ฤดูฝนของเรา
เสียงฝนสาดกระทบกระจกหน้าต่างห้องสมุดในเช้าวันแรกเทอมสอง ลาน วรากร นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง สายตาหลุดออกไปสู่ลานกว้างที่ขาวโพลนไปด้วยฝนโปรย นักศึกษาบางคนวิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปในอาคาร ลานมองผ่านฝ้าไอน้ำบนกระจก หัวใจหนักจนแทบไม่เข้าใจตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!”เธอครับ…ขอโทษนะ ขอผ่านหน่อย” เสียงใสของผู้หญิงคนหนึ่งแทรกเข้าในภวังค์ ลานสะดุ้ง ร่างเล็กๆ ในเสื้อกันฝนสีเหลืองอ่อนถือแฟ้มใหญ่ เดินผ่านฝูงคนมายืนข้างเขา รออยู่หน้าช่องยืมหนังสือ
ลานขยับลุก เขาขยับตัวอย่างเก้ๆ กังๆ “ขอโทษครับ” ก่อนจะหยิบหนังสือถอยมาให้เธอเข้าคิว หญิงสาวส่งยิ้มหวาน แต่ริมฝีปากดูเหมือนสั่นนิดๆ
”ฝนตกแรงเนอะ…” เธอเอ่ยเบาๆ จ้องออกไปนอกกระจก ลานแค่พยักหน้า ไม่มีอะไรจะพูด ส่วนเธอหันมายิ้มอีกครั้ง “ชื่อมายด์นะคะ ปีสองแพทย์”
ลานยิ้มบาง “วรากร…ปีสี่ ครับ”
ทั้งสองยืนเงียบ เคียงกัน เสียงฝนยังดังต่อเนื่อง มายด์เหลือบมองหน้าเขาเป็นพักๆ ลานหลบตา เงียบ จนกระทั่งมายด์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู
”คาบหน้าของพี่เริ่มกี่โมงเหรอคะ” เธอถาม กลืนคำ “ของมายด์อีกครึ่งชั่วโมง ฝนคงยังไม่หยุด…”
”สิบโมง” ลานตอบสั้นๆ ทำท่าจะดึงมือถือขึ้นมาเล่น แต่นิ้วกลับสั่น ต้องข่มไว้ “ปกติมายด์ไม่รีบเหรอ”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมา “รีบสิ แต่ชินกับสายแล้วค่ะ ช่วงนี้คนทะเลาะกับฝนแพ้ตลอด”
ลานหัวเราะออกมาน้อยๆ เป็นครั้งแรก “ฟังดูจริง เหมือนเราเอง…”
อากาศในห้องสมุดเย็นลงกะทันหัน มายด์ขยับมาใกล้ขึ้น แสงฝนข้างนอกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าซีด ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบร่วมกันครู่ใหญ่ ก่อนที่เสมียนจะเรียกชื่อของมายด์ เธอถอยออกไปรับหนังสือ โบกมือให้เขาขณะเดินจากมา ลานนั่งต่ออีกครู่ …หัวใจเต้นช้าแต่หนักแน่น
…
หลังจากวันนั้น ลานก็เจอมายด์บ่อยขึ้น แรกๆ เธอก็มานั่งอ่านหนังสือเวลาเดียวกัน บางครั้งเธอชอบเปิดกล่องขนมในห้องสมุด เคยยื่นซาลาเปามาให้เขา “ลองกินนี่มั้ยคะ ของที่บ้านเอง”
“ไม่กลัวโดนจับเหรอ” ลานแกล้งกลั้วหัวเราะ
