เสียงกระซิบจากตึกเก่า
เสียงฝีเท้าที่ลากไปตามพื้นกระเบื้องแตก ๆ ในโถงทางเดินเก่าดังแว่วในความเงียบ รินทร์หยุดก้าว รู้สึกได้ถึงอากาศเย็นวาบที่ไม่มีเหตุผล ท่ามกลางช่วงปิดเทอมที่ควรสงบ มหาวิทยาลัยกลับเงียบเชียบ ตึกคณะมนุษยศาสตร์ถูกปิดเพราะซ่อมแซมมาเกือบปีแล้ว แต่วันนี้ รินทร์และเพื่อนอีกสามคนต้องเข้าไปช่วยอาจารย์ขนของเก่าย้ายออกจากห้องเก็บเอกสารบนชั้นสี่ ตึกสูงสี่ชั้นที่ใคร ๆ ลือกันว่า มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ตั้งแต่ก่อนมหาวิทยาลัยจะถือกำเนิด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใจคอพี่จะเข้าไปจริง ๆ เหรอ?” มิ้นท์เดินตามหลังมาอย่างลังเล สะพายกระเป๋าผ้าสีหม่น มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์แน่น “มันปิดสิบปีแล้วนะรินทร์ เขาว่ากันว่า…”
“เลิกเชื่ออะไรไร้สาระเหอะ” อาร์ตขัดขึ้น เสียงเขาห้วนแต่ฟังดูเหมือนกลบเกลื่อนความกลัวของตัวเอง “ก็แค่ตึกเก่า พวกเรามากันสี่คน ใครจะกล้าทำอะไร”
“แล้วถ้าคนที่อยู่ในนั้น ไม่ใช่คนล่ะ?” ต่ายกระซิบเบา ๆ ดวงตาเล็กเหลือบไปที่หน้าต่างกระจกฝ้าข้างบันได เธอยืนชิดกำแพง ราวกับกลัวอะไรบางอย่างจะพุ่งออกมา
รินทร์ถอนหายใจ เดินนำขึ้นบันได เสียวแปลบในท้องเหมือนทุกก้าวที่สูงขึ้นจะพาไปใกล้บางสิ่งที่มองไม่เห็น พวกเขาขึ้นไปถึงชั้นสี่ ประตูเหล็กสนิมปิดรับแสงแดดบ่ายเอาไว้ รินทร์ดันประตู เสียงเหล็กครูดลากยาวเหมือนเสียงครางอ่อน ๆ ดังสะท้อน
ห้องเก็บของเต็มไปด้วยกลิ่นอับ มีกล่องเอกสารเก่าซ้อนกันสูงจนแทบขยับตัวไม่ได้ อาจารย์หญิงวัยกลางคนยืนรออยู่แล้ว “ขอบใจนะทุกคน พอขนกล่องพวกนี้ไปหมดแล้วจะได้ล็อกห้องนี้ถาวร” เธอยิ้มจาง ๆ แต่รินทร์สังเกตเห็นความเหนื่อยล้าและบางอย่างในแววตาอาจารย์—เหมือนคนที่ไม่อยากอยู่ที่นี่นาน
ขณะขนของ เสียงกระซิบเบา ๆ ดังแทรกขึ้นมาเหมือนลมพัดผ่านหู รินทร์สะดุ้ง เงี่ยหูฟังแต่เพื่อนทุกคนดูไม่สนใจ รินทร์คิดว่าอาจหูแว่วเพราะความกลัวที่ตนเองไม่ยอมรับ
กล่องใบหนึ่งหล่นลงกับพื้น เอกสารกระจาย ต่ายก้มเก็บพลางหยุดนิ่งเมื่อเจอแฟ้มเก่าปกขาดที่ไม่มีชื่อกำกับ “อันนี้ของใคร?” เธอถามเสียงเบา รินทร์รับมาดู ในแฟ้มมีรูปถ่ายขาวดำหลายใบ เป็นกลุ่มคนในชุดนักศึกษาเก่าแก่ ภาพหนึ่งมีหญิงสาวยืนนิ่งอยู่ในเงามืดตรงบันได รินทร์รู้สึกเหมือนเธอกำลังจ้องตอบ
อากาศในห้องอึดอัดขึ้นทันที ราวกับทุกคนรับรู้ถึงความผิดปกติในรูปถ่าย มิ้นท์กัดปากแน่น “ไปเถอะ เก็บของเสร็จแล้วอยู่นานกว่านี้ไม่ดี”
เสียงกระซิบกลับมาดังใกล้กว่าเดิม คราวนี้อาร์ตได้ยินเช่นกัน เขาหันขวับ “มีใครพูดอะไรมั้ย?”
