เสียงเงียบแห่งป่าแรมร้าง
เสียงใบไม้กรอบแกรบฝ่าความเงียบในป่า นทีเดินนำหน้า มือกำกล้องวีดีโอแน่นจนเหงื่อซึม พลอยเดินตามข้างหลัง บีมเดินรั้งท้าย แต่ละคนต่างก็ไม่พูดอะไรนอกจากเสียงหอบเหนื่อยกับเสียงรองเท้าจมหญ้าแห้งในเส้นทางร้างกลางป่าลึก พระอาทิตย์บ่ายคล้อยจนแสงสาดลอดยอดไม้เหลือเพียงแถบแสงสลัวๆ ท่ามกลางร่มเงาหนาแน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เงียบจัง” พลอยหันไปมองรอบข้าง เสียงของเธอเบาจนแทบเป็นกระซิบ บีมหยุดเดิน จ้องมองเข้าไปในเงาดำระหว่างต้นไม้พลางกลืนน้ำลาย “นี่หมู่บ้านที่ว่าอยู่ลึกขนาดนี้เลยเหรอวะ” เขาถามแบบไม่มั่นใจ
นทีเหลือบมองหน้าจอมือถือที่เปิดแผนที่ดาวเทียม “ถ้าไม่ใช่หมู่บ้านนี้ก็ไม่รู้จะไปไหนแล้ว นายกลัวเหรอ?” บีมไม่ตอบทันที สีหน้าลังเลก่อนจะแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน “กลัวป่าววะ แค่คิดว่าแม่ง…จะมีใครรอเราอยู่รึเปล่า”
พวกเขาเดินต่อไปจนราวกับเวลาเนิ่นนานขึ้นไปทุกที สุดท้ายต้นไม้เริ่มเปิดเผยพื้นที่โล่งทรงกลม หมู่บ้านไม้เก่าแก่ปรากฏขึ้นท่ามกลางความเงียบ บ้านแต่ละหลังเสื่อมโทรม มีบางหลังหลังคายุบพังทลาย บางหลังปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาแน่น ไม่มีร่องรอยการอยู่อาศัยมาหลายปี
“นี่แหละ หมู่บ้านแรมร้าง” นทีเอ่ยเสียงเบา พลอยเงยหน้ามองบ้านไม้หลังหนึ่งที่ดูแข็งแรงกว่าหลังอื่น “คืนนี้เราจะนอนในนั้นใช่ไหม” นทีพยักหน้า “พรุ่งนี้เราค่อยเดินสำรวจ ถ่ายรูป เก็บข้อมูลให้เสร็จ”
ขณะเดินข้ามลานโล่งเล็กๆ พลอยสะดุดหยุดนิ่ง ดวงตาจ้องไปยังหน้าต่างบ้านหลังหนึ่ง “เมื่อกี้…มีใครมองเราอยู่รึเปล่า”
บีมหัวเราะ “บ้านร้างจะมีใครวะ อย่าคิดมาก” แต่ท่าทางของเขาเองก็แอบหวาดระแวง
เมื่อเข้าบ้านไม้ พลอยก้มมองฝุ่นที่หนาปกคลุมพื้น รอยเท้าที่เบียดผ่านฝุ่นบ่งบอกว่าไม่มีใครเหยียบย่างมานาน นทีวางกระเป๋าลงกลางห้อง มองไปรอบๆ “คืนนี้แยกเวรยามกัน ใครไม่อยากนอนคนเดียวก็…มากองกันแถวๆ นี่”
บีมวางเป้ข้างๆ พลางถอนใจแรง “บอกตามตรงนะ ถ้าคืนนี้ไม่มีอะไรแปลกกูจะดีใจมาก”
เสียงลมหายใจของทั้งสามดังท่ามกลางความเงียบที่เหมือนหนาแน่นขึ้น พลอยมองนอกหน้าต่าง ฟังเสียงของป่า มันเงียบผิดปกติ ไร้เสียงนก แม้แต่เสียงแมลงก็ไม่มี
