คืนสุดท้ายบนสะพานปีกแมลงทับ
เสียงน้ำกระแทกผาเบาๆ กึกก้องอยู่ใต้สะพานไม้แคบที่ขึงด้วยเหล็กกล้า หัวค่ำในเมืองเล็กชื่อ ‘ศิขราริมผา’ อากาศเย็นและลมหอบแน่นิ่งเหมือนโลกหยุดหายใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปลายสะพานฝั่งหนึ่งมีขวดโหลแก้ววางรวมกันอยู่ สี่คนทยอยหยิบขวด แตะนิ้วใส่พันธะสัญญาแบบเด็กๆ ใจจริงไม่มีใครเป็นเด็กอีกต่อไป
วายุ ใส่หมวกแก๊ปเก่า แววตาแข็งๆ พึมพำกับตัวเองขณะปาเศษกระดาษลงโหลแล้วหันไปมองอีกสามคน “คืนนี้มีแต่คนกล้าจริงหรือเนี่ย?” เสียงแหย่ แต่สายตาซ่อนร่องรอยหวาดระแวง
ชบา ตาโต ตัดผมสั้น แน่นิ่งกว่าปกติ เธอยิ้มที่มุมปาก ยื่นริมขวดไว้ใกล้หน้า “ถ้าไม่กล้าเล่น นายก็กลับบ้านไปได้เลยวายุ”
ตฤณ ตัวสูงใหญ่ เอนตัวซบราวสะพาน “ใจอยากกลับ แต่ถ้าฉันไปก่อน เดี๋ยวพวกแกเอาความลับฉันไปโพสต์ลงกลุ่มอีกสิ” เขายักไหล่เล่นแต่เส้นเสียงสั่นๆ
นับดาว นั่งขัดสมาธิ สวมแว่นรอบ หน้าซีดอยู่เงียบๆ ดวงตาเล็กใต้เงาแว่นมองรอบกระวนกระวาย “งั้น…คืนนี้ใครกล้าเริ่มก่อน?”
เงียบ ค่ำคืนคลุ้งฝุ่นและไอเย็นจนเสียงแมลงปีกแข็งก้อกแก๊กใต้สะพานกลายเป็นเสียงเดียวกับเสียงหัวใจ
วายุหยิบกระดาษออกจากโหล อ่านช้าๆ “กล้าเดินไปสุดสะพานคนเดียว…แล้วกลับมาพร้อมของบางอย่างจากปลายทาง”
ไม่มีใครพูด ทำไมเด็กพวกนี้คืนสุดท้ายก่อนจบม.6 ยังต้องมาเล่นเกมไรสาระแบบนี้ เฉพาะคืนที่สะพานปีกแมลงทับเพิ่งมีข่าวเด็กหายไปโดยไม่มีใครหาเจอเป็นครั้งที่สาม
วายุช้อนตาขึ้น มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มดูถูก “พวกแกคงกล้ากว่าฉันสินะ…” วางกระดาษลง จ้องชบานิ่งๆ
ชบายกคิ้ว ขยับขนตาเป็นจังหวะ “แล้วจะรู้ไปว่าวายุคนไหนกล้าจริง”
เขาพยักหน้า สูดหายใจลึกแล้วค่อยๆ ก้าวเท้าไปตามสะพาน เงาเคลื่อนไปกับไฟฉายในมือ
สายลมพัดแรงขึ้นจนกระป๋องข้างเท้ากริ่งกลิ้ง เงาร่างวายุขาดสะบั้นเป็นสองส่วนในแสงไฟ
“หมอนั่นบ้ารึเปล่า” ตฤณกระซิบ ได้ยินเสียงในลำคอ “พวกเราหยุดก็ได้นะ”
“คนอื่นก็อยากลองของเหมือนกัน” นับดาวพูดเบาๆ แต่เสียงแข็ง กลบรอยกลัว
หลังสิบนาที วายุกลับมา ใบหน้าซีดเหงื่อ หัวเข่าถลอก มือกำสิ่งของแวววาว—เศษปีกแมลงทับยักษ์สีเขียวอมฟ้า
“มันติดอยู่ในร่องไม้ฝั่งนั้น…” เขายื่นให้ดู
คืนนั้นห้องเย็นขึ้น เงากระพือปีกดังกว่าก่อน เด็กสี่คนโยนของขลังกันไปมาก่อนตัดสินใจเล่นเกมต่อ
“ฉันต่อ” ชบาพูดแล้วหยิบกระดาษอีกใบขึ้นมาอ่าน สีหน้าแข็งทื่อ
