เงาใจใต้แสงเทียน
ความเงียบในห้อง 302 หอพักชายเก่าแก่ตรงกลางเมืองถูกรบกวนด้วยเสียงเปิดประตูดังเอี๊ยด ภูมิ นักศึกษาชั้นปีหนึ่ง สะพายเป้โทรมกับมัดผมกระเซิง ก้าวเท้าเข้าไปอย่างลังเล แสงไฟสีส้มรำไรลอดจากห้องโถงข้างนอก สะท้อนเงาน้อย ๆ บนกระจกบานสูงซึ่งตั้งพิงผนังฝั่งตรงข้ามกับเตียงเขา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภูมิเหลือบมองกระจกนั้น พลางถอนใจอย่างล้า สายตามองเห็นเศษผมของใครบางคนติดตามขอบกระจก ภูมิก้มเก็บปลายมวนบุหรี่หยิบแอบทิ้งลงถัง เสียงฝีเท้าใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันไดมาแต่ไกล
ภูมิผลักประตูห้องเบา ๆ พลางสบตากับริน เพื่อนร่วมห้องที่กำลังกลับมาหลังงานเลิก รินสูงโปร่ง ดวงตาหน้าตึงเครียด หิ้วถุงอาหารแถบหนึ่งมือ
“กินอะไรวะวันนี้” ภูมิถาม พลางแกล้งกระทืบเท้าเสียงดังเหมือนจะแกล้งให้รินตกใจ
รินยิ้มมุมปากเล็กน้อย เหวี่ยงถุงลงบนเตียง “ข้าวหมูแดง…เอ็งจะกินด้วยไหม”
ภูมิพยักหน้ารับ กระพริบตาถี่จนตาแดง “กินสิ ฝากด้วยดิ”
ทั้งสองนั่งลงตรงปลายเตียง เสียงเคี้ยวข้าวและโทรทัศน์ลอยมากระทบอย่างจาง ๆ ภูมิมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเงาของตัวเองซ้อนอยู่กับเงาของรินในกระจก ทั้งสองนั่งกินเงียบ ๆ เหมือนต่างฝ่ายรอให้อีกคนเอ่ยปาก
“เมื่อคืน…ได้ยินเสียงใครเดินหน้าห้องไหม?” ภูมิถามเสียงแผ่ว มือกำช้อนแน่นเหมือนไม่อยากฟังคำตอบ
รินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสบตาภูมิ “เสียงอะไร เอ็งฝันหรือเปล่า?”
ภูมิไม่ตอบ เสียงในหัวไหลเวียนกลับคืนมา ภาพในกระจกขยับวูบหนึ่ง เขากระพริบตาแต่ทุกอย่างกลับเหมือนเดิม
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายบรรยากาศ รินลุกไปรับสาย เสียงต่ำพร่าดังลอด “แม่…เอาไว้คุยทีหลังนะ ไม่ได้ลืม…”
ภูมิหันไปเก็บเศษกล่องอาหารใส่ถุง พลางเหลือบมองค่ำคืนที่ดำมืด เลื่อนสายตาไปท่ามกลางเงาจากไฟทางเดิน แปลกที่เขารู้สึกเหมือนมีใครอีกคนในห้องนี้เสมอ
หลังเที่ยงคืน ภูมินอนไม่หลับ เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่างลมหอบอากาศหนาวกรุ่น ๆ สายตาแวบไปที่กระจกอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นเงาทึบคล้ายเงาผู้หญิงยืนอยู่ข้างเตียงริน
ภูมิหันขวับกลับ ไม่มีสิ่งใดนอกจากความเงียบ
เช้าวันใหม่ ภูมิตะเกียกตะกายลุกทันทีที่นาฬิกาดัง เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ไม่มีรินอยู่ในห้อง ถุงข้าวยังวางอยู่ ภูมิส่ายหน้ากระวนกระวาย รีบโทรศัพท์หาริน แต่ “หมายเลขนี้ยังไม่เปิดใช้บริการ”
ภูมิเดินลากเท้าไปแตะเคาะประตูห้องข้าง ๆ เจอวิน เพื่อนข้างห้องที่ชอบเล่นเกม วินหน้าตายิ้มรับปากแห้ง “เมื่อคืนรินกลับมาแล้วหายหัวไปอีกหรือ?”
ภูมิจ้องวินนิ่ง “เห็นรินไหม?”
วินหัวเราะเหมือนล้อเล่น “อย่าเอาของขลังมารวมกับกูเลย มึงฝันมากกว่า…เมื่อคืนก็เสียงเอ็งนั่นแหละเดินไปเดินมา”
ภูมิถอนหายใจ เดินกลับห้อง มองเลือดติดอยู่ที่ขอบกระจก เก็บเศษกระดาษแปลก ๆ หน้าโต๊ะเรียนที่เขาไม่คิดว่าเป็นของตน มีกระดาษฉีกสีแดงลายมือริน เขียนว่า “คืนนี้ใครตามฉันอยู่”
เสียงข้อความแจ้งเตือนสั้น ๆ ดังจากมือถือ “กูขอโทษ กูขอโทษ กูขอโทษ” ภูมิพยายามโทรติดต่อรินอีกแต่ไม่มีสัญญาณ
คืนต่อมา ภูมิหลับตาอย่างอึดอัด เสียงขูดกรอบหน้าต่าง เหมือนมีใครลากเล็บเบา ๆ เงาในกระจกเริ่มสั่นไหว ภูมิเดินไปหยิบไฟฉาย ส่องเข้าไปตรงกระจก เห็นเป็นฝ้าขาว ช่วงวินาทีนั้น เงารินโผล่ขึ้นคล้ายกำลังร้องไห้
ภูมิถอยกรูด นั่งลงฟุบกับพื้น เอามือปิดหน้า น้ำตาเทออกมา โลกรอบตัวเหมือนบีบแคบลง เขาพูดพึมพำ “ขอโทษ…ขอโทษ…” เหมือนเสียงนั้นถูกตอบกลับจากห้องที่ว่างเปล่า
วันถัดมา ข่าวแบบไม่เป็นทางการกระจายในหอพัก ว่ามีเด็กหายไป ภูมิวิ่งไปถามวิน, ศรันย์, แล้วก็จอย สาวเปรี้ยวห้องตรงข้าม ทุกคนต่างพยายามหลบตา ไม่มีใครกล้าพูดถึงความกลัวที่เกิดขึ้นรอบตัว
ตกเย็น ภูมิกลับมาที่ห้องเจอรอยเลือดแห้งตรงขอบกระจกเพิ่มขึ้นอีก ภูมิลูบมันเบา ๆ พลางนั่งลง เอาหลังพิงผนัง มองเงาในกระจกผ่านน้ำตา ซากขวดน้ำขว้างติดผนังดังโป๊ก
เสียงจอยตะโกนมา “เฮ้ ยู โอเคมั้ย…” เธอยื่นหัวเข้ามาแบบไม่ขออนุญาต
ภูมิพยายามยิ้ม “ฉันไม่ได้บ้า…”
จอยขมวดคิ้ว “แล้วรินล่ะ?”
ภูมิเงียบ ไม่มีคำตอบ จอยเดินเข้ามาโยนแหวนเงินเล็กใส่มือเขา “รินฝากไว้ก่อนจะ…โอเคมั้ย”
ภูมิมองแหวนในมือ, เห็นตัวอักษรเล็ก ๆ K.P. จารึกไว้ข้างในที่ไม่เคยสังเกต มันคือชื่อของรินกับใครอีกคน
คืนนั้น ฝนตกหนักเป็นครั้งแรกในรอบเดือน เสียงฟ้าผ่าลงใกล้หอพัก ภูมินั่งจ้องกระจกทั้งคืน ตรงกลางภาพสะท้อน เขาเห็นรินยืนร่องรอยเหมือนกำลังร่ำไห้ มือจับอก น้ำตาไหลเป็นสาย
“นาย…ทำอะไรกับฉัน” เสียงรินดังจากกระจกเบาหวิว
ภูมิร้องไห้ออกมา “นายหายไปไหน!”
