เงาแห่งอีเธอร์ไนท์
เมฆสีเงินลอยเคล้าอยู่ใต้เมือง เส้นสายหินและอาคารกระจกล้อมรอบด้วยแสงจันทร์สลัว เมืองลอยฟ้า “อีเธอร์ไนท์” ดำรงอยู่บนดินแดนเหนือห้วงเมฆ สะท้อนความลับมากมายที่ซ่อนเร้น ไฮลา วาดลวดลายด้วยแปรงในมือ ท่ามกลางห้องสกปรกเล็ก ๆ ที่แทบมองไม่เห็นหน้าต่าง เธอผสมน้ำสีในโถเคลือบเก่า ๆ เสียงเรียกแผ่วเบาจากห้องถัดไปลอยมากระทบโสตประสาทจนมือสั่น “ไฮลา” มารดากระซิบ น้ำเสียงเจือโศกเศร้า “กินข้าวเถอะ คืนนี้เริ่มเย็นแล้ว”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอวางแปรง ถอนใจ ชะโงกมองนาฬิกาสัมฤทธิ์ แต่สิ่งที่น่าหนักใจไม่ใช่เวลา หากเป็นช่องว่างเล็ก ๆ ในห้อง พื้นที่ตรงนั้นเคยมีน้องชายของเธอ ยอร์น เด็กหนุ่มผู้หายตัวไปสามวันแล้ว ไร้ร่องรอย ราวกับถูกเงากลืนกิน
หลังรับข้าวเย็นอย่างเงียบงัน เสียงฟ้าร้องกึกก้อง เงามืดยาวเหยียดตรงประตูทึบสูง ไฮลาลุกขึ้นหยิบเสื้อตัวเก่ง คลุมเสื้อกันหนาว ก่อนหยิบกระเป๋าสเก็ตช์บุ๊ก เธอกระซิบกับแม่ว่าจะออกไปวาดภาพกลางคืน ไม่นานก็หลบออกสู่ตรอกเล็กซึ่งซ่อนเร้นอยู่หลังหอนาฬิกา
สายลมเหน็บหนาวตีกระทบใบหน้า แสงไฟจากร้านข้างถนนเต้นระยิบ เมืองอีเธอร์ไนท์ยามค่ำคล้ายโลกแปลกใหม่—แสงสว่างกับเงาสลับชั้น แม้ผู้คนวุ่นวาย แต่ทุกคนก็เหมือนเร่งรีบซ่อนอะไรบางอย่างไว้เบื้องหลังดวงตา
ไฮลาเดินดุ่มพลางเหลียวซ้ายขวา หยุดยืนริมสะพานหิน เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของยอร์น—เด็กชายที่เต็มไปด้วยความฝัน—ใจเธอหายวูบ สัมผัสความว่างเปล่า ถนนเหงาเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ จากเงาตรงซอกตึกด้านหลัง
“ใครน่ะ?” ไฮลากำด้ามกระเป๋าแน่น “ออกมา!”
เงาสั้นตกลงบนพื้น ก่อนจะปรากฏร่างชายหนุ่มรูปร่างสูง ผมดำ คิ้วเข้ม เขายิ้มน้อย ๆ รอยยิ้มประหลาด “คุณไฮลาใช่ไหม”
“รู้จักฉันได้ยังไง?” เธอขยับถอยห่าง
ฝ่ายชายเอียงคอ “เมืองนี้ ไม่ค่อยมีใครสนจิตรกรกลางคืน” เขายื่นมือ เผยให้เห็นรอยแผลเก่าตรงฝ่ามือ “อันด์เวียร์”
“คุณต้องการอะไร?”