“ทำไมป่านี้มันเงียบขนาดนี้วะ” พลอยพูดเบาๆ ในขณะที่บีมนั่งกอดเข่ามองไปที่มุมห้องราวกับกลัวว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น นทีหยิบสมุดบันทึกออกมาเขียนข้อความ ขณะเดียวกันก็แอบสังเกตท่าทางของเพื่อนทั้งสอง
เมื่อแดดหมด แสงจากไฟฉายสลัวกลายเป็นแหล่งแสงเดียวในห้องไม้เก่า ทั้งสามนั่งรวมกัน พลอยหยิบขนมปังแห้งออกมาแบ่ง “กินอะไรกันหน่อยไหม”
บีมรับไว้อย่างไม่ค่อยอยากกิน “กูไม่ได้กลัวนะเว้ย แต่แม่ง…มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีคนมองอยู่ตลอด”
นทีเงียบ ไม่พูดอะไร ดวงตาเหลือบไปเห็นเงาของตนเองที่ทอดยาวบนผนังแต่กลับดูเหมือนมีเงาที่ไม่ใช่ของใครในกลุ่มอยู่ด้วย เขาหยุดคิดถึงมันทันที
กลางดึกเสียงฝีเท้าจากด้านบนดังขึ้น เบา แต่ชัดเจน พลอยสะดุ้งเงยหน้า “เมื่อกี้ได้ยินไหม”
บีมหันขวับ ตาเบิกกว้าง “อย่าบอกนะว่ามีหนู”
นทีลุกขึ้นถือไฟฉาย “ไปดูกัน” เขากระซิบเบา พลอยลังเลแต่ก็ตามออกไป ขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดช้า ๆ แต่เมื่อถึงชั้นบนกลับว่างเปล่า
พวกเขาส่องไฟไปรอบห้อง ฝุ่นหนาทึบไม่มีรอยเท้า บีมถอนใจ “หลอนไปเองป่าววะ…” แต่พลอยยังจ้องไปที่ประตูเล็กตรงมุมห้อง “ประตูนั่น…ไม่ได้ล็อก”
นทีเดินไปลองบิดลูกบิด ประตูเปิดออกช้าๆ กลิ่นอับปะปนกลิ่นไม้เก่าฟุ้งออกมา ข้างในเป็นห้องแคบๆ มีเพียงผ้าขี้ริ้วเก่าๆ กองอยู่มุมหนึ่ง ไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากความเย็นยะเยือกแปลกประหลาด
ทั้งสามกลับลงมาชั้นล่าง ไฟฉายวางตั้งไว้กลางห้อง พวกเขาไม่พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งนทีเผลอถามขึ้น “พวกนาย…คิดว่าหมู่บ้านนี้ร้างเพราะอะไร”
พลอยลังเล “เคยได้ยินว่ามีเด็กผู้หญิงคนนึงหายตัวไป คนในหมู่บ้านเลยกลัว ผีสางอะไรทำนองนั้น”
บีมหัวเราะเบาๆ แต่เสียงสั่น “แล้วคิดว่า…เรื่องจริงไหม”
ไม่มีใครตอบ มีเพียงความเงียบกับเสียงลมหายใจหนักๆ ผ่านไปหลายนาที จู่ๆ เสียงกระจกสั่นเบาๆ ดังขึ้นโดยไม่มีลม พลอยลุกขึ้นไปดู เห็นแต่เงาตัวเองสะท้อนในกระจกแผ่นเล็กมุมห้อง แต่มันเหมือนมีเงาเล็กๆ อีกเงาหนึ่งคล้ายเด็กหญิงอยู่ข้างหลังเธอในชั่วพริบตา
พลอยหันขวับกลับมา ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น เธอไม่พูดอะไรต่อ ริมฝีปากสั่นแต่กลั้นไว้ไม่ให้เพื่อนเห็น
