แสงสุดปลายอุโมงค์
เสียงไซเรนดังแว่วสะท้อนในความมืด อิษฏ์ยืนหายใจหอบใต้แสงไฟเหลืองที่ปล่อยไอร้อนจางๆ กลิ่นโลหะผสมกับความอับขื้นของลมหายใจร่วมร้อยชีวิตในนครใต้ดินแห่งนี้ เด็กชายอายุสิบเจ็ดปี ผมหยักศกยุ่งเหยิง เสื้อเปื้อนฝุ่น ท่ามกลางการอพยพที่วุ่นวาย เขาเหลียวมองซ้ายขวา—ไม่มีริว น้องสาวของเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งในความโกลาหลนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงคุณยายแก่ที่เดินผ่านดังขึ้น “รีบไป เข้าเขตปลอดภัย! สิ ถึงตายแล้วจะโทษใครได้!” อิษฏ์กำมือแน่น มองพวกผู้ใหญ่รีบคว้าของ คนเป็นร้อยผลักไหล่กันราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงามืด มีเสียงเด็กร้องไห้ ผสมกลิ่นอาหารกระป๋องเน่าเปื่อยในอากาศ
ไม่! อิษฏ์ไม่ไป เขาตัดสินใจกลับสุนัขหางขาดในมือ อิษฏ์ตัดสินใจหาน้องสาวของเขาให้พบ ก่อนที่จะหนีออกจากเขตกลาง ที่นั่น ริวบอกว่าจะรอ—แต่ตอนนี้… ไม่มีใคร ไม่มีเงาใดในทางเดินที่เคยสว่างไสว
เสียงรองเท้าบู๊ทเหยียบสนั่น ทั้งพื้นที่สั่นสะเทือน เขาวิ่งเลาะข้างท่อพ่นแรง หัวใจของเขาเต้นรัว ทุกการก้าวยิ่งไกลบ้านพักมากขึ้น ทอดสายตามองประตูเหล็กสนิม “ริว… อย่าเพิ่งหายไปไหน” เสียงอิษฏ์พร่ำในใจ ไม่กล้าตะโกนเพราะกลัวหน่วยรักษาความปลอดภัยจะจับได้ เขาเคยถูกลงโทษครั้งหนึ่งแล้ว—ตั้งแต่วันนั้น เขากลัวสายตาของผู้คุมมากกว่าความตาย
เขาเลี้ยวเข้าถนนลับซอยฝุ่น ชะแง้มองประตูเหล็กเล็ก ๆ เขาถีบเข้าไป—ชั้นใต้ดินที่เงียบสงัด เสียงแว่วของไฟฟ้าสั่นกระทบผนังปูน เด็กหนุ่มหอบเหนื่อย พื้นดินสกปรกและเย็น อิษฏ์เอ็มมือกับผนัง พยายามตั้งสติ
“จะตามหาอะไรในนี้—อิษฏ์?” เสียงใครบางคนกระซิบแผ่วในความมืด อิษฏ์หยุดนิ่ง เสียงนั่นลึกและสั่น ระคนแปลกประหลาด เด็กหนุ่มมองไม่เห็นผู้พูด มีเพียงเงารูปร่างสูงใหญ่ในซอกหลืบ หอบหายใจถี่
เขาไม่พูดอะไร นอกจากสะกดลมหายใจ “ริว…น้องสาวผม คุณเห็นเธอไหม?”
เสียงนั้นเงียบงัน ตามมาด้วยเสียงขยับตัวเบา ๆ เงาร่างนั้นโผล่ออกมา ปรากฏหญิงวัยกลางคนในชุดหมวกขาดโพรง ไฟฉายเล็กในมือเธอส่องเล็ก ๆ “น้องสาว? ไม่มีใครผ่านไปทางนี้ หรอก อย่าวิ่งพล่าน เสียงหน่วยค้นหากำลังมา”
อิษฏ์เม้มปาก “พี่ช่วยได้ไหม…”
หญิงคนนั้นลังเล ก่อนจะพยักหน้า“เลี้ยวซ้ายตรงทางเดินแคบๆ แถวหม้อแปลง แล้วลงไปข้างล่าง ถ้ามีเด็กผ่านไป ฉันจะช่วยดู—แต่ระวัง ไม่นานนัก พวกนั้นก็จะมา”
อิษฏ์รีบขอบคุณ แล้วเร่งฝีเท้าตามเส้นทาง ความมืดลึกลงไปทุกที เสียงหัวใจเขาแผ่วเบา ตลอดทาง เขานึกถึงคำด่าของพ่อ—“ถ้าแกกลัวนัก ก็ไม่มีวันได้ค้นหาความจริง”—และคำปลอบใจของริวที่ชอบจับมือเขาเดินในวันไฟดับ
เขาถ่อมตัวก้มต่ำ วิ่งจนถึงหม้อแปลง พบท่อระบายขยะข้าง ๆ ประตูเหล็ก อิษฏ์ย่อตัวลอดเข้าไป พื้นเปียกลื่นกว่าที่คิด เสียงน้ำหยดลงเหล็กเป็นจังหวะ เขาลูบรอยขีดเขียนเลือนรางบนผนัง “ริว…ถ้าเธอได้ยิน กลับมาเถอะนะ”
มีเสียงฝีเท้าตามหลัง เขาหันขวับ พบเด็กชายอายุราวสิบสองผิวหยาบคล้ำและดวงตายากจะวางใจ “จะวิ่งไปไหน พี่? อย่าคิดว่าฉันจะส่งเสียง สัญญาจะไม่บอกใคร”
อิษฏ์ชะงัก ไม่มีเวลาโต้เถียง เขาถามกลับเสียงเคร่งขรึม “เห็นเด็กผู้หญิงผมเปียมั้ย?” เด็กชายเขย่าหัว ไม่ยิ้ม แต่ชี้นิ้วไปทางประตูสแตนเลสอีกฝั่ง “โน่น อุโมงค์เก่า แต่อันตราย พวกนั้นอยู่ข้างใน…”
อิษฏ์ชะงัก เสียงท้ายประโยคเต็มไปด้วยความกลัว เขาพึมพำเบา ๆ “พวกนั้น—คือใคร?”
