เสียงสะท้อนจากห้อง 13
สายลมกลางคืนพัดเศษใบไม้วนเวียนไปรอบลานหอพักเก่า กานต์ยืนอยู่หน้าประตูไม้บานโบราณที่ถูกทาสีใหม่จนกลบรอยแผลเก่าเกือบหมด มือเขาชื้นเหงื่อเมื่อจับลูกบิด “แค่สองอาทิตย์เอง เดี๋ยวก็ผ่านไป” เขาพึมพำกับตัวเอง พยายามหาข้ออ้างให้กับการต้องมาอยู่เฝ้าหอพักนักศึกษาร้างกลางป่าในฐานะผู้ดูแลชั่วคราวเพื่อแลกกับค่าเทอมก้อนสุดท้าย หอพักนี้ไม่ถูกใช้มาเกือบสิบปีแล้ว แต่ทางมหาวิทยาลัยต้องการปรับปรุงใหม่ เจ้าหน้าที่คนอื่นขอเลี่ยงหมด เหลือแต่เขาที่ไม่มีทางเลือก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กานต์เปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นไม้เก่าตีขึ้นหน้า แสงไฟจากโถงทางเดินยาวลอดหน้าต่างกระจกสีที่แตกลายงา เงาของเขาซ้อนทับกับเงาเสาต้นใหญ่ในห้องโถง เขาสะพายเป้ เดินลากกระเป๋าใบเล็กผ่านโถงที่เงียบจนได้ยินเสียงหายใจตัวเอง บันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เหยียบขึ้นไปชั้นสอง
ห้องพักถูกจัดไว้ให้ที่ชั้นสามสุดของตึก ห้องหมายเลข 12 ประตูถัดจากห้อง 13 ที่ขึ้นชื่อว่ามีเรื่องเล่าแปลกประหลาด รุ่นพี่ที่เคยอยู่ก่อนเขาบอก “อย่าเดินผ่านหน้าห้องนั้นตอนมืด ๆ” ตลกดีที่กานต์ไม่เคยกลัวผี แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่จากอีกฝั่งของประตูไม้หมายเลข 13
คืนแรกผ่านไปอย่างไม่มีอะไรผิดปกติ แม้จะมีเสียงลมหวีดผ่านช่องหน้าต่าง แต่เขาโทษว่าเป็นเรื่องปกติของตึกเก่ากลางป่า กานต์นั่งอ่านหนังสือ ช่วงหนึ่งเขาหลับตาพริบตาเดียวแล้วสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะเบา ๆ ดังมาจากผนังด้านข้างซึ่งกั้นกับห้อง 13 เขาเงี่ยหูฟัง สงบเงียบ ทุกอย่างเหมือนเดิม
กลิ่นกาวเก่า ๆ กับความเย็นเฉียบของอากาศ ทำให้เขานึกถึงบางอย่างในอดีตที่จำไม่ค่อยได้ กานต์ลุกขึ้น เดินไปดูที่ประตูห้อง 13 ซึ่งปิดสนิท มีรอยขีดข่วนจาง ๆ บนลูกบิด เขาแตะมันเบา ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบจนต้องชักมือกลับ
วันรุ่งขึ้น กานต์ได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ปาริชาติ “ขอแค่ดูแลความเรียบร้อย อย่าเข้าไปในห้อง 13 นะ กุญแจนั่นเก็บไว้แค่ในตู้เซฟที่ชั้นล่าง อย่าแตะ” เสียงอาจารย์แฝงความกังวล กานต์ตอบรับอย่างเสียไม่ได้ เขาเดินสำรวจรอบตึก เจอสายไฟขาดบ้าง กระจกแตกบ้าง แต่สิ่งที่แปลกคือจู่ ๆ เขากลับเจอเส้นผมเส้นยาวสีดำตกอยู่หน้าห้อง 13
เย็นวันนั้น พอพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ไฟฟ้าเริ่มติด ๆ ดับ ๆ เขาเดินลงชั้นล่างเพื่อตรวจฟิวส์แต่เจอเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่หน้าหน้าต่างโถงกลาง กานต์ชะงัก “น้อง…มาทำอะไรที่นี่” เด็กหญิงเงียบ ไม่หันมา ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวหายไปในเงามืดเหมือนไม่เคยมีตัวตน กานต์วิ่งตามออกไปนอกตึก ไม่พบใครอยู่ตรงนั้น
คืนนั้นกานต์นอนไม่หลับ เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังขึ้นช้า ๆ เหมือนมีใครเดินวนในห้องโถงหน้าห้องเขา เขาแนบหูกับประตู ฟังเสียงหอบหายใจสั้น ๆ กับเสียงกระซิบเบามาก “…เปิด…เปิด…” เสียงนั้นดังมาจากข้างประตูห้อง 13
เขาถอยออกมา ใจเต้นแรง ผิวหนังเย็นยะเยือก ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาวขนาดนั้น กานต์เดินไปเปิดหน้าต่างสูดอากาศ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมองเขาอยู่จากในเงาของบันได
เช้าวันถัดมา กานต์พยายามหาเหตุผลกับตัวเอง — อาจเป็นเสียงบ้านเก่า อาจเป็นจินตนาการ เขาโทรหาเพื่อนสนิทที่ชื่อเติ้ล “มึง กูว่ากูเจอเด็กผู้หญิงที่นี่” เติ้ลหัวเราะ “อย่าคิดมาก เขาแค่ให้มึงดูแลของ อย่าไปยุ่งกับห้องนั้น เดี๋ยวก็ผ่านไป”
กานต์เดินไปที่ชั้นล่างอีกครั้ง เขาเห็นเจ้าหน้าที่ซ่อมไฟชื่อพี่อ๋องมายืนสูบบุหรี่ข้างนอก “เมื่อก่อนมีนักศึกษาหายไปจากตึกนี้นะ” พี่อ๋องพูดโดยไม่สบตา “แต่ไม่เจอศพ จะกลัวทำไม” แล้วพี่อ๋องก็มองตรงไปยังหน้าต่างชั้นสามที่ห้อง 13 อยู่ “แต่บางที ไม่เจอศพ อาจเพราะมันไม่เคยจากไปก็ได้”
คืนนั้นไฟดับทั้งตึก เสียงฝนเทกระหน่ำ กานต์จุดเทียน เดินไปปิดหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ พอเดินผ่านห้อง 13 ได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมากับลม ตามด้วยเสียงเคาะที่ประตูสามครั้ง สม่ำเสมอ เขานิ่ง หัวใจเต้นแรง “ใครอยู่ในนั้น” เงียบ ไม่มีเสียงตอบ
เขาเดินกลับห้อง เห็นข้อความถูกขีดด้วยปากกาสีแดงบนกระดาษโน้ต “อย่าปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว” แต่เขาจำได้แน่ ว่าตัวเองไม่เคยเขียนอะไรแบบนี้
วันต่อมา ฝนยังตก กานต์ลงไปหยิบอาหารที่ห้องครัว ระหว่างเดินกลับเขาเห็นเด็กผู้หญิงคนเดิมนั่งห้อยขาอยู่ที่โต๊ะกินข้าวกลางโถง เสื้อขาวเปื้อนรอยดำ “น้อง…” เขาเดินเข้าไป แต่เด็กหญิงรีบวิ่งหนีขึ้นชั้นบน กานต์ลังเล ก่อนตัดสินใจตามขึ้นไป เสียงฝีเท้าเด็กวิ่งผ่านหน้าห้อง 13 ประตูขยับเองช้า ๆ เหมือนมีใครดึงจากข้างใน
กานต์หยุดยืนข้างประตู หัวใจเต้นรัว เสียงกระซิบมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น “กานต์…ช่วยฉันด้วย” เสียงนั้นเหมือนมาจากความทรงจำ เด็กคนนั้นพูดชื่อเขาได้ยังไง?
วันถัดมากานต์โทรหาพี่อ๋อง ถามเรื่องห้อง 13 “เมื่อก่อนมีน้องปีหนึ่งถูกกลั่นแกล้งหนักมากอยู่ห้องนั้น เงียบ ๆ ไม่ค่อยมีเพื่อน จู่ ๆ ก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” พี่อ๋องถอนหายใจ “แต่ตั้งแต่นั้นมาตอนดึก ๆ จะมีเสียงคนร้องไห้ดังออกมาจากห้องนั่น”
กานต์ย้อนนึกถึงสมัยตัวเองปีหนึ่ง เขาเคยปฏิเสธเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มาขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวถูกพวกพี่ปีสามมองไม่ดี เขาจำหน้าหล่อนลาง ๆ เด็กสาวผมดำ ตาโต เงียบ ๆ ใช่ หล่อนอยู่ห้อง 13
คืนนั้น กานต์นอนไม่หลับอีก เสียงร้องไห้เบามากลอดกำแพงมาทีละน้อย ๆ เขาเอาหมอนปิดหู พยายามไม่คิดถึงอดีต เสียงกระซิบกลับมา “อย่าทิ้งฉัน”
ฝนยังตกต่อเนื่อง กานต์เริ่มเห็นเงาเด็กผู้หญิงผ่านกระจกบานเล็ก ๆ ท้ายโถงบ่อยขึ้น หล่อนมักหันหลังให้ เขาเริ่มสังเกตว่าทุกครั้งที่เดินผ่านห้อง 13 อุณหภูมิจะเย็นลงผิดปกติ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีแอร์
กานต์ค้นตู้เก็บของที่ล็อคไว้ พบกล่องไม้เก่า มีสมุดบันทึกของเด็กผู้หญิงคนนั้น เขาอ่านทีละหน้า เรื่องราวในนั้นเต็มไปด้วยความเหงาและการถูกกลั่นแกล้ง คำสุดท้ายในสมุดคือ “ฉันขอโทษที่ไม่มีใครช่วยฉัน”
กานต์ร้องไห้เงียบ ๆ รู้สึกผิดปะปนกับความกลัว เขาเอาสมุดไปวางไว้หน้าประตูห้อง 13 ตอนกลางคืนเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีก แต่ครั้งนี้ตามด้วยเสียงประตูเปิดเองอย่างช้า ๆ เงาเด็กหญิงยืนอยู่หน้าห้อง มองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ
“กานต์…ช่วยฉันด้วย…” เสียงนั้นสั่นสะท้อนขึ้นในหัว ใจเขาอ่อนยวบ กานต์ยืนจ้องตาเด็กหญิง น้ำตาไหลไม่รู้ตัว “ฉันขอโทษ… ขอโทษจริง ๆ” เขาพูดเสียงแผ่ว เด็กหญิงค่อย ๆ เดินถอยหลังกลับเข้าห้อง 13 ประตูปิดเองโดยไม่มีเสียงใด ๆ หล่นออกมาอีก
วันสุดท้ายก่อนออกจากหอพัก กานต์ไปยืนหน้าห้อง 13 อีกครั้ง คราวนี้ไม่มีเสียง ไม่มีเงา ทุกอย่างเงียบสงบ เขาวางช่อดอกไม้เล็ก ๆ ไว้หน้าห้องแล้วเดินจากมา ในใจรู้ว่าบางอย่างได้รับการปลดปล่อย แต่รอยแผลข้างในเขาจะอยู่ตลอดไป
คืนสุดท้าย กานต์เก็บกระเป๋าออกจากหอพัก ไฟในโถงดับอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่กลัวอีกแล้ว เขาหันมามองห้อง 13 เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินออกไปในฝนที่เริ่มซา เสียงกระซิบสุดท้ายดังแผ่ว ๆ จากข้างหลัง “ขอบคุณ…ที่ไม่ลืมฉัน”