แสงสว่างบนเกาะกระซิบ
เสียงคลื่นซัดกระทบชายฝั่งดังสะท้อนในความเงียบสงัดของรุ่งอรุณ รถตู้ขนาดเล็กแล่นฉิวผ่านถนนริมทะเลตัดกับแนวต้นสน ร่างผอมสูงของ “จิน” ยืนลังเลถือเป้เก่า ๆ ไว้แนบอก ข้าง ๆ เขาคือ “โต้ง” เด็กหนุ่มอวบหน้าทะเล้นที่หัวเราะเหมือนไม่กลัวอะไร ส่วนทางซ้าย “เพลง” สาวผมสั้นแววตานิ่งขรึม ผู้มีท่าทีเหมือนมองเห็นอะไรมากกว่าคนรอบข้าง เธอยักคิ้วให้ “น้ำหวาน” เพื่อนสนิทสาวผิวเข้มที่กำลังวางกระเป๋ากล้องลงกับพื้นทราย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไหวไหมพวกเรา?” โต้งถามกลั้วหัวเราะ ขณะสายตาหันหาทะเลที่ส่องประกาย
น้ำหวานหัวเราะคิก ตอบแบบเหน็บแนม “นี่พูดยังกะไปเที่ยวหัวหิน พวกนายลืมไปแล้วเหรอว่านี่เกาะกระซิบ ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีไฟ ไม่มีแม้แต่เรือข้ามฟากถ้าออกนอกฤดูท่องเที่ยว”
จินก้มหน้าวางเป้สายตาหลบ “หัวหน้าค่ายเขาเอาพวกเรามาสำรวจธรรมชาติกันไงล่ะ… เราจะกลับได้อีกทีก็อีกห้าวัน คงไม่ตายก่อนหรอกน่า”
เพลงเหลือบมองทะเลแล้วยิ้มแผ่ว “มันคงน่าตื่นเต้นกว่าที่คิด… ถ้าเราไม่ได้ยินเสียงนั้นเมื่อคืนก่อน” เธอลูบข้อมือเหมือนยังรู้สึกจั๊กจี้จากเสียงลึกลับในความฝัน
น้ำหวานทำหน้างอนแต่แววตาสนุก “เอาน่า เราแค่ตั้งแคมป์ ก่อไฟ พวกผู้ใหญ่ก็นอนบ้านพัก ปล่อยพวกเรานอนเต็นท์ริมป่า จะมีอะไรน่ากลัวกว่าฉลามล่ะ?”
ทั้งสี่เดินลากกระเป๋าเป้สู่ป่า รอยยิ้มและเสียงหัวเราะค่อย ๆ แทรกด้วยความตึงเครียดเมื่อถึงลานแคมป์ บุคคลเดียวที่คุมค่าย “ลุงชิด” กำชายไฟฉายแน่น หน้าเคร่งเครียด พลางกล่าวเตือนเสียงต่ำว่า “อย่าลืม จุดนับรวม ห้ามออกไปเดินกลางคืน จำไว้นะ ที่นี่เสียงกระซิบไม่ใช่แค่เรื่องล้อกันเล่น”
โต้งล้อเบา ๆ ใต้ลมหายใจ “ก็แค่ผีบ้านป่าคิดไปเอง” แต่เพลงกับจินกลับรู้สึกหนาวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก
ตกค่ำ เปลวไฟกลางป่าปะทุเป็นประกาย แสงวาวสะท้อนใบหน้าทั้งสี่ขณะก่อไฟ น้ำหวานตั้งกล้องถ่ายวิดีโอเก็บบรรยากาศ จินเอื้อมมือหยิบฟืนแต่พลาดจนไฟเกือบดับ โต้งแหย่หัวเราะ “ซุ่มซ่ามอีกแล้วนะจิน” แต่สายตาเขากวาดระวังเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง
ขณะที่เปลวไฟเริ่มมั่นคง ลมกลางคืนหอบแรง จู่ ๆ เพลงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วที่หูซ้าย เธอหันควับ มองซอกไม้รอบข้าง แต่กลับพบเพียงเงามืดไหวไปมา ริมฝีปากเธอสั่น น้ำหวานถาม “เป็นไรรึเปล่า?”