ทุกคนเหลียวมองหน้ากัน ต่ายเริ่มร้องไห้เบา ๆ อาจารย์รีบเร่งให้รีบขนของลง รินทร์รู้สึกเหมือนเงาในห้องขยับได้ มุมตาเห็นอะไรลาง ๆ วูบผ่านหน้าต่าง แต่เมื่อหันไปมองกลับไม่มีอะไร
ขณะเดินลงบันได อาร์ตหยุดกะทันหัน “เมื่อกี้เห็นผู้หญิงยืนอยู่บนชั้นห้า…”
“ชั้นสี่คือสุดยอดแล้ว ไม่มีชั้นห้า” มิ้นท์พึมพำเสียงสั่น เธอไม่กล้าเงยหน้ามองบันไดต่อ
คืนนั้น ฟ้าฝนตั้งเค้ามืดครึ้มอย่างไร้เหตุผล ทั้งสี่คนตัดสินใจกลับหอพักด้วยความอึดอัด รินทร์กลับมานั่งบนเตียง พยายามลบภาพหญิงสาวในรูปถ่ายออกจากหัว แต่เสียงกระซิบแผ่วเบาเริ่มดังแทรกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น—เหมือนเสียงกำลังเล่าเรื่องราวบางอย่างที่เขาฟังไม่ออก
อาร์ตโทรมาหา “เมื่อคืนฝันเห็นห้องเก็บของ มีคนเดินวนอยู่ข้างในแต่ไม่มีหน้า”
“หยุดพูดถึงเถอะ” รินทร์กระซิบ พยายามไม่ให้เสียงสั่น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบห้องตนเองอย่างหวาดระแวง
วันรุ่งขึ้น มิ้นท์หายตัวไป เพื่อนทุกคนช่วยกันตามหาแต่ไม่พบ อาจารย์แจ้งความแต่ตำรวจทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน รินทร์กับต่ายตัดสินใจแอบย้อนกลับไปที่ตึกตอนกลางคืน หวังหาหลักฐานหรือร่องรอยบางอย่าง
ลมเย็นกราวผ่านโถงทางเดิน มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร นาฬิกาบอกเวลาตีสอง ต่ายจับมือรินทร์แน่น “เราว่าได้ยินเสียงอะไรข้างบน…”
เสียงฝีเท้าลากยาวเบา ๆ ดังขึ้นข้างหลัง ทั้งสองกลั้นหายใจ หันขวับ—ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เงาในมุมอับขยับไหวเหมือนกำลังซ่อนอะไรไว้
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น เป็นภาษาแปลกประหลาดที่ทั้งสองฟังไม่รู้เรื่อง แต่รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดและความอ้างว้างปะปนอยู่ เสียงนั้นนำพาให้ทั้งสองเดินขึ้นไปที่ห้องเก็บของชั้นสี่
ประตูห้องถูกเปิดอ้าไว้ ทั้งคู่ลังเลอยู่นานก่อนจะก้าวเข้าไป ข้างในเงียบสนิท มีกล่องเอกสารเก่าถูกเปิดค้างอยู่ รูปถ่ายหญิงสาวในเงามืดวางอยู่กลางห้อง รอบ ๆ มีเศษกระดาษเก่า ๆ กระจัดกระจาย รินทร์หยิบขึ้นมาอ่าน เห็นแต่ชื่อที่ถูกขีดฆ่า ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนคนเขียนต้องการลบอะไรบางอย่างออกจากความทรงจำ
ต่ายขยับไปที่หน้าต่าง มองลงไปข้างล่าง “ที่พื้นมีรอยเหมือนของหนักถูกลาก…” เธอพูดแผ่ว รินทร์เดินไปดูบ้าง เห็นรอยนั้นทอดยาวออกไปนอกห้องตรงไปยังอีกฝั่งของตึก
ขณะนั้นเอง เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้เบา ๆ มุมห้องเริ่มมืดลึกขึ้น เงาหญิงสาวในรูปค่อย ๆ ปรากฏในเงามืดด้านหลังราวกับจะก้าวออกมา ต่ายถอยหลังไปชนผนัง ดวงตาโตเบิกโพลง รินทร์ก้าวถอยช้า ๆ มือกำแฟ้มเอกสารแน่น