“อ๋อ…กลัว! แต่กลัวพี่ลานไม่กินของบ้านมากกว่า”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาอีก เธอหน้าแดงหน่อยๆ “ทำไมชอบพูดอะไรแปลกๆ”
“เพราะโลกมันน่าเบื่อไงคะ” มายด์ตอบแล้วก้มหน้างุด ลานซ่อนยิ้มก่อนจะรับซาลาเปามาชิม จริงๆ ก็อร่อยกว่าที่คิด
…
“มายด์…ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เป็นหมอจริงๆ จะทำยังไง?” ลานถามพลางมองออกไปไกล ที่ขอบฟ้าของสนามกีฬาเปียกปอน มายด์เงียบไปนาน นิ่งจนเหมือนกำลังคิดอะไรลึกซึ้ง
“ไม่รู้สิพี่ลาน บางทีมันก็คงเจ็บมาก แต่มายด์เคยตัดสินใจผิดจนต้องเริ่มใหม่มาแล้ว…กลัวนะ กลัวมากด้วย”
“ทำไมต้องกลัวอะไรนักหนาด้วยวะ” ลานพึมพำแทบไม่ได้มองหน้า
“เพราะถ้าไร้อะไรซักอย่าง…แล้วเราเหลือแค่ตัวเองน่ะ พี่เคยเป็นมั้ย” เธอพูด ขยับมือมาลูบแขนตัวเองเบาๆ ลานนิ่ง จู่ๆ ความเงียบก็หนักหนา
“เคย …แต่เราอาจไม่ได้เหลือตัวคนเดียวจริงๆ ก็ได้”
มายด์เงยหน้ามองเขา “งั้นสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพี่ลานคืออะไร”
ลานอึกอัก “…ความสำเร็จมั้ง” เขาตอบแล้วหลบสายตา ไม่เห็นแววตาของมายด์ในช่วงวินาทีนั้น
…
วันหนึ่ง ในคาบเรียนวิเคราะห์วรรณกรรม ลานได้รับโทรศัพท์สายด่วนจากบ้าน เขารีบออกมานั่งกุมขมับข้างสนามหญ้าชุ่มฝน พ่อของเขาเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว แม่ถามว่าลานจะกลับบ้านไหม เขายืนลังเลอยู่นานแล้วตัดสินใจส่งข้อความถึงอาจารย์ด้วยมือสั่นๆ
จังหวะนั้นเอง มายด์เดินผ่านมา “พี่ลาน? เป็นอะไรหรือเปล่า”
เขาเงยหน้าขึ้น มองเธอ น้ำข้างแก้มหยดหนึ่งไหลลงมา ไม่ใช่เพราะฝน
มายด์ไม่พูดมาก เธอนั่งลงข้างๆ ลูบหลังเบาๆ ทั้งสองคนนั่งเงียบอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที ไม่มีคำ ปล่อยให้ฝนตกลงบนตัวพวกเขาโดยไม่สนใจการเปียกโชก
“ถ้าท้อ ผิงไหล่มายได้นะ” เธอพูดเบาเหมือนกลัวเสียงตัวเองทำลายอะไรบางอย่าง ลานไม่ตอบ แต่ค่อยๆ เอนหัวลงบนไหล่เธอ มายด์อยู่นิ่งๆ ปล่อยให้เขาได้พักบ้าง
…
หลังจากนั้น สองคนเริ่มสนิทมากขึ้น เธอชวนลานไปกินข้าวที่โรงอาหาร พาไปงานกิจกรรมของคณะ เธอมักเป็นฝ่ายพูดเยอะกว่าทุกครั้ง
“มายด์…เคยโดนปฏิเสธบ้างไหม” ลานเอ่ยลอยๆ ขณะนั่งกลางสนาม เธอเงียบไปครู่
“บ่อยเลยค่ะ ฮ่าๆ บางทีไม่บอกก็รู้ว่าไม่ใช่ อยู่ในฐานะเพื่อนง่ายกว่าบ้าง”
“แปลว่ามีใครในใจอยู่แล้ว?”