“สารภาพความผิดที่ยังไม่เคยบอกใคร”
เงียบลงกะทันหัน ตฤณเหล่ตามองนับดาว ต่างคนต่างนิ่ง
ชบากลืนน้ำลายแรงจนได้ยินเสียงพลิกกระดูก “วันนั้น…วันนั้นที่พวกเราตามหาน้องฝน ฉันเห็นเธอแอบร้องไห้หลังต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ แต่ฉันไม่กล้าเข้าไป” เงียบอยู่อีกชั่วอึดใจ “ฉันบอกคนอื่นว่าฉันไม่เห็น ทั้งที่รู้”
เธอไม่สบตาใคร มือขยำข้างลำตัว
“แล้วทำไมถึงไม่พูดตอนนั้น” นับดาวโพล่งออกมา เสียงสั่น
“ฉัน…กลัว” ชบาสั่นเครือ “กลัวจะผิดเอง กลัวจะโดนโทษ…”
ตฤณเอื้อมแตะแขนเบาๆ แต่ชบาสะบัดออก เงาหนาของฝ่ามือทับลงรอยน้ำตาค้างอยู่ในตาวิบวับ
ไฟจากมือถือวายุวูบไหวเล็กน้อย “เอาเถอะ ทีนี้ถึงคิวตฤณ”
กระดาษใบใหม่ถูกหยิบขึ้นด้วยมือสั่น
จู่ๆ เสียงปีกกระพือสนั่นขึ้นจากใต้สะพาน วายุชะโงกดูแล้วเงาตะคุ่มๆ แลบขึ้นมาถึงขอบไม้
“พวกเราเห็นมั้ย…?” นับดาวกระซิบกลัวจนฟันกระทบกัน
“สงสัย…จะเป็นเจ้าถิ่น” วายุฝืนหัวเราะ แต่เสียงแตกพร่า
เงานั้นสงบลง ตฤณอ่านโจทย์เกมส์ต่อ “เอาของสำคัญที่สุดในตัวมาแลก”
ตฤณล้วงเอาสร้อยหินขุ่นๆ สีดำอันเก่า กำแน่นจนเหงื่อโชก “นี่ของพ่อ…ฉันไม่อยากเสียมัน” เขามองเพื่อนๆ น้ำตาเอ่อ
“จะไม่แลกก็ได้ ไม่ผิดกติกา” ชบาเอ่ยเสียงแผ่ว
“แต่ถ้าไม่ทำ…จะคอยหลอนใจว่าวันนี้ยังแพ้สิ่งที่กลัวอยู่” ตฤณกระซิบ ใส่สร้อยลงในขวดโหลช้าๆ มือสั่น
เสียงแมลงบินโฉบบังแสงไฟ ร่างแต่ละคนเหมือนถูกฝังในความมืดทีละน้อย
“นับดาว ถึงคิวเธอแล้ว” วายุหันไป แตะหลังเพื่อนเบาๆ
นับดาวเงียบเกินกว่าปกติ เลือนแววในตาเหมือนเห็นภาพไกลสุดสะพาน
“ฉัน…ฉันขอไม่เล่นได้มั้ย” เธอเบาเสียง “ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องวันนั้น”
“แต่ทุกคนก็ผ่านมาแล้ว” วายุพยายามอ่อนโยนเสียงเล็กลง “ถ้าไม่ได้พูด…มันจะอยู่กับเธอตลอดไปนะดาว”
นับดาวน้ำตารื้น ริมฝีปากสั่น “วันนั้นฉันเห็นน้องฝนข้ามสะพานนี้ตอนดึก ฉันได้ยินเธอร้องไห้…แต่กลัวมาก เลยทำเป็นหลับในบ้าน ไม่กล้าแจ้งใคร”
เงียบอีกครั้ง ลมพัดริมผา เสียงปีกแมลงเพลียสะพานไปถึงหัวใจทุกคน
“อย่างน้อย…คืนนี้เราก็ได้พูดมันออกมาแล้ว” ชบาดันแว่นนับดาวขึ้นเบาๆ เพื่อนหญิงสะอื้นในอ้อมกอดเพื่อน
ข้างล่างสะพาน แสงสีเขียววาบขึ้นแวบเดียว ก่อนเงาดำจะหลุดออกจากน้ำเป็นรูปร่างสูงผิดมนุษย์
ตฤณขยับไปด้านหลังอย่างระแวดระวัง กระซิบสั่น “พวก…นั่นมันอะไร?”