รินพูดเสียงเบาอย่างเจ็บปวด “นายรู้ดี ฉันขอโทษ ฉัน…ช่วยฉันด้วย”
ทันใดนั้น ทั้งห้องสั่นสะเทือน เงาในกระจกเติบโตขึ้นจนปกคลุมห้อง ภูมิกรีดร้อง ตะเกียกตะกายออกจากห้อง ทุกอย่างมืดสนิท
เช้ารุ่งขึ้น, หอพักทั้งตึกวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามา ภูมิถูกสอบสวนตลอดวัน ไม่มีร่องรอยรินนอกจากเสื้อผ้าและแว่นที่ตกใต้เตียง ไม่มีใครรู้ว่ารินหายไปไหน, ไม่มีภาพจากกล้อง, ไม่มีเสียงพยาน
ค่ำวันนั้น ภูมิกลับมาเงียบ ๆ นั่งที่ปลายเตียง เอาแหวนที่จอยให้มาวางหน้ากระจก เขากระซิบ “ขอโทษ…” น้ำตาไหลรินเป็นสายขณะที่เงาในกระจกยังนิ่งสนิท
ภูมิกินอะไรไม่ลง เสียงกรอบแกรบของถุงข้าวที่เหลืออยู่เตือนถึงคืนสุดท้าย ก่อนรินหายไป เหมือนเหตุการณ์เดิม ๆ วนกลับมาแต่ไม่มีทางออก
คืนวันเสาร์ เสียงคนเล่นกีตาร์ในห้องโถงลอยมากระทบ ภูมิเดินไปนั่งริมระเบียง เขาสูดอากาศลึก ๆ ข้าง ๆ มีจอยเอาหัวพิงไหล่เขาโดยไม่พูดอะไร
“ถ้าเธอจะร้องไห้ ก็ร้องไป” เธอพูดแผ่วเบา
ภูมิปล่อยน้ำตาไหล ปากสั่นอย่างห้ามไม่ได้ “ฉันกลัว ฉันผิดเอง…”
“ทุกคนก็ผิดกันทั้งนั้น” จอยบีบมือเขาแน่น
เวลาล่วงเลยถึงค่ำคืนเดือนถัดมา ภูมิเริ่มกล้ากลับไปห้องเดิมมากขึ้นทีละน้อย ห้องที่บัดนี้กลายเป็นห้องว่างไร้เพื่อน เสียงคนข้างห้องเปลี่ยนไปหลายรอบ ไม่มีใครกล้าคุยเรื่องริน
วันหนึ่ง ภูมิกำลังเก็บของเก่าในห้อง เจอกระดาษแผ่นเล็กจารึกคำว่า “ให้อภัย” และอีกด้านคือ “จำไว้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว” สะกดด้วยลายมือเหมือนของริน
กลิ่นเทียนไขหอมลอยมา ภูมิมองดูแสงเทียนจากหน้าต่างตรงห้องว่างข้าง ๆ เขาตามแสงนั้นไป เจอวินกำลังจุดเทียนเป็นแถว
“มายืนเฉย ๆ ทำไมวะ มึงคิดถึงเขาเหรอ?” วินพูดช้าช้าแต่ไม่สบตา
ภูมิพึมพำ “ฉันฆ่าเพื่อนตัวเองหรือเปล่า…”
วินถอนใจ “บางความจริง…ไม่ต้องพูดหมดก็ได้”
ภูมิเฉย ไม่ตอบ เงายาว ๆ จากแสงเทียนทอดลงบนพื้น น้ำตาตกบนปลายเทียน ดับวูบไปดื้อ ๆ
เช้าวันใหม่ ขณะภูมิกำลังจะออกไปข้างนอก เห็นซองจดหมายสอดใต้ประตู ข้างในมีภาพถ่ายขาวดำ รินยิ้มในแสงจันทร์ มีข้อความด้านหลังว่า “ขอบคุณที่ให้อภัย”
ภูมินั่งลงสงบใจครั้งแรก เขาเดินกลับไปที่ห้อง เปิดกระจกจ้องเงา ทุกอย่างเหมือนเงียบสงบ เขาหยิบแหวนเงินสวมบนนิ้ว พึมพำกับกระจก “ฉันให้อภัย…”
ในเงานั้น รินโผล่มายิ้มอย่างสงบ เอื้อมมือแตะกระจกเบา ๆ ภาพเงาจางหายไปเหลือแค่ภูมิและแสงเทียนที่ปลายเตียง เช้านั้นแสงแดดสะท้อนกระจกเต้นระบำเบา ๆ ไม่มีเงากวนใจเหลืออยู่ นอกจากความทรงจำและแผลในใจ…ที่ถูกชะล้างด้วยการให้อภัย