มายด์ส่ายหน้า “ตอนนี้ไม่มี…แต่ก็ไม่ได้ปิดใจหรอกนะ” เธอยกยิ้มขำ มองฟ้า “ส่วนพี่ลานล่ะ”
“…ยังไม่เจอมั้ง” เขาตอบ ขยับเท้าเกี่ยวหญ้าเล่นไม่สบตา
“อย่าเพิ่งบอกก็ได้ ถ้ายังไม่แน่ใจอะไร” มายด์ยิ้มฝืน ดูจะเข้าใจอะไรบางอย่างในคำพูดของเขา
…
คืนหนึ่งหลังงานรับน้องคณะ ลานกับมายด์เดินกลับด้วยกัน ฝนพรำเล็กน้อย เสียงรองเท้าสองคู่กระทบถนนเปียกน้ำ
“มายด์…บ้านเราไม่ค่อยสนับสนุนเรื่องที่อยากเป็นนักเขียนนะ ทุกคนอยากให้เรียนหมอเหมือนกัน ให้ชีวิตมีหลักประกัน แต่เรากลัวผิดหวัง”
“แล้วพี่ลานเลือกเองหรือเปล่า” เธอถามเบาๆ
“เราเคยคิดว่าถ้าทำตามที่บ้านจนจบ ปลอดภัยดี แต่…บางคืนมันเหมือนขาดอะไรซักอย่าง”
มายด์เดินเงียบไปสักพัก “มายด์เลือกหมอเอง เพราะอยากช่วยคน อยากให้แม่ภูมิใจด้วย แต่วันไหนที่แพ้ มายด์กลัวมากจนวางไม่ลงเลย กลัวแม่ผิดหวัง”
ฝนซาลง มายด์หยุดเดิน “บางทีเราก็ไม่ต้องเก่งทุกเรื่องนะพี่ จะได้ไม่เหนื่อยขนาดนี้”
ทั้งสองยิ้มให้กัน เงียบงันตามจังหวะฝนที่หยุดลงแล้ว
…
เมื่อสนิทกันมากขึ้น ลานและมายด์เริ่มมีเรื่องขัดแย้งกันบ้างระหว่างอ่านหนังสือสอบ ลานออกแนวจริงจัง อยากให้มายด์อ่านตรงเป๊ะ มายด์กลับชอบขีดเขียนวาดเล่นในหนังสือ ลานพูดติดหงุดหงิด “ถ้าสอบตกเพราะไม่ตั้งใจ ฉันไม่ช่วยนะ”
มายด์ชะงัก หัวเราะแห้งๆ “ไม่เคยหวังให้ช่วยอยู่แล้วค่ะ”
ลานนิ่ง อึดอัด “ขอโทษ…”
มายด์วางปากกา แววตามืดมนลง “บางทีพี่ลานก็ทำอะไรให้มันหนักไปนะ ไม่ต้องเก่งขนาดนั้นก็ได้” เธอเดินลุกออกไป ทิ้งให้ลานนั่งนิ่งกับความรู้สึกผิดที่คุ้นเคย
…
วันเวลาผ่านไป อากาศเริ่มเย็น ฝนตกบ่อยขึ้น ลานและมายด์เหมือนจะแยกกันห่างโดยไม่พูดอะไร ลานหมกตัวอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบสัมภาษณ์ทุนใหญ่ โดยไม่ส่งข้อความหามายด์ ส่วนมายด์ก็ห่างหายไป ไม่โผล่มาในห้องสมุดอย่างเคย
คืนหนึ่ง ลานเดินกลับหอผ่านสนามเปียกฝน เขาหยิบมือถือขึ้นมา กลับวางใจไม่กล้าพิมพ์อะไร ภาพกล่องซาลาเปากับรอยยิ้มของมายด์ลอยขึ้นมา เขานั่งลงที่ม้านั่ง มองดูข้อความเก่าๆ
“คิดถึงนะ” — ลานพิมพ์ข้อความแต่ไม่กล้ากดส่ง ลบก่อนจะเก็บมือถือใส่กระเป๋า
…
ขณะที่ห่างกัน มายด์เจอข่าวร้าย เธอไม่ผ่านการสอบครั้งสำคัญ ริมตาของเธอมีน้ำตาเมื่อยืนอยู่หน้าตู้กดน้ำ หญิงสาวหยิบมือถือขึ้นมา กดดูชื่อ “ลาน” บนหน้าจอ เธอส่ายหน้า ไม่กล้าโทรหา
“อย่าร้องนะมายด์…ยังมีเวลาใหม่” — เธอพูดกับตัวเองแล้วฝืนยิ้ม
…
ช่วงสอบผ่านไป ต่างฝ่ายต่างไม่ได้ติดต่อกันเกินเดือน ลานสอบสัมภาษณ์ทุนอย่างหนัก วันสุดท้ายก่อนประกาศผล เขาเดินมองฝนบนหลังคา เหมือนเสียงฝนดังอยู่ในอกว่างเปล่า