ร่างเงาโผขึ้นสะพาน ราวกับปีกจงใจกางคลุมสี่วัยรุ่นกลางสะพาน ไม่มีใครกล้าขยับ เสียงหัวใจทุกคนเต้นระรัว
“อย่ายืนใกล้ขอบสะพาน!” วายุร้องเสียงสูง ขยับทุกคนถอยเข้าหากันจนขาแทบชนกัน
สิ่งที่โผล่ออกมาไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ หน้าตามืดมัว ปีกมันสะท้อนแสงจันทร์จนเหมือนแมลงยักษ์ในตำนาน
“มองตาฉัน…” เงาพูดเสียงต่ำ หนักแน่น “มอบความลับของใจ มอบของรัก แลกกับคืนที่ปลอดภัย”
ตฤณลุกขึ้นยืน ตัวสั่นแต่จ้องกลับ “เรา…มอบหมดแล้ว คืนนี้อย่าเอาอะไรไปจากเราอีก”
เงานั้นนิ่งมองแต่ละคน น้ำตาชบาสะบัดร่วงลงบนไม้กระดาน วายุรัดหมวกแน่นจนเนื้อแน่นขาว
แสงเขียวเริ่มจางของสิ่งลี้ลับ เมฆหมอกลงปกคลุมสะพาน พวกเขาทั้งสี่รวบรวมใจไว้กลางอก
“อยากอยู่กับความลับ…หรืออยากก้าวข้ามมันไป?” เสียงปานกลางของสิ่งนั้นถามขึ้นอีก
“เราอยากให้อภัยตัวเอง” นับดาวพูดย้ำช้าๆ สุ้มเสียงมั่นคงขึ้นจากเมื่อครู่
ปีกนั้นงอแนบตัว ค่อยๆ หายกลับลงไปในเงาและเสียงน้ำพลุ่งพล่านใต้สะพาน เงียบสนิทจนได้ยินเสียงหายใจสี่ชีวิต
ทุกคนทรุดนั่ง ร้องไห้เงียบๆ ความหนักอกคลี่คลายเหมือนลมริมผาผ่านไปถึงวันใหม่
แสงแรกของเช้าส่องลงบนสะพาน วายุปลดหมวก ชบาเดินนำเพื่อนกลับบ้าน ตฤณมองสร้อยตัวเองในขวดโหลสลัวๆ ส่วนนับดาวหันหลังกลับมามองฝั่งเดิมอีกครั้ง
“คืนนี้…เราไม่แพ้ใจตัวเองแล้วใช่มั้ย” ชบากระซิบ
เงียบ ทุกคนเดินข้ามสะพานไป ทิ้งขวดโหลนั้นไว้ เศษปีกแมลงทับพราวแสงจางๆ กลางสายหมอก
พวกเขาไม่ได้รับคำตอบจากสิ่งลี้ลับ แต่รู้ดีว่าจะไม่มีใครกลับมาเหมือนเดิมอีก
คืนสุดท้ายบนสะพานปีกแมลงทับ—คือคืนที่ทุกคนเติบโตขึ้น และให้อภัยอดีตของตัวเอง