คืนเงาเงียบในเรือนไม้เก่า
เสียงรองเท้าย่ำบนพื้นไม้เก่าดังสะท้อนในความเงียบ ชายหนุ่มก้าวข้ามขอบบันไดขึ้นสู่เรือนหลังใหญ่ที่ไร้ผู้อาศัยมานานหลายสิบปี เขาหายใจช้าๆ พยายามกลั้นความกลัวที่คืบคลานติดตัวนับแต่เหยียบย่างเข้าป่าแห่งนี้ ทันทีที่ประตูบ้านปิดลงเบื้องหลัง ความเย็นยะเยือกจากอากาศและเงาเริ่มกัดกินริมฝีปากและจิตใจของเขาช้าๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไฟหน้ารถกระบะดับลง เหลือแต่ความมืดและเงาของต้นไม้สูงล้อมรอบ สินธุ์เปิดประตูลงมา ลมหายใจของเขามีเสียงสั่น พลันได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดับเพี้ยนของรถกระบะคันข้างๆ นิตา เพื่อนสาวที่อาสามาอยู่ช่วยด้วยก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าหนักอึ้ง เธอพยายามส่งยิ้มให้ แต่ริมฝีปากมุมหนึ่งกระตุกด้วยความลังเลใจ
“มันเงียบจังเลยเนอะ…” นิตาพึมพำเบาๆ พลางมองไปยังเรือนไม้สูงที่แสงจันทร์ส่องแค่ครึ่งหนึ่งของตัวบ้าน
สินธุ์พยักหน้าอย่างช้า “รีบเข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยสำรวจรอบๆ”
ทั้งสองยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบไฟฉาย เดินผ่านสนามหญ้าที่ขึ้นรกท่ามกลางเสียงแมลงกลางคืน เหงื่อซึมที่หน้าผากไม่ใช่เพราะอากาศอุ่น แต่เป็นความเย็นเยือกที่ดูเหมือนจะออกมาจากตัวบ้านเอง
ประตูไม้เก่าเปิดด้วยเสียงเอี๊ยดที่ยาวนาน ภายในเต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับ กล่องข้าวของวางกองอยู่มุมหนึ่ง นิตาคว้ารูปถ่ายครอบครัวที่วางอยู่บนตู้ขึ้นมาดู มุมปากเธอขยับเหมือนจะเอ่ยอะไร แต่ก็เปลี่ยนใจวางมันลงอย่างรวดเร็ว
สินธุ์เดินไปรอบห้องรับแขก แสงจากไฟฉายสาดผ่านกรอบรูปเก่าๆ รอยร้าวบนกำแพงเหมือนลายเส้นแปลกตา เสียงฝีเท้าเดินไปทั่วบ้าน ทั้งสองเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
นิตานั่งลงข้างกระเป๋า ลูบแขนตัวเองเบาๆ “นายคิดว่าคืนนี้… เราจะนอนหลับมั้ย?”
สินธุ์นิ่งไปพัก “ถ้าไม่คิดมาก คงได้น่า…” น้ำเสียงพยายามกลั้นความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่
เสียงอะไรบางอย่างคล้ายการลากวัตถุจากชั้นบนดังขึ้นมาจากบันได ทั้งสองมองหน้ากันด้วยสายตาตื่นตกใจ นิตาเงียบไป จนเสียงเงียบลงอีกครั้ง
เช้าวันใหม่มาถึง อากาศยังเย็นจัด สินธุ์ตื่นขึ้นมาโดยไม่แน่ใจว่าตัวเองได้นอนหรือไม่ นิตานั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่าง เธอจ้องออกไปยังเงาป่าไกลๆ
“เมื่อคืน…เหมือนมีอะไรเดินอยู่ข้างบนตลอดเลย” เธอพูดเสียงพร่า
สินธุ์ไม่ตอบ พยายามไม่สบตาเธอ แต่ยังรู้สึกขนลุกไม่หาย เขาลุกขึ้นเดินสำรวจบ้านด้วยความลังเล มองไปยังบันไดไม้ที่หยากไย่เกาะพราว
บันไดถูกลืมเลือนและเปราะบาง แต่สินธุ์ก็เลือกปีนขึ้นอย่างช้าๆ นิตาตามหลังแต่ละก้าวด้วยความกังวล เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่น้ำหนักตัวกดทับ พวกเขาเดินผ่านทางเดินแคบสู่ห้องนอนใหญ่ ทุกอย่างในห้องเหมือนหยุดนิ่งมานาน รูปถ่ายครอบครัวบนผนังแสดงรอยขีดข่วนที่ดูผิดธรรมชาติ
