ระยะห่างของหัวใจ
เสียงโทรศัพท์จากฝ่ายบริหารดังก้องในเช้าวันจันทร์ที่อึมครึม โอมเดินเชิดคางอย่างเหนื่อยอ่อนผ่านโต๊ะพนักงานภายในออฟฟิศ เขาโยนกระเป๋าเป้ลงข้างเก้าอี้ ก่อนจะทิ้งตัวลงอย่างไม่ใส่ใจ ผู้คนในแผนกเหลือบมองด้วยสายตาคุ้นชินกับความขรึมของเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาสายอีกหรือเปล่าโอม” เสียงเหน็บแนมดังขึ้นจากโต๊ะตรงข้าม แนน เจ้าของเสียง กล่าวพลางยิ้มบางๆ
“รถติด” โอมตอบสั้นๆ แม้จะรู้ดีว่าข้ออ้างนี้ฟังซ้ำซาก เธอแทบจะหัวเราะเบาๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ ไม่ได้เซ้าซี้
แนนลูบผมตนเองเบาๆ เวลาทำงานจะชอบฟังเพลงในหูฟังหรือไม่ก็จ้องหน้าจอคอมพลางวาดแบบบ้าน พวกเขาสองคนทำงานด้วยกันในบริษัทรับสร้างบ้านสไตล์ร่วมสมัย โอมเป็นวิศวกรคุมงานหน้างาน ส่วนแนนคือคนออกแบบภายใน ทั้งคู่ต้องติดต่อประสานอยู่บ่อยครั้ง แต่เรื่องรสนิยมกับแนวคิดกลับไม่ค่อยตรงกัน
“โอม แบบนี้พื้นไม้โอ๊คมันจะเข้ากับผนังสีขาวไหม” แนนยิงคำถามหนึ่งขึ้นในระหว่างประชุมเล็กยามบ่าย
ชายหนุ่มหยิบกระดาษวาดแบบขึ้นมาดูอย่างใช้ความคิด “ถ้าเพิ่มแสงไฟเหลืองอบอุ่นแต่ตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีเข้ม… น่าจะพอไหว”
“งั้นพรุ่งนี้เข้าไซต์พาไปดูตัวอย่างจริงเลยไหม” แนนเสนอ ไม่ได้มองตาโอม
ช่วงเวลานั้นมีความเงียบชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่โอมจะตอบรับในเสียงเบา “เอาสิ”
ความสัมพันธ์ของพวกเขาดูเป็นมืออาชีพแต่แฝงไปด้วยช่องว่างบางอย่าง โอมเป็นผู้ชายที่ไม่ค่อยเปิดใจ ไม่ค่อยแบ่งปันความรู้สึก ขณะที่แนนมีภายนอกสดใส อัธยาศัยดีแต่ลึกๆ ก็ซ่อนความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงชีวิตและครอบครัว
วันรุ่งขึ้น ฟ้าที่ไซต์งานแจ่มใสเกินคาด โอมนำรถแวนของบริษัทจอดเทียบขอบฟุตบาท แนนเดินมาพร้อมแฟ้มงาน เขาเปิดประตูหลังให้เธอช่างเงียบงัน
บนรถ พวกเขานั่งข้างกัน แนนเป็นฝ่ายเริ่มชวนคุยเรื่องพื้นไม้และแนวคิดงานศิลป์ในบ้านแบบสแกนดิเนเวียน โอมพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ค่อยตอบกลับ จนเงียบลงไปครู่หนึ่ง
“นี่ โอม ชอบที่นี่จริงๆ เหรอ ถ้ามีโอกาสไปเมืองนอกจะไปไหม” แนนถามพลางจ้องข้างนอก
โอมถอนหายใจเบาๆ “อยากไป… ที่นั่นโอกาสดีกว่านะ แล้วแนนล่ะ”
เธอหยุด เธอลังเล “ไม่รู้สิ ที่บ้านอยู่ที่นี่ ถ้าไป… แล้วแม่จะอยู่กับใครล่ะ”
รถเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปตามถนน ไม่มีใครพูดอะไรต่อนานหลายนาที
ในไซต์งาน ทั้งคู่เดินตรวจพื้นที่ร่วมกับทีมงาน สังเกตปัญหาและปรับแก้เรื่องวัสดุ โอมแสดงความจริงจัง พนักงานทุกคนเกรงใจ ส่วนแนนพยายามเชื่อมโยงระหว่างคนงานกับแนวคิดที่เห็นแก่ใจ โอมเผลอมองเธอแอบยิ้มตอนเธอเอาขนมปังแจกช่าง
เย็นวันนั้นหลังจบงาน ทั้งสองเดินกลับไปอย่างเงียบงัน โอมพูดช้าๆ “แนน… ถ้าผมย้ายไป ทำงานที่สิงคโปร์ คุณจะรับงานออกแบบให้จากที่นี่ไหวเหรอ”