เช้ามืด นทีเป็นคนแรกที่ลุกขึ้น เขาออกไปเดินสำรวจรอบหมู่บ้าน กล้องวีดีโอยังถ่ายภาพราวกับเป็นเกราะกำบังทางใจ เขาสังเกตเห็นรอยเท้าเล็กๆ ที่ค่อยๆ หายไปในเถาวัลย์ตรงทางเข้าป่า “นี่มันรอยเด็ก…” เขาพึมพำกับตัวเอง
พลอยเดินตามออกมา “นที… อย่าเดินห่างไปไกลนะ”
บีมยังนั่งเฉยอยู่ในบ้าน ท่าทางกระวนกระวาย เขาหยิบสมุดของตนเองออกมาเปิดดูขีดเขียนอะไรบางอย่างที่บันทึกไว้ “เมื่อคืนเหมือนฝัน แต่ไม่ใช่ฝันแน่ๆ…”
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นข้างบ้าน พลอยสะดุ้ง “นที ได้ยินไหม” นทีพยักหน้า เธอจับแขนเขาแน่นอย่างไม่รู้ตัว
ทั้งสองมองไปทางต้นเสียง แต่กลับไม่มีอะไร
เสียงลมหายใจของพลอยเริ่มถี่ขึ้น “ฉันไม่โอเคกับที่นี่เลยนะ”
นทีพยายามปลอบ “แค่เก็บข้อมูลให้เสร็จแล้วกลับ”
บีมเดินออกมาข้างนอก “เมื่อคืนนี้…มีอะไรแปลกกว่าที่คิดว่ะ พวกนายได้ยินเสียงเด็กไหม” พลอยกับนทีหันมามองหน้ากัน ไม่มีใครตอบ
บีมเบือนหน้าหนีไปทางลานว่าง มองไปเห็นรอยเถาวัลย์ที่กั้นทางเข้าบ้านอีกหลังหนึ่ง ท่าทางลังเลก่อนจะตัดสินใจ “ไปดูบ้านโน้นกันมั้ย”
ทั้งสามเดินฝ่าหญ้ารกร้างไปยังบ้านไม้อีกหลัง บ้านนี้สภาพดีกว่าหลังอื่น แต่ประตูเหมือนถูกปิดแน่นมานาน นทีลองผลักประตู มันเปิดออกช้า ๆ เสียงบานพับดังเอี๊ยด
ข้างในมีรอยขีดเขียนบนผนังมากมาย เป็นชื่อและวันที่เขียนซ้ำ ๆ หลายสิบชื่อ แต่มีชื่อหนึ่งที่ถูกขีดฆ่าซ้ำจนแทบมองไม่เห็น พลอยถ่ายรูปไว้
บีมเดินไปหยุดตรงหน้าต่าง เห็นเงาตัวเองสะท้อนในกระจก แต่เงานั้นกลับขยับปากคล้ายพูดอะไรบางอย่างโดยไม่มีเสียง
เขารีบก้าวถอยหลัง “เมื่อกี้…เหมือนเงาตัวเองพูดอะไรกับกู…”
นทีเหลือบมองเพื่อนทั้งสอง สีหน้าของบีมเริ่มซีดพลางเหงื่อแตกซึม “อย่าเล่นแบบนี้นะเว้ย” พลอยถอนใจแรง “ไม่มีอะไรหรอก พวกนายคงคิดมาก” แต่เธอก็พูดเสียงสั่น
ช่วงบ่าย พวกเขากลับไปที่บ้านหลัก ระหว่างที่นทีเปิดสมุดจดเก่าในบ้าน พบข้อความเขียนด้วยลายมือสั่น ๆ “ถ้าเงียบแล้วได้ยินเสียงก็อย่าตอบ” ประโยคนั้นทำให้ทุกคนเงียบไปทันที
บีมหัวเราะแห้ง ๆ “ถ้างั้น…เราต้องอยู่กันแบบห้ามพูดเลยเหรอ”
นทีจ้องไปที่ข้อความพลางครุ่นคิด “หมายถึงอะไร ใครเขียนไว้”
