เสียงเพลงของใจ…ที่ยังไม่ได้ยิน
เสียงเปียโนเบา ๆ ดังก้องอยู่ในห้องดนตรีที่ประตูเปิดแง้มไว้ ละอองแสงแดดยามบ่ายลอดผ่านหน้าต่างกระทบแผ่นหลังของชายหนุ่มผมหยักศก เขาโน้มตัวไปที่คีย์เปียโน ปลายนิ้วเคลื่อนช้า ๆ เหมือนกลัวจะใช้เสียงดังเกินไปจนมีคนได้ยิน ตะวันสูดลมหายใจลึก คำร้องที่เขายังกลัวเกินกว่าจะเปล่งออกมากระพริบวนในหัว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายเล่นเพลงเดิมอีกแล้วเหรอ?” เสียงหญิงสาวดังขึ้น ก้องปนหงุดหงิดเล็กน้อยจากหน้าประตู อิงฟ้ายืนพิงแขนกับวงกบ สะพายกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่ ใบหน้าคมขำเปื้อนรอยยิ้มแบบกึ่งขำกึ่งประชด
ตะวันชะงักมือ หันมาก่อนจะรีบหลบตา “เปล่า…ก็แค่…ลองคิดคอร์ดใหม่ดู”
อิงฟ้ามองดูเปียโน “นายควรกล้าลองอะไรใหม่จริง ๆ นะ ไม่ใช่กลัวจนไม่กล้าเล่นให้คนอื่นฟังแบบทุกวัน”
ความเงียบเบาแทรกตัว หญิงสาวก้าวเข้ามาช้า ๆ แล้วนั่งลงข้างเปียโน ล้วงเอาโน้ตที่ลายมือยุ่งเหยิงยื่นให้
“ช่วยดูหน่อย ฉันแต่งเนื้อร้องไว้…แต่รู้สึกยังขาดอะไรอยู่”
ตะวันรับโน้ตมาอ่านอย่างลังเล นิ้วเขาเลอะหมึกเปื้อนกระดาษ
“เอ่อ…เนื้อน่ะดีแล้ว แต่บางท่อนยังไม่ flow …ถ้านายอยากปรับ ฉันโอเคนะ” อิงฟ้าเว้นจังหวะสายตาเอียงมอง มือหนึ่งเกลี่ยผมหลังหู “ขอแค่ให้กล้าพูดมากกว่านี้ จะได้มั้ย?”
ตะวันเงียบอีกครั้ง เลื่อนกระดาษกลับให้อิงฟ้าโดยไม่พูดอะไร เขายิ้มนิด ๆ แล้วเบี่ยงไปหยิบสมุดเล่มดำของตัวเองขึ้นมาเปิด
ฝนโปรยเบา ๆ ตกลงกระจก เสียงหยาดน้ำกลายเป็นทำนองเคล้ากับเสียงเปียโนที่ตะวันเล่นเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดจาบทสนทนา แต่ห้องนั้นอบอุ่นแปลกประหลาดโดยไม่มีเหตุผล
วันนั้น หนึ่งความลับยังอยู่กับคนสองคน…แต่ยังไม่มีใครกล้าปล่อยให้มันเดินออกจากใจ
*
เวลาผ่านไป ห้องดนตรีกลายเป็นสถานที่นัดพบลับ ๆ ของสองคนที่ไม่มีใครยืนยันสถานะ แม้อิงฟ้าทำตัวร่าเริงมั่นใจ แต่บางคืนเธอนอนร้องไห้ในห้องเช่าเล็ก ๆ สำหรับเด็กต่างจังหวัดที่ขวนขวายจะคว้าฝันศิลปิน เธอเผยด้านนี้กับใครไม่เป็น
ตะวันเองก็มีด้านที่ไม่มีใครรู้ เขากลัวการขึ้นเวที แม้แต่งเพลงได้ แต่กลัวความผิดหวังจนไม่กล้ายื่นผลงานเข้าประกวด ลึก ๆ ในใจ เขากลัวเสียงปรบมือที่ว่างเปล่าเหมือนอดีตวันที่พ่อลาออกจากการเป็นครูดนตรีเพราะไม่มีใครเห็นคุณค่า
“อิง คิดว่าถ้าฝันเราไม่เป็นจริง…จะอยู่ยังไงต่อได้มั้ย?” ตะวันนั่งโงนเงนบนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ ปลายนิ้วเขี่ยฝุ่นบนเปียโนเบา ๆ
อิงฟ้าหลับตานิ่งไปพักหนึ่ง สีหน้ากึ่งขำ “ก็ร้องไห้ดังๆ ซักวัน แล้วลุกขึ้นใหม่ ไม่ก็…ยิ้มไว้ก่อน ใครจะรู้ เจ็บก็เรื่องของเรา ไม่ต้องโกหกใคร”
ตะวันหัวเราะในลำคอ “ดูง่ายจัง แต่ฉันไม่เก่งแบบนั้น”
“ก็เลยยังแต่งเพลงเศร้า ไม่กล้าบอกใครใช่มั้ย?” อิงฟ้ายิ้ม เขินที่ถูกอ่านใจ
ตะวันยิ้มอาย ๆ “แล้วเธอล่ะ กล้าบอกมั้ย ว่าบางคืนก็กลัวจะสู้ไม่ไหว?”
