิบโทรศัพท์จะโทรหาตุลาหลายครั้งแต่ก็ลังเล วางสายก่อนจะกดโทรออกจริงๆ ในหัววนเวียนไปมาระหว่างความกลัวว่าจะเสียเธอ กับความฝันที่อยากสร้างชีวิตมั่นคง
ค่ำวันหนึ่ง ตุลานั่งเปียโนในห้องเช่า ฝันเฟื่องกับเสียงเพลงที่เธอหวังจะให้ปวิชญ์ได้ยิน สายโทรศัพท์ดังขึ้น เธอลังเลจะรับ ปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังซ้ำ ๆ ในที่สุดเธอรับสาย
“ตุลา…คิดถึง” เสียงปลายสายสั่นเครือ
“คิดถึงเหมือนกัน” หญิงสาวตอบ นิ้วมือเคลื่อนบนคีย์บอร์ดเบา ๆ
“เรายังเดินต่อด้วยกันไหวใช่ไหม?” ปวิชญ์เอ่ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลังเล
“ไม่รู้…แต่ฉันไม่ยอมปล่อยมือ ถ้าเธอยังจับอยู่”
ความเงียบไหลผ่านสายโทรศัพท์ ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะออกมาพร้อมน้ำตา
อีกไม่กี่วันถัดมา ปวิชญ์เดินมาตามเสียงเปียโนจนเจอตุลาที่ห้องซ้อมเดิม เขานั่งลงข้าง ๆ เธอ เหม่อมองคีย์เปียโน
“ขอโทษที่ทำเธอรู้สึกโดดเดี่ยว” ปวิชญ์พูดเบา ๆ
ตุลายิ้มบาง “ฉันเองก็ขอโทษที่บางทีเอาแต่ใจมากไป”
มือของทั้งสองประสานกัน แม้จะมีรอยแผลในใจ แต่แสงเช้าสาดกระทบผ่านหน้าต่างห้อง ความอบอุ่นบางเบาไหลผ่านใจทั้งสองดั่งระยะทางที่ไม่เคยมีอยู่จริง
เสียงเปียโนในห้องซ้อมเริ่มขึ้นใหม ่ดั่งประกาศชัยชนะของหัวใจที่อยากก้าวเดินไปพร้อมกัน แม้โลกข้างนอกจะแคบหรือกว้างเพียงใด ในท้ายที่สุด ระยะห่างระหว่างใจ คือสิ่งที่ทั้งคู่พร้อมจะเดินข้ามด้วยกัน