อันด์เวียร์เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเขาดูคล้ายมีเงาแฝงอยู่ “ผมรู้จักยอร์น”—คำพูดหยุดปลายลิ้นชั่วครู่—“เขาเคยมาขอให้ผมช่วยเรื่อง…บางอย่าง”
เสียงลมหายใจหนักหน่วง “เล่าให้ฉันฟังทั้งหมด” ไฮลาทำเสียงแข็งกลั้นความวิตกภายใน เธอไม่ไว้ใจง่าย ๆ โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า
อันด์เวียร์ถอนใจและก้าวช้า ๆ มาข้างราวสะพาน มือกำราวไม้แน่นจนข้อนิ้วซีด “ยอร์นไม่ใช่คนแรกที่เมืองนี้กลืนหาย—มีบางสิ่งในเงามืด เมืองลอยฟ้าสะสมความเจ็บปวดไว้มาก”
ไฮลามองชายหนุ่มตรงหน้า จ้องมองตาเขานิ่ง “คุณก็หนีจากอดีตตัวเองไม่พ้นเหมือนกันหรือเปล่า”
รอยยิ้มจาง ๆ เลือนหายจากใบหน้าอันด์เวียร์ “ผมมีเหตุผล…แต่หากคุณต้องการหาคำตอบ ให้ฟังให้จบ”
เมฆข้างล่างสะท้อนแสงสีน้ำเงิน สองคนเดินลัดเลาะไปตามตรอกเงียบ อันด์เวียร์เล่าเรื่องเด็กหนุ่มหลายคนหายไปในรอบปี เขาแอบตามรอยและเชื่อว่ารากของเรื่องอยู่ที่ “บ้านกระจกสี” อาคารรกร้าง ใจกลางเมืองที่ว่ากันว่าคนเคยหายตัวไปทีละคน
“ฉันไปด้วย” ไฮลาเอ่ยเสียงห้วน พยายามกลบความหวาดกลัว “เพื่อยอร์น”
อันด์เวียร์นิ่งอึ้ง ก่อนพยักหน้า “แต่ต้องทำตามกัน เราไม่มีทางรอดถ้าแตกแถว”
ขณะเดินสู่บ้านกระจกสี ไฮลาจำรอยแผลในใจตัวเองได้ จังหวะที่ยอร์นหายไป พ่อของเธอก็ออกจากบ้านเมื่อปีก่อน หลังการทะเลาะรุนแรง ทุกคนในครอบครัวเหมือนกลายเป็นเศษเงา
ข้างใน “บ้านกระจกสี” เต็มไปด้วยแสงสีอำพันอาบม่านฝุ่น ภาพสะท้อนวูบไหวเหมือนมีใครแฝงตัวอยู่ทุกหย่อม เมื่อเดินสำรวจ ไฮลารู้สึกได้ถึงสายตานับสิบจับจ้องพวกตนจากเงา
เสียงแตกดัง “เป๊าะ” — กระจกแผ่นหนึ่งแตกจากด้านบน อันด์เวียร์รีบคว้าแขนไฮลา ลากหลบเศษกระจกที่ร่วงลงมา
“มีใครอยู่ข้างบน!” อันด์เวียร์ร้อง
ทั้งสองรีบปีนบันไดขึ้นไปชั้นสอง พบรอยเลือดบางจาง ๆ ลากยาวไปสู่ห้องใต้หลังคา เสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วออกมาทางประตูปิดผุกร่อน ไฮลากลืนน้ำลาย พยายามควบคุมมือที่สั่นเทา
“ใจเย็น” อันด์เวียร์กระซิบ “ผมคุ้มกันเอง”
เสียงเงามืดสะท้อนในสายลม บนฝาผนังมีเงาร่างคนซ้อนทับแต่ไม่ใช่ร่างจริง ทั้งสองพุ่งเปิดประตูทันที ภายในห้องว่างเปล่า เหลือเพียงภาพวาดเด็กชายถือว่าวและจดหมายฉบับหนึ่ง
ไฮลาหยิบจดหมาย สะโพกลนิดหน่อยเมื่อกลิ่นเลือดจาง ๆ ฉุกและบาดใจ “ถึง…พี่สาว ถ้าฉันไม่กลับ โปรดอย่าโทษตัวเอง” ตัวหนังสือถูกขีดฆ่าเหมือนฝังรอยลึก เธอซับน้ำตาไว้ไม่อยู่
อันด์เวียร์ยื่นมือมาแตะบ่า “เด็กทุกคนที่หายตัว…พวกเขาไม่ได้จากไปในแบบที่คุณคิด” เขาพูดเสียงเบา
ไฮลานิ่ง “เธอรู้ดีขนาดนี้ ทำไมไม่บอกความจริงก่อน?”
“เพราะผมก็เคยถูกเงากลืน—ผมรอดมาได้แค่ครึ่งคน” น้ำเสียงเหมือนเศษแก้ว “ยอร์นอาจจะหลบซ่อนจากบางสิ่ง นอกเหนือจากเมืองนี้”
ทุกเหตุผลที่ผูกมัดใจไฮลาค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากเงามืด ความโกรธ คำถาม และความหวังที่ไม่ยอมตาย
หลังจากวันนั้น สองคนเริ่มเดินสายล่าปริศนา คุยกับคนแปลกหน้า เก็บเกี่ยวข้อมูล ทุกคืนพวกเขาพบเบาะแสใหม่ ๆ เงาคนเดินตามทุกย่างเท้า หลายครั้งพบเด็กชายแปลกหน้าที่คล้ายยอร์นแต่เงียบ และไม่พูดอะไร
มีคืนหนึ่ง ฝนตกหนัก ไฮลาเปิดสเก็ตช์บุ๊กวาดภาพเงาผ่านหน้าต่างระเบียง อันด์เวียร์มาเคาะประตู “พักได้ไหม?”
