ชมรมจับโกหกแห่งโรงเรียนเทพศิรินทร์คาเฟ่
เสียงกริ่งดังแข่งกับเสียงพูดคุยที่ซุ้มหน้าโรงเรียน ศิวะ—a.k.a. ศิวะนักวิเคราะห์หน้ายุ่ง—กำลังขยี้หนังสือจิตวิทยาพร้อมเอียงหูฟังสนทนาของคนข้างหลัง แล้วหันไปหาเพื่อนรัก ตั้ม เด็กหนุ่มหน้าใสพูดไวชอบเถียงทุกอย่าง และริว ผู้คลั่งในเวทีประกวดกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โต๊ะประชุมยังว่างมั้ย ไปรวมตัวกัน!” ศิวะหันไปจ้องตั้ม
ตั้มทำหน้าสงสัย “มาก่อนอีกแล้วเหรอเนี่ย จะจับโกหกใครตอนเช้า ยังไม่มีใครโกหกเลยนะ”
“ก็ฉันว่า…ป้อมมันต้องหลอกว่าทำการบ้านเสร็จแน่” ศิวะกระซิบ
ริวโยนสมุดวาดรูปลงโต๊ะ “แต่ป้อมมันอยู่ห้องอื่น นายจะไปสืบยังไง”
“เฮ้ย เดี๋ยวสิ จะจับโกหกต้องเข้าใจธรรมชาติคนก่อน” ศิวะกวาดสายตาไปรอบห้อง วาดทฤษฎีสมคบคิด
“หรือจะแอบฟังแทน?” ตั้มประสานมือ ทำหน้าเจ้าเล่ห์จนศิวะและริวเงียบ
ระหว่างนั้นครูปรายเปิดประตูห้องประชุม เข้าด้วยรอยยิ้มประหลาด “วันนี้ประชุมชมรมกันตั้งแต่เช้าเหรอ”
“พวกผมจะฝึกจับโกหกครับครู!” ศิวะพูดเสียงดัง
ตั้มขยิบตาให้ริว “จริง ๆ เริ่มตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ แต่ผลลัพธ์…วุ่นวายนิดหน่อย”
ครูปรายหัวเราะ “งั้นครูฝากดูแลชมรมใหม่ที่อยู่ข้างห้องด้วยละกัน เขาไม่ค่อยเข้าใจระบบโรงเรียน”
หลังครูปรายไป ทั้งสามคนติวเข้มเรื่องการจับโกหกจากคลิปยูทูบที่การันตี “จับโป๊ะง่ายใน 5 วินาที” แต่พอดูเสร็จก็ตีกันเองว่าใครโกหกเก่งกว่า
“นายโกหกไม่เนียนเลย ทุกทีฉันจับได้หมด!” ศิวะเถียง พร้อมยกตัวอย่างผิด ๆ
“ไม่จริง! แค่ตอนนั้นนายเดาถูกเท่านั้นแหละ!” ตั้มค้านทันควัน
“เดี๋ยว ๆ ฟังนะ ถ้าเราวิเคราะห์จุดอ่อนกันเองก่อน เราจะเก่งขึ้น” ริวเสนอ
“ใครแพ้โหวต ต้องไปสืบข้อมูลชมรมใหม่ให้ได้ว่าชื่อจริงประธานคืออะไร” ศิวะตัดสิน
ปรากฏตั้มแพ้ เขาบ่นกระปอดกระแปดแต่สุดท้ายต้องเดินไปแอบสังเกตชมรมข้างห้อง ที่มีป้ายว่า “ชมรมบาริสต้าครีเอทีฟ”
“ฉันมั่นใจเลยว่าชมรมบาริสต้านั่นต้องปิดบังอะไรบางอย่าง!” ตั้มพึมพำ
ขณะตั้มพยายามสืบข้อมูล กลับเข้าใจผิดคิดว่าประธานชมรมบาริสต้าชื่อ “กาแฟ” เพราะเพื่อนคนหนึ่งเรียกแบบขำ ๆ แต่เขาเอากลับมาเล่าให้ศิวะกับริวฟังอย่างมั่นใจสุดขีด
“ประธานชื่อกาแฟเหรอ?” ศิวะขมวดคิ้ว “ไม่น่าใช่มั้ง”
“ไม่ ๆ ฉันได้ยินเองกับหู!” ตั้มยืนยัน ทุกคนเงียบ แล้วระเบิดหัวเราะ
แผนปฏิบัติการจับโกหกชมรมบาริสต้าจึงเริ่มขึ้น ศิวะวางกลยุทธ์ซับซ้อน ตั้งข้อสังเกตพิลึก ๆ ว่าคนที่ชอบชงกาแฟต้องมีความลับซ่อนอยู่ ทั้งสามเตรียมไปแอบฟัง เจาะถามตรง ๆ ทุกเช้าว่ามีอะไร “ปิดบัง” หรือเปล่า