“ข…ขอโทษ…” เสียงต่ายแตกพร่า เงานั้นหยุดนิ่ง ก่อนจะหายวับไปกับความมืด
ทันใดนั้น ประตูห้องปิดลงอย่างแรง ทั้งสองรีบวิ่งไปดึงประตูแต่ขยับไม่ออก เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังวนรอบห้อง เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
ในขณะที่ตื่นตระหนก รินทร์สังเกตเห็นเอกสารแผ่นหนึ่งตกอยู่ใต้โต๊ะ ในแผ่นนั้นมีข้อความสั้น ๆ “ขอโทษ ฉันไม่อยากถูกลืม” รินทร์เริ่มปะติดปะต่อกับเรื่องเล่าที่เคยได้ยินซึ่งไม่เคยมีใครพิสูจน์—หญิงสาวนักศึกษาในอดีตที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในช่วงปีแรกที่ตึกนี้สร้างเสร็จ ไม่มีใครพบศพ ไม่มีใครพูดถึงอีกเลย
ต่ายร้องไห้สะอื้น รินทร์พยายามตั้งสติ “เธออยากให้เรารู้…” เขาเอื้อมมือไปแตะรูปถ่าย จังหวะนั้นเงาในห้องหยุดขยับ ความเย็นแผ่ซ่านเหมือนถูกจ้องมองจากทุกมุม เสียงกระซิบแผ่วเบาลงเป็นเสียงเดียว “อย่าลืมฉัน…”
ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ ทั้งสองคนทะลึ่งพรวดออกมา หัวใจเต้นแรง ต่างจ้องหน้ากันด้วยความตกใจและโล่งอกปนกัน รินทร์หยิบรูปถ่ายกับแฟ้มเอกสารติดมือมาด้วย
วันต่อมา อาร์ตโทรมาหาเสียงสั่น เขาเห็นมิ้นท์นั่งอยู่ในเงามืดหน้าห้องพักของตน แต่พอเปิดไฟกลับไม่มีใครเลย รอยเปียกบนพื้นเหมือนมีใครเดินลากขาอยู่ รินทร์เริ่มเชื่อว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกับหญิงสาวในรูป
รินทร์กลับไปที่ตึกเก่าอีกครั้ง คราวนี้ไปคนเดียว เขาเดินขึ้นบันไดทีละก้าวด้วยใจสั่น ภาพหญิงสาวในรูปปรากฏขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งนี้ตึกเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงใด ๆ แม้แต่เสียงลมหรือฝีเท้า ทุกอย่างนิ่งค้างเหมือนถูกกดทับด้วยน้ำหนักบางอย่าง
เขาเดินเข้าไปในห้องเก็บของ วางรูปถ่ายและแฟ้มเอกสารไว้กลางห้อง “ขอโทษที่ไม่มีใครจำได้…” เขาพูดเสียงต่ำ ชั่วขณะหนึ่ง เหมือนมีเงาเคลื่อนไหวรอบห้อง เสียงกระซิบแผ่วเบาส่งท้าย “ขอบใจ…”
ทันใดนั้น มิ้นท์ปรากฏตัวขึ้น เธอเหมือนคนละคน ดวงตาเหม่อลอย รินทร์รีบเข้าไปประคอง “มิ้นท์!” เธอร้องไห้ ไม่พูดอะไรนอกจากคำว่า “ขอโทษ… ขอโทษ…” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ต่ายและอาร์ตรีบตามเข้ามาในห้อง ทุกคนอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เสียงร้องไห้ของหญิงสาวในอดีตดังซ้อนเข้ามาในห้อง เงานั้นคลี่คลาย เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเศร้าอันหนักอึ้ง
หลังเหตุการณ์นั้น ตึกถูกล็อกถาวร ไม่มีใครเข้าไปอีก แต่ในคืนฝนตกหนัก จะมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังแทรกในความเงียบ ฟังคล้ายเสียงร้องขอความทรงจำจากใครคนหนึ่งที่ถูกลืมไปตลอดกาล