“ฉันหยุดไม่ไหว” ไฮลากระซิบตาไม่ละจากกระดาษ
เขานั่งลงข้างเธอ มือจับจานสี พลันพูดเบา ๆ “ผมเฝ้าแต่คิดว่า ถ้าวันหนึ่งผมกล้าพอจะบอกความจริง…อะไรจะเปลี่ยนไปไหม?”
“หรือมันจะเจ็บเหมือนเดิม” ไฮลาถาม
อันด์เวียร์พยักหน้า “เพราะเงามันก็ยังตามเราอยู่” เขาวางมือบนหน้าต่าง “ทุกคนต่างมีเงาของตัวเอง ถึงจะอยู่ในเมืองบนเมฆ ก็ยังไม่พ้น”
ขณะที่ช่วงเวลาคืบไป เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ อีก—เด็กชายหญิงในละแวกบ้านหายตัว วันต่อมาครอบครัวร้องไห้ร่ำไห้ ฝูงชนแตกตื่น เจ้าหน้าที่เมืองเริ่มออกลาดตระเวน แต่ก็ยังไม่พบร่องรอย
จนคืนที่สามสิบ มีเสียงประหลาดแว่วขึ้นในฝัน ไฮลาสะดุ้งตื่น เห็นแสงเงินลอดเงาสะท้อนเป็นรูปร่างเด็กน้อยตรงปลายเตียง “ยอร์น!” เธอร้องเสียงต่ำ ยื่นมือออกไป—แต่ข้อมือสั่นจนจับใครไม่ได้
ในขณะนั้นประตูเปิดออก อันด์เวียร์เข้ามา เขาชะงักเมื่อเห็นรอยเงาบนผนัง “มันใกล้แล้ว” เขาพยายามพูดมั่นคง ทั้งคู่เตรียมตัวออกไปยังจุดศูนย์กลางเมืองด้วยกัน ท่ามกลางหมอกหนัก
กลางจัตุรัส เมื่อเท้าเหยียบวงเวทมนตร์โบราณที่ซ่อนอยู่ใต้มอส เงาทั้งเมืองเคลื่อนตัว กระซิบว่า “เลือก…” เสียงนั้นมาจากในตัวไฮลาเอง
“ต้องมีใครเสียสละใครสักคน” อันด์เวียร์จับแขนเธอไว้
“ทำไมต้องเป็นฉัน?” น้ำเสียงไฮลาสั่น “ฉันต้องสูญเสียอีกหรือ?”
“เพราะเธอเป็นคนวาดเงา…” อันด์เวียร์เอ่ย “เงาจะอยู่กับใครที่ไม่ยอมให้อดีตตาย”
ไฮลานั่งทรุด ชั่วขณะเธอมองเห็นตัวเองตอนเด็ก—หวาดกลัว พ่อโกรธเกรี้ยว แม่ร้องไห้ เธอเอาแต่โทษตัวเองเมื่อครอบครัวแตกสลาย
“ฉัน…เลือกหยุดโทษตัวเอง” ไฮลาคราง “ขอให้ความผิดพลาดมันสิ้นสุดที่ฉัน”
เสียงเงาหายไปในความเงียบ ยอร์นปรากฏตรงหน้า แตะศีรษะพี่สาว “พี่…หนูไม่เคยโทษพี่เลย” รอยยิ้มอ่อนโยน “…หนูอยากให้พี่อยู่กับปัจจุบัน” ร่างของยอร์นกลายเป็นแสงส่องประกายแล้วค่อย ๆ เลือนหาย พร้อมกับวงเวทมนตร์แตกกระจาย
อันด์เวียร์กุมมือไฮลา “มันจบแล้ว” เขากระซิบ
ยามรุ่งสาง เมืองอีเธอร์ไนท์เปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มออกมาตามถนน เด็ก ๆ กลับบ้านได้ มารดาของไฮลายิ้มออกเป็นครั้งแรก ไฮลานั่งวาดภาพต่อ ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังโดยแท้จริง และอันด์เวียร์นั่งข้าง ๆ กับกล่องสีใหม่ในมือ
เสียงเงายินดีในเมืองลอยฟ้า เพราะเงาเก่าได้ดับสิ้น แม้เศษอดีตยังพรายแผ่ว แต่ความรักกับแสงใหม่ก็ลอยเหนือเมฆอย่างสงบ