แนนหยุดเดินมองหน้าเขา “ถามจริงเหรอ หรือแค่จะล้อเล่นอีกแล้ว” น้ำเสียงขื่น เธอคลี่ยิ้มแต่แว่บหนึ่งในแววตาคือความกลัว
ชายหนุ่มพูดช้าแต่แน่วแน่ “ผมจริงจัง อยากไปจริงๆ ยังไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า แต่…ผมไม่อยากให้อะไรมาฉุดรั้งฝันเรา…”
ช่วงเวลานั้นอึมครึมคล้ายเมฆฝนที่จับตัวหนา แนนพยักหน้าน้อยๆ เธอเดินนำออกไป โอมยืนอยู่ท่ามกลางเสียงไซเรนจากไซต์งานและความรู้สึกว่างเปล่า
เช้าวันต่อมา แนนเหมือนจะใจร้อนเป็นพิเศษ งานที่ค้างเพิ่มขึ้นยังไม่เสร็จ เธอนั่งหน้าคอม ลบแบบแล้วเงียบไปนาน เมื่อโอมเดินเข้ามาถามเรื่องวัสดุ เธอกลับตอบเสียงแข็ง “ไปถามคนอื่นก็ได้มั้ยโอม อย่าทำเหมือนฉันต้องรู้ทุกอย่าง”
โอมชะงักงันไปนิดหนึ่ง เขาไม่ทราบว่าอะไรเปลี่ยนไป หรือว่าเธอแค่เหนื่อย เขาวางแฟ้มงานลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วเดินจากมา โดยไม่มีคำพูดใดๆ
หลายวันถัดมา งานโปรเจกต์เร่งส่งทำให้ทั้งสองต้องอยู่ดึก โอมนั่งวางแผนสายไฟอยู่อีกฟากห้อง ส่วนแนนเงียบงันขีดเขียนบนกระดาษ เมื่อใกล้เที่ยงคืน แนนลุกขึ้นบ่นพึมพำ “หิวข้าว…ถ้าใครซื้อมาตอนนี้จะรักตายเลย”
โอมเหลือบตามองไป สุดท้ายก็ลุกขึ้นคว้าเสื้อ คล้ายจะคาดเดาความหมายของเธอจึงเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร ผ่านไปครึ่งชั่วโมง โอมกลับมาพร้อมข้าวกล่องร้อนๆ วางไว้หน้าหญิงสาว
“ฉัน… ไม่ได้หมายความว่า—” แนนอ้ำอึ้ง
“รู้แล้ว” โอมพูดนิ่งๆ สบตากำลังลังเล
เมื่อทั้งสองนั่งกินด้วยกัน ความเงียบซึมลึกเข้ามาในช่องว่างนั้น ก่อนที่แนนจะยิ้มเบาๆ “ขอบคุณนะ โอม”
ฤดูฝนเริ่มต้นขึ้น สายฝนโปรยปรายเกือบทุกเย็น โอมกับแนนต้องเข้าไซต์ไปคุมงานที่ต่างจังหวัดด้วยกัน ทั้งสองติดฝนใต้หลังคาชั่วครู่ ขณะที่ฝนซ่าๆ กระทบสังกะสี แนนเอาแขนกอดอกห่อไหล่ โอมถอดเสื้อคลุมส่งให้เธอแบบเก้อเขิน
“เอาไปใส่สิ จะได้ไม่หนาว” เขาไม่ได้มองหน้า
แนนยิ้มรับ หน้าแดงเล็กๆ คนงานบางคนมองมาทั้งคู่รีบหันไปสนใจงานต่อ
คืนหนึ่งที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง โอมกับแนนต้องพักห้องติดกันเพราะการเดินสายงานโปรเจกต์ใหญ่ กลางดึกแนนเดินออกไปที่ระเบียงหลบลม อากาศเย็น โอมเดินออกตามมาเคียงข้างแบบเงียบๆ
เสียงรถวิ่งไกลๆ มีแต่เสียงหัวใจตัวเอง แนนพูดเบาๆ “บางทีนะ…บางทีฉันก็คิดว่าตัวเองกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิด กลัวพรากจากทุกอย่างที่มีอยู่”
โอมฟังแล้วนิ่งไปนาน ก่อนพูดคล้ายกับกระซิบ “ผมเองก็กลัว—กลัวว่าทุกอย่างที่ตั้งใจมันจะไม่มีใครเข้าใจ”
แนนเหลียวไปสบตาเขาเงียบๆ แววตาของทั้งคู่มีบางอย่างที่แตกต่างจากเคย
วันถัดมา พวกเขากลับกรุงเทพฯ ทุกวันทำงานกลับกลายเป็นมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทั้งสองแอบมองหาอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ทว่าความฝันของโอมยังถูกคุมด้วยจดหมายตอบรับจากต่างประเทศที่ถึงในวันหนึ่ง