เด็กชายหน้าเปลี่ยนสี “กลุ่มคนที่หายไป… ไม่มีใครกล้าพูดถึง ถ้าอยู่ในนั้นก็…”
เสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้น เสียงคนตะโกนไกลๆ “ทุกคนไปยังเขต 9 ด่วน!” อิษฏ์ใจหายวาบ เขาครุ่นคิดรวดเร็ว ก่อนตัดสินใจใช้เส้นทางเสี่ยง เขาก้าวเท้าไปโดยไม่ได้ร่ำลาเด็กชาย ร่องรอยความกลัวแผ่ซ่านในหัวใจ
ทางเดินแคบขึ้น อิษฏ์ต้องคลำผนัง เย็นเฉียบ มือเปื้อนสนิมและฝุ่น เงาชายหญิงสองคนวนเวียนขยับอยู่เบื้องหน้า เงียบจนได้ยินเสียงเต้นหัวใจของตนเอง
จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ระวัง! อย่าขยับ!” ไฟฉายส่องกระทบหน้าเขา เขาหยีตา เจอชายวัยสี่สิบต้นๆ หัวโล้น มีรอยสักรูปแมลงบนข้อมือในชุดคลุม “เขาไม่ใช่ศัตรู ดูมือซะก่อน” หญิงข้างหลังพูดเสียงห้วน
อิษฏ์ยกมือ “ผมตามหาน้องสาว… ริว เธออายุสิบสี่ ผม—”
ชายรอยสักขมวดคิ้ว “เด็กผู้หญิง เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนมีคนป้วนเปี้ยนแถวนี้ แต่ไม่แน่ใจเรื่องชื่อ”
หญิงอีกคนจับแขนอิษฏ์สำรวจ “มากันหมดตอนนี้ มีเหตุฉุกเฉิน” เธอกระซิบกับชายรอยสักแล้วดึงอิษฏ์เดิน”
อิษฏ์ทำตามอย่างไม่มีทางเลือก เขาโดนพาเข้าอุโมงค์ลึกซับซ้อน ระหว่างเดิน ชายรอยสักถาม “แกกลัวอะไร?”
อิษฏ์นิ่งนาน ก่อนตอบ “ผมกลัวตัวเอง… กลัวจะทำให้ริวตายเหมือนแม่”
เงียบ หญิงเข้ามาตบบ่าเขาแรง ๆ “เรื่องที่กลัวที่สุด บางทีมันเป็นแค่ภาพหลอกตา มันไม่ใช่ความจริงเสมอไป”
อิษฏ์ไม่ตอบ พวกเขานำอิษฏ์ผ่านห้องกักเก็บที่เต็มไปด้วยของเสียเทคโนโลยี ทั้งเศษซากอุปกรณ์และผ้านวมเก่า คนเร่ร่อนซ่อนหน้าอยู่มุมมืด แววตาจ้องมองมาอย่างหวาดระแวง
ชายรอยสักพูดกับอีกคน “คอยมองหาสัญญาณเด็กผู้หญิง เราต้องช่วยให้ถึงปลอดภัย ประตูไหนยังไม่ได้ตรวจ?”
หญิงตอบเบา ๆ “ฝั่งอุโมงค์ใต้คานเหล็กนั่นแหละ เห็นมีรอยเท้าเล็ก ๆ ดินเปื้อน คิดว่าน่าจะใช่ ลองตามดูเถอะ”
อิษฏ์ใจเต้นแรง รอยเท้านั้น—เขาวิ่งนำคนทั้งกลุ่มไป ชายรอยสักดักหน้า “อย่าไปเอง! ถ้ายังอยากรอด”
ขณะที่เขาก้าวเท้า มีเสียงหมาที่เฝ้าสกัดหน้าประตูดังเห่า มีสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวในความมืดสลัว เสียงของริวแว่วมาจากข้างใน ประสานเสียงร้องไห้…
อิษฏ์เบิกตากว้าง “ริว! ผมอยู่นี่!” แต่เขาโดนชายรอยสักตะครุบไว้ หญิงคนนั้นกระซิบ “ฟัง! ถ้ารีบเข้าไปจะโดนดัก พวกนั้นไม่ไว้ใจใคร”
อิษฏ์สะบัด “ถ้าผมไม่เข้าไป ริวจะเป็นอะไร ผมไม่ยอม!”