เพลงกัดฟัน “มีเสียง…เหมือนมีใครอยู่ใกล้มากกว่าพวกเรา…”
จินชะงักสายตาซึมเศร้าคล้ายลังเลอยากพูด โต้งพยายามกลบเกลื่อน “น่าจะลมพัดกิ่งไม้ อย่าคิดมากไปเลย”
แต่ปฏิกิริยาเงียบงันแฝงความหวาดกลัว คืนนั้นเสียงกระซิบปริศนาเริ่มดังกว่าเดิม จินฝันประหลาด เขาเห็นแสงฟ้าอ่อนเรืองรองจากปลายเกาะ แสงนั้นค่อย ๆ เคลื่อนไปตามเส้นทางป่าเหมือนเชิญชวน
รุ่งเช้า พวกเขาตื่นเพราะเสียงร้องของลุงชิดและกลุ่มผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สามคนหายไป เหลือเพียงรอยเท้าจากลานแคมป์ลากไปทางป่าทึบ ทุกคนแตกตื่น เสียงลุงชิดเตือน “อย่าให้ใครแยกตัว ห้ามออกนอกจุด” ทว่าโต้งกลับหัวเราะกลบเกลื่อน ทั้งที่มือเขาสั่นจาง ๆ
เพลงดึงแขนจิน “เราต้องหาทางติดต่อฝั่ง อาจะเป็นอันตราย พวกนั้นอาจพลัดหลงหรือ…”
น้ำหวานเสนอ “กล้องฉันถ่ายอะไรไว้เมื่อคืนน่ะ ฉันขอดูก่อนได้ไหม บางทีจะเห็นอะไรแปลก ๆ” พวกเขานั่งล้อมดูคลิป ดวงตาแต่ละคู่จดจ้องกรอบจอเล็ก ทว่าหน้าจอมืดในช่วงเวลาเสียงดังคล้ายกระซิบ จากนั้นมีแสงวาบสั้น ๆ เหมือนไฟลึกลับเคลื่อนผ่านหลังเต็นท์
ทุกคนอึ้ง จินเบือนหน้าหนี แต่ตัดสินใจสารภาพเสียงสั่น “เมื่อคืนฉันฝัน…มันเหมือนกับที่เห็นในคลิปเลย มีแสงอะไรซักอย่าง ฉันเหมือนโดนเรียก”
โต้งพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนอีกครั้ง แต่เสียงเขาไม่มั่นใจ “ฝันก็คือฝัน อย่าบ้าไปหน่อยเลยน่า”
น้ำหวานขมวดคิ้ว “แต่ฟุตเทจนี้แปลกนี่นา หรือว่า…จะไม่ใช่คน?” เงียบงันชั่วขณะ เพลงกุมมือเพื่อนแน่น
ตกกลางวัน ความวุ่นวายแผ่ไปทั่ว จินขอออกสำรวจขอบเกาะ โต้งกับแม่บ้านสูงวัยสั่งห้ามไม่ให้แยกตัว กลายเป็นความไม่พอใจ จินพูดเสียงต่ำ “เราอยู่อย่างนี้ไม่นาน… คนที่หายไป…ฉันว่าพวกเราก็จะ…”
เพลงหยิบมีดพกเล็ก ๆ ออกมา “ไปกับฉันไหม ถ้าเราไม่ทำอะไร เราจะรอให้ถึงคิวเราเหรอ?”
น้ำหวานชะงัก “ถ้าเรากลับมาช้าจะโดนด่า…แต่ฉันก็ไม่ไหวแล้ว” โต้งถอนใจ ก่อนจะยอมเดินตามเพื่อน อารมณ์ความกลัว กล้าหาญ และไม่ไว้วางใจเคล้ากันในอากาศรอบวง
ทั้งสี่แอบหลบไปตามแนวป่าหญ้าสูง ข้างทางพวกเขาพบรอยเท้าผู้ใหญ่หายไปยังปลายเกาะ จินเดินนำแววตายังมีความกลัวแต่เต็มไปด้วยแรงขับบางอย่าง ในขณะที่โต้งเดินช้า ๆ เหลียวซ้ายแลขวาหน้าซีดจาง ๆ เพลงเห็นเงาบางอย่างผ่านแสงแดดทะลุใบไม้ เธอหยุดเดิน หายใจถี่
“หยุดก่อน มีอะไรตรงนั้น” เสียงเพลงกระซิบ ทุกคนหยุดมองตามนัยน์ตาเธอ ท่ามกลางเงามืดหลบใบไม้ มีประกายแสงบาง ๆ ส่องวาบ น้ำหวานยกกล้องถ่ายทันทีเพราะชอบความแปลก เธอทำท่าใจกล้าให้เพื่อนเห็นแต่ริมฝีปากซีด
ทันใดนั้น แสงที่เห็นกะพริบแวบแล้วเคลื่อนหายลึกเข้าไปในป่า จินตัดสินใจเดินตามโดยไม่รอฟังเพื่อน เพลงดึงแขน โต้งหัวเสีย “บ้าหรือไง จะไปตายเอารึ?”
“ฉันต้องรู้” จินตอบเสียงสั่น แต่เดินต่ออย่างมุ่งมั่น
พวกเขาเดินตามจินลึกขึ้นเรื่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความกังวล หัวใจเต้นแรงทุกย่างก้าว