ทันใดนั้น มายด์ปรากฏตัวในห้องสมุด เธอสวมชุดขาว ปล่อยผมเปียกฝน รอยยิ้มจางๆ คล้ายเศร้าปนดีใจ
“สวัสดีค่ะ พี่ลาน” เสียงเธอเบา
ลานมองหน้าเธอ ไม่แน่ใจจะพูดอะไร มือขยุ้มกระเป๋าแน่น
“สบายดีไหม” มายด์ถาม เลี่ยงสายตานิดๆ “หายไปเลย”
“ก็…วุ่นกับสอบนิดหน่อย”
ทั้งสองเงียบไปนาน ลานอยากพูดแต่ไม่กล้า ในที่สุดเขาเอ่ย “มายด์…ขอโทษที่ไม่ได้ถามไถ่ ปล่อยให้ลำบากคนเดียว”
มายด์สายตาเปลี่ยน “ไม่มีใครผิดค่ะ แค่…มายด์เองก็กลัวเหมือนกัน กลัวจะพึ่งพาคนอื่นแล้วทำให้เขาผิดหวังอีก”
ลานพยักหน้า ลมหายใจติดขัด “แต่ถ้า…ถ้าเรายังอยากอยู่ข้างๆ กัน ถึงจะแพ้หรือชนะ ก็คงดี…”
มายด์เงียบไปก่อนจะสบตา “มายด์ก็หวังแบบเดียวกัน ยังอยากมีพี่ลานอยู่ข้างๆ”
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม แค่หายใจในบรรยากาศชื้นของฤดูฝน ห้องสมุดเงียบมากจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง
…
ช่วงประกาศผลทุน ลานได้ทุนไปต่างประเทศ หนึ่งปีเต็ม เขาดีใจแต่ก็กลัว เขาเดินหาใครบางคนในมหาวิทยาลัย ก่อนจะเจอมายด์ที่กำลังนั่งเขียนรายงานคนเดียว
“มายด์…เราได้ทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนปีหน้า”
มายด์ยิ้มยินดี แต่ดวงตาซ่อนอะไรบางอย่าง “ดีใจด้วยค่ะพี่ สมควรแล้ว”
ลานนิ่งไป “…แต่ไม่กล้าบอกว่าสุขใจเต็มที่ กลัวเสียอะไรไปมากกว่าที่คิด”
มายด์จ้องหน้า “อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรด้วยความกลัวนะ …พี่ลาน เรื่องหัวใจมันไม่ต้องสมบูรณ์เสมอไป”
เขานั่งลงข้างเธอ สองคนนั่งเงียบ ก้อนความกลัวและความหวังพันกันอยู่ระหว่างสายตา
“จะรอพี่ลานนะคะ ถึงจะไม่รู้ว่าเราจะเป็นอะไรต่อกัน” เธอเอ่ยช้าๆ
“เราก็…จะไม่ยอมปล่อยมือเธอง่ายๆ”
…
เส้นทางการรอคอยเริ่มต้น ฝนผ่านไปหนึ่งฤดู ลานเรียนต่างประเทศ มายด์เริ่มต้นใหม่กับความล้มเหลว ในทุกวิดีโอคอลระหว่างท่ามกลางเขตเวลาที่ต่างกัน มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา พวกเขาบอกเล่าเรื่องราวชีวิต ฝันถึงวันที่ได้กลับมาเจอกันอีก คราวนี้ ในฤดูฝนถัดไป
…
วันที่ลานกลับมา ฝนตกอีกครั้งที่ลานมหาวิทยาลัย มายด์กำลังยืนรออยู่ใต้ต้นจามจุรี เธอยื่นกล่องซาลาเปาให้เขา “ฝากมาใหม่จากบ้าน มาลองอีกครั้งมั้ยคะ”
ลานรับกล่องไว้ มองตาเธอ มือเย็นจนสั่น
“ครั้งนี้…เราไม่หนีฝนอีกแล้วนะมายด์”
เธอยิ้ม ผ่านหยาดฝนในสายตา
ในที่สุด ทั้งสองยืนเคียงกันท่ามกลางสายฝน อะไรๆ ก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่เคียงกัน แม้ในวันที่ยังกลัวและไม่แน่ใจ ว่าความฝันกับหัวใจจะเดินไปถึงสุดทางเดียวกันหรือไม่ แต่ฤดูฝนรอบนี้…มันอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา