ฟ้าหลังฝนที่กรุงเทพฯ
เสียงฟ้าร้องก้องเหนือกรุงเทพฯ ยามเย็นน้ำท่วมขังไล่ตะวัน เจ้าหน้าที่พนักงานออฟฟิศต่างเร่งรีบกลับบ้าน ยกเว้นลลนา หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดที่ยังนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ นิ้วชี้ค้างอยู่บนแป้น Return แต่ใจวูบอยู่กับหน้าต่างฝ้าไอน้ำ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ธีร์ รุ่นน้องแผนกไอทีเดินเข้ามาช้า ๆ ถือกล่องชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ “แผนกพี่ไฟดับครับ” น้ำเสียงของเขาเรียบเย็นและดูห่างเหิน ลลนาไม่กล้าสบตา แค่พยักหน้าเบา ๆ
ธีร์ก้มซ่อมปลั๊กไฟอยู่ใต้โต๊ะ เสียงสายฝนกระทบหลังคา สองคนต่างเงียบไปพักใหญ่ ก่อนที่ลลนาจะกระแอม “…เมื่อคืนพอได้หลับบ้างไหมคะ?”
ธีร์ชะงัก แต่ยังง่วนกับปลั๊กไฟ “ไม่ค่อยครับ…ฝนตกเสียงดัง”
เงียบอยู่อีกสักพัก ก่อนธีร์จะหยิบเทปพันสายไฟขึ้นมา “แต่ผมชอบฝนนะ มันทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนได้” เขาถอนหายใจ ลุกออกจากใต้โต๊ะมาสบตาเธอเป็นครั้งแรก
ลลนาไม่กล้าถามต่อ พลันสายตาเหลือบเห็นข้อมือของธีร์เป็นรอยแผลจาง ๆ แต่เธอกลืนคำถามไว้และยิ้มจาง ๆ แทน
วันรุ่งขึ้น ถนนลาดพร้าวยังคงเปียกชื้น ลลนาเดินผ่านร้านกาแฟประจำ เห็นธีร์ยืนรอคิว เธอตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้
“วันนี้รถติดมากเลยนะคะ” ลลนาเริ่มก่อน
ธีร์เหลือบตามอง เงียบไปอึดใจ “ครับ … แต่ผมก็ชอบเดินฝ่าสายฝนนะ มันเหมือนซักความเหนื่อยออกไปได้บ้าง”
ลลนายิ้ม เขาไม่เหมือนใครในออฟฟิศที่เอาแต่บ่น
ทั้งสองเดินกลับมาที่ออฟฟิศด้วยกันครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงรองเท้าย่ำบนพื้นเปียกฝนเป็นจังหวะ
ช่วงสองสัปดาห์หลังมานี้ ลลนารู้สึกว่าตัวเองแปลกไป เธอเผลอมองหาเงาของธีร์ในที่ประชุม ทั้งคู่แทบไม่เคยคุยอะไรกันยาว ๆ แต่ความเงียบกลับทำให้ทุกอย่างดูน่าติดตาม
วันศุกร์หนึ่งทีมงานจัดเลี้ยงเล็ก ๆ ในร้านอาหารใต้ตึก ธีร์นั่งเงียบอยู่ริมสุด เหมือนตั้งใจเหม่อไปทางฝนตกนอกร้าน เสียงหัวเราะและแสงไฟไม่สามารถเข้าถึงเขาได้
ลลนาเดินมานั่งข้าง ๆ พยายามชวนคุย “ไม่สนุกเหรอคะ?”
“อืม … ผมไม่ค่อยถนัดวงเหล้า วงขำอะไรแบบนี้”
“ทำไมล่ะคะ?” เธอฟังเสียงเขิน ๆ จริงจัง
ธีร์สบตา เหมือนลังเลจะพูดหรือไม่ “บางทีมันง่ายกว่าที่จะอยู่คนเดียว”
ลลนาเงียบไป ไม่อยากเซ้าซี้ เธอลุกเดินออกมาหน้าร้าน ลมหอบน้ำฝนเข้ามา ธีร์ตามมาติด ๆ สองคนยืนมองถนนเปียกเงียบ ๆ
ธีร์พูดเบา ๆ ไม่มองหน้า “พี่ลลนา … พี่เคยกลัวอะไรไหมครับ”
ลลนาแค่พยักหน้า “กลัวเยอะมากเลยล่ะ … กลัวผิดหวัง กลัวเสียคนที่รักไป … กลัววันฝนตกแล้วไม่มีใครกลับบ้านด้วย”
ธีร์อมยิ้มบาง ๆ มองลึกเข้าไปในตาเธอ “เหมือนกันครับ”
เมื่อลลนากลับถึงบ้าน เธอคิดวนว่าอะไรดึงให้เธอสนใจผู้ชายใจเย็นที่ดูเหมือนเก็บอะไรไว้ลึก ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ที่เธอเคยเจอ
อีกไม่กี่อาทิตย์ ทีมต้องทำงานร่วมกันมากขึ้นเพื่อโปรเจกต์สำคัญที่เสี่ยงจะไม่สำเร็จ เสียงบ่น เสียงงอแงในออฟฟิศดูจะมากขึ้นกว่าเดิม
ลลนาสังเกต ธีร์มีวิธีแก้ปัญหาแปลก ๆ ไม่ปะทะอารมณ์ ไม่ใช้อารมณ์ตอบโต้ แต่มักเลือกจะถอยห่างและทำงานเงียบ ๆ เธอเลยต้องเดินเข้าไปปรึกษาเรื่องระบบไฟล์เซิร์ฟเวอร์
ลลนา: “ถ้าเราแก้ระบบตามที่ธีร์เสนอ บางทีมันอาจจะเสี่ยงไปนะ”
ธีร์: “ผมรู้ … พี่กลัวหัวหน้าว่าใช่ไหม”
ลลนา: “ก็… ใช่ค่ะ พี่ผิดมาเยอะแล้ว ทุกครั้งหัวหน้าจะโทษแต่พี่”
ธีร์: “บางทีมันก็ต้องเสี่ยงนะครับ ถึงจะรู้ว่าอาจผิดอีกก็เถอะ…แต่ถ้าไม่เปลี่ยน ทุกอย่างก็เหมือนเดิม”
ลลนาหยุดคิด คำพูดของธีร์ย้อนเข้ามาในใจเธอยามค่ำ ก่อนนอนโดยไม่รู้ตัว
วันถัดมา ธีร์ทำงานล่วงเวลาอยู่คนเดียว ลลนาเดินผ่านและหยุดส่งแก้วกาแฟเย็นให้ “เหนื่อยมากไหมวันนี้?”
ธีร์มองกาแฟแต่ไม่รับในทีแรก “ผมไม่กินกาแฟหลังสี่โมง”
“งั้นถือว่าให้เป็นกำลังใจแทนละกัน”
ธีร์รับไว้ สายตาซึ้งกว่าทุกที
โปรเจกต์เริ่มมีปัญหาหนักกว่าเดิม ลูกค้าขู่จะถอนตัว หัวหน้ากดดันจนลลนาเริ่มนอนไม่หลับ ในที่ประชุมเสาร์เช้า ธีร์ตัดสินใจปกป้องลลนาโดยเสนอว่า ตัวเองเป็นคนตัดสินใจเรื่องเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด
หลังจากประชุมจบ ลลนาเดินไปหาเขาเงียบ ๆ ในลานจอดรถ
“ธีร์… ขอบคุณนะคะที่ช่วยพี่ แต่พี่ไม่อยากให้ธีร์แบกอะไรคนเดียว อะไรที่ผิดเป็นความผิดพี่เอง”
ธีร์หยุดเดิน หันกลับมา “ทุกคนก็มีอดีตผิด ๆ เหมือนกันแหละครับ บางทีก็ต้องเรียนรู้จะให้อภัยตัวเองบ้าง”
ลลนานิ่งงัน สุดท้ายเธอก็ร่ำลาอย่างอึมครึมหัวใจ
ระยะหลังธีร์เริ่มเว้นระยะห่าง สองคนไม่ค่อยมีโอกาสคุยตรง ๆ ทุกครั้งที่ลลนาเดินเข้าใกล้ เขาจะเฉไฉไปทำเรื่องอื่น มีแต่ความเงียบถาโถมแทนอ้อมกอดที่ไม่มี
ลลนาเริ่มกลัวใจตัวเอง เพราะเธอรู้สึกเหมือนกำลังจะเสียบางอย่างสำคัญออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
ช่วงนี้ธีร์ดูหมกมุ่นทำแต่งาน ไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมใดเลย ลลนาลังเลอยู่หน้าประตูห้องไอที ก่อนกลั้นใจเคาะ
“ว่างไหมคะ… พี่อยากคุยเรื่องงาน” แต่จริง ๆ เธอแค่อยากเห็นหน้าเขา
ธีร์: “เข้าได้ครับ”
ลลนานั่งลงตรงข้ามเขา หัวใจเต้นรัว เธอมองแววตาเศร้าของธีร์แล้วพูดเบา ๆ “ธีร์ยังโกรธพี่รึเปล่า…ที่วันนั้นพี่ปล่อยให้ธีร์ปกป้อง ทั้งที่มันผิดหลักการสุด ๆ”
ธีร์ส่ายหน้า “ผมไม่ได้โกรธ…แต่ผมกลัวจะผิดหวังซ้ำอีก พี่เข้าใจไหมครับ ผมเคยเชื่อใจใครแล้วผลคือผิดหวังแรงมาก มากจนผมไม่กล้าคิดถึงความสัมพันธ์ทุกแบบอีก”
ลลนาเงียบ ซึบซับคำพูดนั้น เธอไม่กล้าฝืนพูดอะไรต่อ
ช่วงโปรเจกต์ถึงจุดวิกฤต ธีร์ลาป่วยหลายวัน จนทีมเริ่มวุ่นวาย ลลนาเองต้องรับมือกับหัวหน้าที่เครียด ในค่ำคืนฝนตกหนัก เธอนั่งอยู่ที่ออฟฟิศคนเดียว เสียงสายฝนเป็นเพื่อน
จู่ ๆ ข้อความจากธีร์ขึ้นแวบ “พี่ลลนา ผมดูแลตัวเองบ้างนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักพี่นะครับ ขอโทษถ้าผมทำอะไรให้พี่เสียใจ”
ลลนาพิมพ์ตอบช้า ๆ แต่น้ำตากลับไหลช้า ๆ ก่อนจะทันกดส่งข้อความ
สามวันถัดมาโปรเจกต์ล่ม หัวหน้าไล่ลลนาไปอยู่งานแบ็กออฟฟิศ เธอนั่งนิ่งในห้องพักฟื้นพร้อมเอกสารปึกใหญ่ รู้สึกเหมือนหลงทางในชีวิต
ในวันที่เธอสิ้นหวัง ธีร์กลับเดินเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้มหม่น ๆ “ออฟฟิศนี้มันเศร้าเหมือนวันฝนตกทั้งปีเลย…แต่พี่อยากกลับไหม ผมกำลังจะลาออกเหมือนกัน”
ลลนาหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา “ทำไมธีร์ถึงกล้าที่จะเดินออกไป…ทั้งที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน”
ธีร์ถอนหายใจ “กลัวครับ…แต่กลัวมากกว่าถ้าต้องอยู่ซ้ำกับสิ่งที่เราไม่อยากเป็น”
ลลนานั่งฟังคำสารภาพตรง ๆ แต่ไม่รู้จะตอบอะไรดี
หลังจากนั้นทั้งสองเริ่มเจอกันน้อยลง ชีวิตต้องเดินคนละเส้นทาง ธีร์ไปสมัครงานใหม่ ลลนาเริ่มฝึกงานสายวิชาชีพใหม่ด้วยทุนเล็ก ๆ จากการช่วยเหลือตัวเอง เธอเพิ่งรู้ว่าฝันแท้จริงของเธอเองคืออะไร
ผ่านไปสามเดือน วันหนึ่งฝนตกหนัก ลลนาเดินเข้าไปในร้านกาแฟเล็ก ๆ เห็นธีร์นั่งอยู่มุมร้าน สองคนสบตากันเงียบ ๆ ก่อนธีร์เรียกเธอเบา ๆ
“พี่ลลนา …เวลาผ่านไปเร็วเหมือนสายฝนเนอะ” เขายิ้มเศร้า
ลลนาหัวเราะทั้งน้ำตา ช้า ๆ จึงกล้าพูดความจริง “พี่คิดถึงธีร์…แต่พี่ยังกลัวเหมือนเดิม”
ธีร์พูดยืดยาวในที่สุด “ผมเองก็กลัว แต่…ถ้ากลับมาเริ่มใหม่สักครั้ง เราลองช่วยกันได้ไหมครับ ผมไม่เคยเชื่อว่าจะให้อภัยตัวเองได้ จนได้รู้จักพี่”
ในห้วงซึ้งใจสายฝน ลลนาเอื้อมมือสัมผัสแก้วกาแฟเขาแทนการสัมผัสมือ ธีร์ยิ้มเศร้า ๆ แต่อ่อนโยน ความรักของทั้งคู่ไม่ใช่การสมหวังในทันที แต่เป็นการเลือกจะให้อภัยตัวเอง และเดินไปข้างหน้าร่วมกันช้า ๆ ในเมืองใหญ่ที่ฟ้าหลังฝนนั้นสดใสกว่าทุกวัน