หญิงถอนหายใจ “ดื้อเหมือนใครบางคนในอดีตเลย”
เสียงปริศนาดังขึ้นจากในอุโมงค์ “ยืนให้เห็นหน้าก่อน ว่าแกเป็นใคร!”
อิษฏ์ยกมือออกจากเงา “ผมชื่ออิษฏ์ ผมมาแค่ตามหา—”
ประตูเปิดออกช้าๆ กลุ่มคนสั่นสะท้าน เผยใบหน้าสกปรกเทาเข้ม มีปืนของเล่นบิ่นที่ถือไว้ “เด็กคนนั้นของแกจริงเหรอ?”
หญิงเดินแซงหน้า “พอเถอะ ทุกคนอ่อนล้า ไม่ต้องฆ่าใครแล้ว”
หัวหน้ากลุ่มในอุโมงค์มองอิษฏ์ ตั้งคําถามสำคัญ “ถ้าอยากช่วยน้องสาวจริง ยอมเสี่ยงอะไรได้บ้าง?”
อิษฏ์ลมหายใจกลั้นนิ่ง “ยอมทุกอย่าง แต่อย่าทำอะไรเธอ”
เสียงหัวเราะแผ่วดังก้องในอุโมงค์ หญิงคนนั้นสบตาอิษฏ์ “มันไม่ง่าย ไม่มีใครรอดคนเดียวที่นี่ ทุกคนต้องเลือกสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด”
หัวหน้ากลุ่มนิ่งไปนาน “เปิดทาง… แต่บางที ทางนี้อาจไม่มีวันหวนกลับ”
อิษฏ์รีบวิ่งเข้าไปคว้าคนน้องที่ซุกอยู่ใต้ผ้านวม ริวตัวสั่น กอดคอเขาแน่น “พี่…ขอโทษ…หนูกลัว…”
เสียงร้องไห้สะท้อนในความมืด ทุกคนในอุโมงค์หันหลังให้ พวกผู้ใหญ่ลดปืนลง มองกันนิ่งราวกับเข้าใจบางอย่างโดยไม่ต้องพูด
ในวินาทีนั้น เสียงเตือนภัยรอบใหม่ดังขึ้นทั้งเมืองสั่นสะเทือน ไฟกระพริบวาบในอุโมงค์ “เกิดอะไรขึ้น…” หญิงร่างสูงตะโกน “โดนถล่ม เราต้องหนี!”
อิษฏ์อุ้มริววิ่ง ทั้งกลุ่มกรูกันฝ่าฝุ่นหนาหนัก สะพานเหล็กขาดสะบั้น บันไดถล่มลง ริวกรีดร้อง อิษฏ์ลื่นกลิ้ง มือถลอกเลือดไหล ชายรอยสักดึงเขาขึ้น “ไม่ใช่เวลาคิดถึงอดีต ต้องเลือก! จะออกข้างบนกับพวกเรา หรือซ่อนในส่วนลึก!”
อิษฏ์ลังเล ชะเง้อมองรูเล็กบนเพดาน—มีแสงจางลอดลงมา ริวสะอื้น “หนูอยากกลับบ้าน”
หญิงในกลุ่มเอื้อมมือจับอิษฏ์ “เราจะไม่ปล่อยกัน”
เสียงระเบิดเขย่าผนัง ทุกอย่างสั่นสะเทือน—ชายรอยสักคว้าแขนเขา “ไป! ยังพอมีทาง!”
ทั้งกลุ่มปีนบันไดขึ้นไป แสงไฟกระพริบทะลุฝุ่นหนา อิษฏ์หอบเฮือกมองร่างริวคลานขึ้นก่อน ร่างน้องสาวบอบบาง สองมือจิกบันได ดวงตาแข็งกร้าว น้ำตานองหน้า
ออกมาจากอุโมงค์สายฝุ่น สีเงินเต็มไปด้วยเศษซาก บ้านเมืองด้านนอกที่เป็นสนามร้าง ผู้คนกระจัดกระจาย ร่างผู้ใหญ่ล้มลง ชายรอยสักร่ำร้อง “ทางรอดมีแต่ต้องต่อสู้ร่วมกัน!”
อิษฏ์ปล่อยความกลัว กอดริวแนบแน่น “เรารอดแล้วนะ”
หญิงพยักหน้า “การเสียสละมันไม่จบ แต่ถ้ากล้าก้าวออกจากความมืด… แสงข้างหน้าก็ยังมีอยู่เสมอ”
อิษฏ์กับริวเดินไปข้างหน้า ในแสงแดดจาง ๆ แม้กระทั่งหัวใจที่แตกสลายก็ลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้ง เมืองที่เปลี่ยนไป…แต่อย่างน้อยตอนนี้ พวกเขาไม่ต้องกลัวอดีตอีกต่อไป