สินธุ์ลองเปิดหน้าต่าง หวังให้อากาศถ่ายเท แต่มันเปิดไม่ออก เขาเหลือบเห็นเงาอะไรบางอย่างวูบผ่านกระจกไปอย่างรวดเร็ว นิตาจับแขนเขาแน่น
“เมื่อกี้…เห็นมั้ย?” เธอกระซิบ
สินธุ์สั่นศีรษะ แต่สีหน้ากลับซีดกว่าทุกที ก่อนจะเดินต่อสู่ห้องเก็บของ มีกล่องไม้ใบเก่าตั้งอยู่ข้างเตียง
เขาเปิดกล่อง เผยให้เห็นเศษกระดาษจดหมายและจี้เงินที่มีตราสัญลักษณ์ประหลาด สินธุ์ถือมันขึ้นมา เพ่งพิจารณา รู้สึกหนักอึ้งอย่างไม่มีเหตุผล
เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่บันไดอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ทั้งสองคนขยับถอยหลัง จ้องไปยังบันไดที่ไร้ผู้คน
เช้าวันต่อมา มนัส เจ้าหน้าที่ดูแลอสังหาริมทรัพย์วัยกลางคนเดินทางมาสมทบ เขาเป็นชายร่างใหญ่ ใบหน้าตึงเครียด ดวงตาเหมือนคนเหนื่อยล้า
“เมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง?” มนัสถามขณะวางข้าวของ
“เหมือนมีอะไรเดินอยู่ข้างบนทั้งคืน” สินธุ์ตอบเสียงเรียบ
มนัสไม่พูดอะไรต่อ สีหน้าดูเหมือนเก็บบางอย่างไว้ในใจ เขาเดินไปสำรวจรอบบ้านอย่างคล่องแคล่ว
“บ้านนี้มัน…มีอะไรที่ไม่ควรอยู่ จริงๆ นะ” นิตาเอ่ยเบาๆ ขณะจัดโต๊ะกินข้าว
มนัสหันมามอง สายตาคมกริบแต่ไม่เอ่ยอะไร
บ่ายวันนั้น สินธุ์กับนิตาเริ่มงานซ่อมบ้านตามที่ได้รับมอบหมาย เสียงตอกตะปูและขูดสีผสมกับเสียงเงียบเป็นระยะ สินธุ์พยายามไม่สนใจเงาที่เห็นวูบวาบในหางตา
ในขณะที่นิตาขัดหน้าต่างอยู่นั้น เสียงกระซิบเบาๆ เหมือนไม่ใช่ภาษาคนดังแว่วมาจากทางเดิน เธอหยุดมือ ฟังนิ่ง แต่เสียงหายไปอย่างรวดเร็ว
ตอนเย็น มนัสนั่งอยู่กับพวกเขาที่ระเบียง เขาจุดบุหรี่ สูดหายใจเข้าช้าๆ
“พวกเธอรู้ใช่มั้ย บ้านนี้มันถูกปิดมาเป็นสิบปี เพราะคนในครอบครัวเจ้าของ…หายตัวไปทั้งบ้าน ไม่มีใครพบศพ” มนัสพูดช้าๆ
นิตาขนลุกทันที “นายไม่เคยบอกฉันเรื่องนี้…” เธอหันไปทางสินธุ์ด้วยสายตาขุ่นเคือง
สินธุ์หลบตา “ฉันไม่รู้รายละเอียด ฉันแค่ต้องมาดูแลงานซ่อม”
มนัสถอนหายใจ “มันไม่มีใครอยากมาพูดถึง ทุกคนแถวนี้กลัวกันหมด”
คืนต่อมา เสียงเดินยังคงดังชัดขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งเหมือนเสียงลากของหรือเสียงเคาะเบา ทุกคนเริ่มนอนไม่หลับ
นิตาตื่นขึ้นมากลางดึก เธอเห็นเงาตะคุ่มข้างเตียง รีบคว้าไฟฉายส่องไป กลับว่างเปล่า เธอแทบหายใจไม่ออก
เช้าวันต่อมา สินธุ์พบว่าจี้เงินในกล่องหายไป เขาถามนิตาและมนัส แต่ไม่มีใครแตะมัน
ทั้งสามเริ่มระแวงกันและกัน บทสนทนาสั้นลง เงียบงันกลายเป็นบรรยากาศหลักของบ้าน
วันที่สี่ ขณะซ่อมแซมห้องเก็บของ สินธุ์พบสมุดบันทึกเก่าซ่อนอยู่ใต้แผ่นไม้ ในนั้นเขียนด้วยลายมือหวาดกลัว เต็มไปด้วยร่องรอยจดข้อความว่า “มันเฝ้าดูอยู่” และ “อย่าขึ้นไปชั้นสาม”
นิตาอ่านบันทึกเสียงสั่น “ทำไมต้องห้ามขึ้นชั้นสาม?”
มนัสเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเบาๆ “ชั้นสามนั่น…เคยเป็นห้องของลูกสาวคนเดียวของบ้าน ที่ไม่มีใครเจออีกเลยหลังหายตัว”
สินธุ์นิ่งไป สีหน้าหนักใจ “เราควรไปดูไหม?”