พลอยลุกขึ้นสำรวจห้องใต้ถุนบ้าน พบซากตุ๊กตาหักครึ่งที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้นานแล้ว เธอสัมผัสมันเบา ๆ แล้ววางคืนทันทีด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เวลาดึกกลับมาเยือนอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดที่ลึกขึ้นและเสียงเงียบที่หนาหนักกว่าคืนก่อน ทุกคนเริ่มหวาดระแวงกันเอง บีมพูดน้อยลง พลอยเริ่มมองรอบตัวด้วยสายตาไม่ไว้ใจ
จู่ ๆ เสียงใสเหมือนเด็กผู้หญิงแว่วผ่านมาจากนอกหน้าต่าง “เล่นกับหนูไหม” เสียงนั้นเบาแต่ชัดเจน พลอยสะดุ้งสุดตัว
บีมหันขวับไปมองนที “เมื่อกี้…ได้ยินไหม”
นทีพยักหน้า ทุกคนเงียบ ไม่กล้าขยับตัว
เสียงนั้นเวียนวนมาข้างหู “เล่นกับหนูไหม” แต่คราวนี้เหมือนดังอยู่ในหัวแต่ละคนแทนที่จะเป็นข้างนอก
นทีตัดสินใจลุกขึ้น “เราต้องออกจากที่นี่”
บีมส่ายหน้า “ตอนนี้ออกไม่ได้ ทางป่าคงหลงแน่ๆ ต้องรอเช้า”
พลอยนั่งกอดเข่าตัวสั่น น้ำตาคลอ “ถ้าเราตอบ…มันจะเกิดอะไรขึ้น”
บีมเม้มริมฝีปาก ไม่ตอบ
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงนั้นหายไปแต่ความกดดันยังคงอยู่ พลอยลุกขึ้นเดินวนรอบห้องราวกับจะตัดความกลัว แต่จู่ๆ ประตูก็เปิดเองอย่างช้า ๆ ลมเย็นปะทะเข้ามา
เงาเล็ก ๆ รูปร่างคล้ายเด็กหญิงปรากฏขึ้นตรงขอบประตู เงานั้นไม่ขยับแต่กลับมองตรงมาที่พวกเขา นทีหยิบกล้องขึ้นถ่ายแต่กล้องกลับดับเองทันที
พลอยทรุดตัวลงกับพื้น “มันมองเรา…”
เงานั้นค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมเสียงกระซิบ “ถ้าเงียบ…แล้วได้ยินเสียง…อย่าตอบ…”
พลอยร้องไห้ บีมนั่งนิ่ง ตัวสั่น นทีพยายามใจเย็นแต่หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมา
รุ่งเช้า ทั้งสามเก็บของออกจากบ้านอย่างรวดเร็ว ระหว่างเดินข้ามลานโล่ง พลอยหันกลับไปมอง เธอเห็นเงาเล็ก ๆ ของเด็กหญิงยืนอยู่บนระเบียงบ้านไม้ เงานั้นยิ้มบาง ๆ แล้วเลือนหายไปเหมือนไอหมอก
ระหว่างทางกลับ เสียงในป่ากลับมาอีกครั้ง นกเริ่มร้อง เสียงแมลงเริ่มดัง เหมือนทุกอย่างกลับเป็นปกติ
แต่คืนสุดท้ายก่อนออกจากป่า ขณะทั้งสามนั่งล้อมกองไฟกันเงียบ ๆ พลอยพูดขึ้นเบา ๆ “ฉันยังได้ยินเสียงนั้นอยู่…”
บีมเงยหน้ามองเธอแววตาหวาดระแวง “อย่าตอบมัน…อย่าตอบเด็ดขาด”
นทีมองหน้าเพื่อนทั้งสอง พลางคิดถึงเงาในคืนหมู่บ้านร้าง ความเงียบเข้าปกคลุมอีกรอบ
เสียงลมหายใจ…เสียงกระซิบ…และเสียงในความเงียบ ยังคงตามหลอกหลอนพวกเขาไปตลอดกาล