อิงฟ้าสะดุดนิด ๆ ก่อนจะกัดริมฝีปาก ก้มหน้า ไม่ตอบ ราวกับคำถามพาน้ำหนักหัวใจเธอล่องลอยขึ้นมา
“บางคืนก็กลัวมาก…กลัวจะไม่เป็นที่จดจำ กลัวจะไม่มีใครเชื่อว่าเรามีอะไรดีพอ…” เสียงเธอเบามาก แทบไม่ได้ยิน
ตะวันไม่ได้ตอบอะไร มือเขาวางบนมืออิงฟ้าอย่างเงียบ ๆ ความเงียบนี้เป็นสิ่งที่ทั้งสองเข้าใจ
*
ความสนิทค่อย ๆ ก่อตัว อิงฟ้าดูเหมือนเจ้าชู้ มีแฟน ๆ ห้อมล้อมเสมอเพราะเสียงร้องและนิสัยเปิดเผย แต่ความจริงเธอไม่เคยบอกความรู้สึกตัวเองใครง่าย ๆ โดยเฉพาะกับตะวันที่มักเงียบ พูดน้อย แต่ประสานสายตาแล้วรู้สึกเหมือนถูกอ่านใจ
มีหนึ่งวัน อิงฟ้าได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยในการประกวดร้องเพลงระดับประเทศ พร้อมข้อเสนอให้ไปฝึกกับค่ายเพลงใหญ่ เธอดีใจสุดขีดแต่ก็ลังเลกับบางอย่าง อิงฟ้าไปเล่าให้ตะวันฟังระหว่างที่นั่งเล่นเปียโนกันสองคนโดยไม่มีใครอื่น
“ฉันจะไปกรุงเทพฯ นะ มีสิทธิ์จริงจังแล้วแบบ…แน่ะ จะขอเพลงใหม่ช่วยมั้ย?” เธอพยายามทำเสียงขำ ๆ
ตะวันน้ำเสียงติดลังเล “อืม…เพลงอะไรล่ะ”
“เพลงสำหรับตอนที่คนเราต้องห่างกันน่ะ” เธอหลบสายตา
“เราเพิ่งเริ่มเขียนมันเองมั้ย?”
“…หมายความว่ายังไง”
“หมายความว่า…มันอาจไม่มีท่อนจบก็ได้ ถ้าเธอไปก่อน เราอาจยังแต่งไม่เสร็จ”
อิงฟ้านิ่งงัน หัวใจเต้นแรง รอยยิ้มจางหายไปซักพัก
*
คืนก่อนเดินทาง อิงฟ้าเดินผ่านสนามหญ้าเปียกฝนหน้าตึกเรียนเก่า เห็นตะวันนั่งซ้อมเปียโนคนเดียว ไม่เปิดไฟ หญิงสาวเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ
“ไม่ต้องมาส่งก็ได้ ฉันไม่ได้ไปตายสักหน่อย” เธอพูดลอย ๆ
ตะวันนิ่ง “…ก็แค่อยากฟังเสียงร้องอีกครั้ง”
อิงฟ้าเริ่มร้องเพลงเบา ๆ ในความมืด เสียงสั่นจนจบประโยคแรก
“นายไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ?”