“อย่า” มนัสพูดเสียงต่ำ “ถ้าไม่จำเป็น อย่าไปยุ่งกับมัน”
แต่คืนนั้น สินธุ์นั่งมองทางขึ้นชั้นสามทั้งคืน เขาหลับตาแต่ใจยังได้ยินเสียงเหมือนมีคนลากบางอย่างอยู่ข้างบน
รุ่งเช้า อากาศชื้นและหมอกลงจัด สินธุ์เดินไปยืนหน้าบันไดขึ้นชั้นสาม เขาจ้องมองมันนาน ลังเล แต่แล้วก็เดินขึ้นไปทีละขั้น
บันไดแต่ละขั้นเหมือนเสียงหัวใจเต้นในอก เสียงไม้ลั่นสะท้อนอยู่ในหัว ชั้นสามเต็มไปด้วยฝุ่นและความเงียบ เขาเห็นประตูเก่าบานหนึ่งปิดสนิท
สินธุ์ลองหมุนลูกบิด มันติดขัดแต่ก็เปิดออก ห้องภายในไม่มีเฟอร์นิเจอร์ นอกจากโต๊ะเก่าๆ กับกระจกเงาบานใหญ่และรอยขีดข่วนเต็มผนัง
สินธุ์เดินเข้าไปช้าๆ เงาของเขาสะท้อนในกระจก แต่แสงเงาเบลอเหมือนมีบางอย่างยืนอยู่เบื้องหลัง เขาหันกลับอย่างรวดเร็ว แต่ห้องยังว่างเปล่า
เสียงฝีเท้าอย่างหนักดังมาจากข้างหลัง สินธุ์หยุดนิ่ง รู้สึกถึงความเย็นที่ไล่เข้ามาจากหลังคอ
นิตาและมนัสวิ่งขึ้นมาหา พวกเขาเห็นสินธุ์ยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้อง กระจกเงาสะท้อนเงาสามคน แต่เงาที่สี่กลับยืนอยู่ในมุมมืด
นิตากระซิบ “นายเห็นเงานั่นมั้ย…”
มนัสจับแขนสินธุ์ “ออกไปเถอะ มันไม่อยากให้เรายุ่ง”
ขณะที่ทุกคนกำลังจะออกจากห้อง ประตูปิดเองอย่างแรง เสียงกระซิบดังขึ้นรอบตัวเป็นถ้อยคำที่เข้าใจไม่ได้ อากาศในห้องเย็นจัดจนทุกคนต้องกอดตัวเอง
สินธุ์ยืนจ้องกระจก ไม่อาจละสายตา เงาในกระจกชี้นิ้วไปยังโต๊ะมุมห้อง สินธุ์เดินไปค้นใต้โต๊ะ พบกล่องจดหมายอีกกล่อง เขาหยิบขึ้นมาเปิด พบจดหมายที่เขียนคำขอโทษและวิงวอนขอให้อภัยจากเจ้าของบ้านถึงลูกสาว พร้อมคำว่า “เราต้องชดใช้…” ซ้ำๆ
เสียงสะอื้นดังขึ้นรอบห้อง เงาในกระจกเริ่มพองโตผิดรูป รอยขีดข่วนบนผนังคล้ายคำสาปที่เขียนซ้ำๆ ว่า “อย่าทิ้งฉัน”
นิตากรีดร้อง ทุบประตูอย่างแรง มนัสตะโกนขอให้บางสิ่งปล่อยพวกเขาไป สินธุ์ยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่
ทันใดนั้น เงาในกระจกค่อยๆ ยื่นมือออกมาจากกระจกจริง เงาทาบทับร่างสินธุ์ เขาหายใจถี่ ดวงตาเบิกโพลง ก่อนสุดท้ายจะทรุดลงกับพื้น
เสียงเงียบกลับมาคลุมบ้านอีกครั้ง ประตูห้องเปิดเอง นิตาและมนัสลากตัวสินธุ์ออกมาได้ทันเวลา สินธุ์ยังคงสลบแต่หัวใจเต้นแรง มือของเขากำจี้เงินไว้แน่น
หลังเหตุการณ์นั้น สินธุ์พูดน้อยลง สีหน้าหม่นหมอง เขาเอาจี้เงินไปคืนในกล่อง ครอบครัวเจ้าของบ้านไม่เคยกลับมาอีกเลย บ้านถูกปิดตายอีกครั้ง
นิตากับมนัสออกจากเรือนนั้นไปโดยไม่หันกลับมา มนัสเอ่ยเสียงเบา “บางสิ่ง…ยังรอคำขอโทษที่ไม่เคยได้รับ”
สินธุ์ยืนอยู่หน้าบ้าน มองเงาตัวเองทาบทับกับประตู ทุกอย่างเงียบงันเหมือนคืนแรกที่มาถึง แต่ความรู้สึกว่ามีสายตาคอยจับจ้องจากเงามืดยังไม่เคยจางหาย
บ้านไม้กลางป่ากลายเป็นเรือนเงียบที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงอีก ทุกคืนที่ลมพัดผ่าน เงาในบ้านนั้นยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดอย่างเงียบงัน