สมาชิกชมรมบาริสต้าทำหน้ามึน ๆ งง ๆ ก่อนตอบด้วยสำเนียงเหนือ “จะปิดบังอะไรกันตั๋ว?” จนตั้มไขว้เขวคิดอีกว่าประธานอาจเป็นต่างจังหวัดปลอมตัวมา
เวลาเรียนผ่านไป ความวุ่นวายยิ่งซับซ้อน เมื่อศิวะไปแพล่มเรื่องนี้ให้แก๊งอีกห้องจนลือกันว่าชมรมบาริสต้าซ่อนสูตรกาแฟวิเศษไว้ ข้อมูลผิด ๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในห้องทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเคยลองกาแฟชมรมนี้จริง ๆ
ริวเริ่มวาดภาพประธานชมรมบาริสต้าเป็นยอดสายลับ กับตั้มคอยจดบันทึกคำพูดทุกคน เก็บทุกพฤติกรรมไปวิเคราะห์ ศิวะเริ่มเครียดว่าทฤษฎีอาจไม่จริง จนต้องเอาไปถามครูปรายแบบสุ่ม ๆ ว่าทำไมชมรมบาริสต้าดูแปลก ๆ
ครูปรายกลั้วหัวเราะ “ปกติเขาก็ขายแต่ต้มกาแฟนะ ไม่มีอะไรลับเลย”
แต่ทั้งสามไม่เชื่อหนักกว่าเดิม ศิวะเริ่มสารพัดแผน เช่น พยายามซ่อนไมโครโฟนราคาถูกในแก้วกาแฟ แล้วเกิดเสียงแทรกเฮฮาจนโดนจับได้
ตั้มบอกริว “อย่าบอกนะ ว่าไมโครโฟนแกเอาใส่น้ำร้อน!”
“มันก็ต้องเนียน ๆ สิ ใครจะรู้!” ริวจ๋อยทันที
ศิวะเผลอพูดหลุดต่อหน้าประธานชมรมบาริสต้า “คืนนั้นคุณซ่อนสูตรลับใช่มั้ย!”
ประธานยิ้มงง ๆ “สูตรลับเหรอ…ถ้าหมายถึงวิปครีมฟรี อันนั้นใส่ได้ตามใจเลยนะ”
เรื่องถึงหูอาจารย์ใหญ่ เกิดความเข้าใจผิดซ้ำซ้อนว่าชมรมจับโกหกมีภารกิจลับกับชมรมบาริสต้า จนอาจารย์เรียกไปคุยส่วนตัว ศิวะรีบบรรยายยืดยาวเรื่องความเชื่อผิด ๆ ว่าจะจับใครโกหกได้แล้ว โลกจะสงบสุขขึ้น
อาจารย์ใหญ่หัวเราะพรืด “สงบสุขกับกาแฟฟรีก็น่าจะใช่นะศิวะ”
ช่วงพักกลางวัน สมาชิกชมรมบาริสต้าใจดีแจกกาแฟให้ทั้งหมด ศิวะยอมรับว่าเข้าใจผิด ก่อนขอโทษแบบเขิน ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ริวแง้มแก้วชิม “ถ้าชงหวานไป แปลว่าโกหกหวานอยู่ใช่มั้ย…อ้าว ไม่เกี่ยว?”
ตั้มอ้าปากพูดเสียงเบา “จริง ๆ ฉันก็แค่อยากเข้าใจคนให้มากขึ้น อยากรู้ว่าคนโกหกทำหน้าแบบไหน”
ศิวะหัวเราะ “แต่สุดท้ายฉันนี่แหละที่มั่นใจผิด ๆ ตลอด”
ประธานชมรมบาริสต้าตอบยิ้ม ๆ “ถ้าจะจับโกหก ก็มาชวนกันกินกาแฟดีกว่าเน้อ จะได้ไม่เครียด”
จากวันนั้นทั้งสามเปลี่ยนแผนใหม่ ตั้งชมรม ‘นักช่างสงสัยคาเฟ่’ ที่เปิดให้เพื่อน ๆ มานั่งคุยสบาย ๆ ให้พูดความลับ หรือโกหกบ้างก็ได้ ขอแค่ได้หัวเราะด้วยกัน
เสียงหัวเราะก้องในห้องชมรมใหม่ ตั้มพูดปิดท้าย “ถ้าวันไหนนายโกหกได้เนียน สั่งกาแฟฟรีสองแก้วเลย!”
ศิวะยิ้มขำ “ไม่ต้องเนียนแล้ว แค่อย่าทำตัวซุ่มซ่ามแบบฉันก็พอ”
ริวเติมคำเบา ๆ “แล้วถ้าใครจับโกหกตัวเองได้…สั่งขนมฟรีเลย!” ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะ ปิดฉากมิตรภาพโดยทั้งหมดรู้จักยอมรับข้อผิดพลาดของตนเอง และเข้าใจเพื่อนมากยิ่งขึ้น