โอมลังเล ไม่มีใครในออฟฟิศรู้เรื่องนี้ เขานั่งจ้องกระดาษจดหมายในมือหลายชั่วโมง ก่อนจะเก็บไว้ในซองไม่บอกใคร
ในเช้าวันหนึ่งหัวหน้าเรียกโอมและแนนเข้าไปคุย โครงการใหญ่ที่ทั้งสองร่วมมือกำลังจะปิดจ็อบสำเร็จ ถ้อยคำชื่นชมและปรบมือดังก้อง โอมเดินมากระซิบข้างหูแนนหลังประชุม
“วันนี้ว่างมั้ย…แวะไปเดินเล่นด้วยกันหน่อย”
แนนชะงัก รอยยิ้มบางๆ ปรากฎที่ริมฝีปาก เธอรับคำแบบงุนงงใจ
ช่วงบ่าย ทั้งสองเดินเคียงกันในสวนสาธารณะ คนไม่เยอะ ใบไม้ร่วงโรย โอมพูดขึ้นเบาๆ ด้วยเสียงสั่นน้อยๆ “แนน…ผม—ผมต้องไปแล้วนะ”
แนนหยุดเดิน นิ่งไปนาน จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นมาสบตา “เมื่อไหร่”
โอมถอนหายใจ “อีกสองเดือน”
ทั้งคู่ไม่พูดอีกนานหลายวินาที ในอากาศแขวนอยู่ด้วยความอึดอัดใจ
“ดีแล้ว… นายควรไป… ฉัน… ไม่อยากขวางฝันใคร” แนนพูดโดยไม่สบตา
โอมยิ้มจาง ๆ “แล้ว…เธอล่ะ…จะโอเคมั้ย”
แนนนิ่ง น้ำเสียงแผ่วเบาซ่อนสั่น “ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวก็คงโอเค…”
เวลาหลังจากนั้นโอมยุ่งตลอด กระตือรือร้นจัดเตรียมเอกสาร รับโทรศัพท์สำคัญจากบริษัทที่จะไปทำงานใหม่ แนนรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างกันค่อยๆ กว้างขึ้น เธอเลี่ยงจะคุยกับเขา กลับบ้านดึกทุกวัน มัวแต่ดูแลแม่จนไม่มีเวลา
คืนหนึ่งฝนตกหนัก แนนนั่งอยู่ในห้องมืดๆ ดูอัลบั้มภาพโครงการที่ทำกับโอม น้ำตาไหลแบบไร้เสียง
ระหว่างนั้นโอมส่งข้อความมา “วันนี้โอเคมั้ย?”
แนนพิมพ์ตอบช้า ๆ “ก็พอไหว นายล่ะ”
โอมตอบ “คิดถึง…”
เธอนิ่งไปนาน “แล้วนายจะกลับมาไหม”
โอมเห็นข้อความนี้ใจสั่น เขาโทรหาทันที เสียงปลายสายเงียบไปนาน “แนน ถ้าผมไม่ไป… เธอจะว่าผม… ทิ้งอนาคตตัวเองมั้ย”
แนนน้ำตาแวว “รู้มั้ย ฉันเคยกลัวทุกอย่าง ฉันกลัวจะเสียคนสำคัญไป เพราะไม่กล้า… แต่บางที ถ้าเราอดทนไม่พอ ก็ไม่ควรฝืนหัวใจใครไว้ใช่ไหม”
โอมเงียบไป ก่อนพูดสั้น ๆ “…ขอบคุณนะ แนน”
เย็นที่โอมต้องขึ้นเครื่อง แนนยืนส่งอยู่ข้างสนามบิน ทั้งสองมองตากัน ไม่มีถ้อยคำพร่ำลา
ในอ้อมแขนสั้นๆ โอมกระซิบ “ชีวิตเราอาจเดินไปคนละทาง…แต่ผมดีใจที่ได้เจอคุณ”
แนนยิ้มทั้งน้ำตา “ถ้าวันหนึ่ง นายคิดถึงบ้าน…ก็ค่อยกลับมา”
เขารั้งไว้ครู่ ก่อนจะผละออกเดินเข้าเกต
เวลาสองปีต่อมาผ่านไปช้าๆ แนนกลายเป็นหัวหน้าทีมออกแบบ โอมส่งอีเมลแวะมาเป็นระยะ ทั้งคู่ไม่เคยพูดว่ารักหรือผูกมัด แต่ความรู้สึกในใจยังเป็นจริงเสมอในแต่ละหน้าจอที่ทักทายกัน
วันหนึ่งโอมกลับมาในงานเปิดตัวโครงการใหม่ของแนน สวนใหม่กลางเมืองที่ทั้งคู่เคยคิดฝันร่วมกัน โอมเดินเข้ามาในฝูงชน สบตาเธอในความพลุกพล่าน
แนนส่งยิ้มเศร้าๆ อย่างเป็นผู้ใหญ่กว่าเดิม เธอพูดเบาๆ “นายโตขึ้นเยอะเลยนะ”
โอมยิ้มตอบ “เธอก็เหมือนกัน แนน…”
ไม่มีการสัญญา ไม่มีถ้อยคำพร่ำรัก มีแค่หัวใจที่เติบโต ต่างคนต่างเดินบนเส้นทางของตัวเอง พร้อมรอยยิ้มใหม่ที่สุกงอมกว่าเดิม ความห่างไกลไม่ได้พรากทุกอย่าง หากแต่ทำให้พวกเขาได้เห็นความหมายและขอบเขตของหัวใจที่กล้ารักและกล้าข้าม