“เธอจะรู้ได้ยังไง…ว่าฉันคิดถึง”
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง พวกเขาต่างมีบางอย่างจะพูดแต่ไม่พูด ต่างกลัวจะเสียทุกอย่างไป ต่างเชื่อว่าคำบางคำจะทำลายความสัมพันธ์ที่เปราะบางนี้
*
หลังการจากลา เส้นทางชีวิตแตกต่าง อิงฟ้าโพสต์ภาพชีวิตใหม่ในเมืองกรุงในโซเชียล มีทั้งรอยยิ้มและถ้อยคำความสำเร็จ แต่ข้อความที่เธอส่งหาตะวันมักเป็นประโยคสั้นๆ “ตอนนี้เหนื่อยเนอะ” “อยากกลับบ้านจัง” ตะวันตอบกลับว่า “สู้ ๆ นะ” หรือบางครั้ง “เขียนเพลงใหม่ได้ยัง?” เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่อิงฟ้าเข้าสู่วงการเพลง มีคนเข้าหาใหม่ ๆ มีชีวิตเร่งรีบและการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตะวันยังคงวนเวียนในโลกใบเดิม เขาแต่งเพลงแต่ไม่เคยได้ส่งไปให้ใครฟัง
จนวันหนึ่ง อิงฟ้ากลับมาที่มหาวิทยาลัยอย่างเงียบ ๆ ในวันฝนตก เธอมานั่งรอหน้าห้องซ้อมเปียโนที่เคยเป็นของพวกเขา เสียงเปียโนยังดังมาแผ่ว ๆ เมื่อเธอเดินไปเปิดประตู พบตะวันกำลังเล่นเพลงเดิมที่ไม่เคยจบ
“นายยังเล่นเพลงนั้นอีกเหรอ?” เธอพูดเบา ๆ
ตะวันหยุดเล่น หันมามอง เงียบเหมือนเดิม แต่อิงฟ้ามองเห็นความเหนื่อยล้าในดวงตาเขา
“ขอโทษที่หายไปนาน” เธอกล้ำกลืน “แต่ฉันคิดถึงนะ”
“ฉันก็ยัง…คิดถึงเธออยู่…แต่ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้เข้าใจอะไรเหมือนเดิม” เขากระซิบเบา ๆ
ความเงียบแช่แข็งอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครพูดต่อ ความสัมพันธ์เหมือนหยุดนิ่ง ท่ามกลางเสียงฝนและเปียโนที่เงียบไป
*
วันต่อมา อิงฟ้าขอให้ตะวันช่วยแต่งเพลงใหม่ เธอบอกตรง ๆ ว่า “อยู่ที่กรุงเทพฯ เหมือนมีคนทั้งประเทศดูเรา…แต่ไม่มีใครฟังเสียงข้างใน เหมือนอยู่ตรงเวทีแต่เสียงตัวเองกลับเบาที่สุด”
ตะวันนิ่ง “…ฉันก็เหมือนกัน แต่ว่า…ฉันกลัว ถ้าส่งเพลงไปเดี๋ยวเขาก็ปฏิเสธอีก”
อิงฟ้าวางมือลงบนเปียโน “แล้วเราจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?”
ตะวันหลบตา “…ไม่รู้”
“บางทีมันก็ควรมีบทสรุป เราลองแต่งเพลงนี้ให้จบดีมั้ย?”
ทั้งสองต่างพยายามทำสิ่งที่กลัวมาตลอด ตะวันกลัวการถูกปฏิเสธ อิงฟ้ากลัวการล้มเหลว ตลอดทั้งคืน พวกเขาระดมสมอง ร้องเพลง ซ้อมดนตรี เสียงเปียโนกับเสียงร้องผสานกันอย่างเงียบ ๆ เหมือนต่างคนต่างถ่ายเทบาดแผลในใจใส่บทเพลง
รุ่งเช้า อิงฟ้าตื่นขึ้นมาเห็นตะวันหลับคาศีรษะกับแป้นเปียโน เธอยิ้มอ่อนโยน พลิกสมุดโน้ตอ่านเนื้อเพลงสุดท้าย “ถ้าใจยังร้อง เรายังไม่จากลา…”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแอบถ่ายรูป ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่หู “ถ้านายไม่กล้าส่งเพลงไป…ฉันจะเป็นคนร้องเอง”
ตะวันครางเบา ๆ ในความฝัน อิงฟ้าหัวเราะอย่างรู้สึกถึงบ้าน
หลังจากนั้น…ชายหญิงสองคนนี้ก็ไม่ได้ลงเอยเป็นแฟนทันที ไม่ได้มีคำสารภาพใจ ไม่มีจูบแรกบนเวที เพียงแต่มีเสียงเปียโนกับเสียงร้องที่ยังเล่นและยังร้องด้วยกัน เหมือนสองคนที่ยังกลัว…แต่พร้อมเดินหน้าหาทางของตน และรู้ว่าอย่างน้อย—พวกเขามีใครสักคนที่ได้ยินเสียงของใจ แม้โลกทั้งใบจะไม่ได้ฟัง