ฤดูฝนและเสียงขลุ่ย
ฝนแรกของฤดูเย็นตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่มหาวิทยาลัยศิลปะ เงาสะท้อนของหยดน้ำไหลยาวตามหน้าต่างห้องพักหญิงชั้นสี่ เมธินีวางปลายพู่กันลงบนจานสี เบือนใบหน้าที่ถูกแสงหลอดกลมสว่างเข้าหากระจก เธอมองเห็นใบหน้าสะท้อนของตัวเองกับความอ่อนล้าสำหรับวันที่ต้องวิ่งไล่ตามเดทไลน์งานนิทรรศการ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงขลุ่ยที่คุ้นเคยลอยผ่านหน้าต่างมากลางสายฝน ฝีเท้าบนระเบียงสาวยาวรีบยันประตูเหล็กบานเล็ก ถัดไปคือห้องของภูวดล ผู้ชายร่างสูง ผมยุ่งเหมือนเพิ่งโดนลมตีทุกวัน ดวงตาสีดำของเขาแตกต่างจากใคร ๆ ด้วยแววเหงาซ่อนลึกที่เธอมองเห็นเสมอ
“ฝนตกอีกแล้ว อะไรนักหนา…” เมธินีพึมพำกับตัวเอง มองออกไปในความมืด เงาภูวดลโผล่ริมระเบียง มือถือขลุ่ยไม้ไผ่เบา ๆ ปลายขลุ่ยมันวาวเพราะหยดฝน
เขาเงยตามาเจอสายตาเธอ ดูเหมือนจะยิ้ม ไม่แน่ใจว่ามุมปากหรือแค่จินตนาการ เธอเลือกจะอมยิ้มตอบ ยังไม่อยากเริ่มบทสนทนาเพราะยังติดงานในใจ
แต่เสียงขลุ่ยเขากลับกลับมาอีกครั้ง ท่วงทำนองยังคงเศร้าสร้อย ชวนให้อะไรบางอย่างในอกอ่อนแรง เมธินีหยิบปากกาขึ้นจดชื่อเพลงลงบันทึก แต่ลายมือกลายเป็นหยักแนวคลื่น เหมือนใจที่แกว่ง
เสียงประตูหน้าห้องเคาะดัง “ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก” เมธินีลังเลครู่หนึ่งก่อนจะลุก บิดลูกบิดออกไป พบภูวดลยืนอยู่ในเสื้อคลุมเปียกน้ำ หน้าตาเขาดูแปลกออกไปกว่าวันก่อน ๆ
“ขอยืมลำโพงหน่อยได้ไหม แบตของเราเสีย”
เมธินีไม่พูดอะไรในทีแรก เธอก้มหน้าก้มตาหยิบลำโพงในห้องส่งให้ “เดี๋ยวพรุ่งนี้เอามาคืนนะ”
ภูวดลพยักหน้า เลื่อนปลายขลุ่ยให้เห็นอีกนิดเหมือนต้องการจะชี้ให้เธอถาม แต่เมธินีเงียบเช่นเคย พออยู่ต่อหน้ากันมักพูดน้อย คำถามหล่นกลางอากาศ
เขารับลำโพงแล้วยิ้มบาง “ช่วงนี้เธอวาดรูปเยอะขึ้นนะ หรือวาดเพื่อให้ลืมอะไรบางอย่าง?”
เมธินีเงียบไป เฝ้าฟังเสียงฝนแทนการตอบ พอประโยคจบลงก็ปิดประตูเบา ๆ ทิ้งไว้แค่กลิ่นฝนกับความรู้สึกที่ยังไม่ได้พูดออกไป
หลายวันหลังจากนั้น เมธินีเริ่มสังเกตว่าภูวดลกลับมาดึกกว่าเดิม เงียบกว่าเดิม แม้ทุกวันจะมีช่วงเช้าทักทายกันที่คาเฟ่ใต้อาคารเรียน เขาก็ยังพูดน้อย คุยกับใครไม่ยาวนอกจากเธอกับสุนัขเจ้าของหอ
วันหนึ่งระหว่างพักเที่ยง เธอมานั่งวาดสีน้ำข้างสนามหญ้า ภูวดลหอบเป้ใบเดิม เดินเข้ามาหย่อนตัวลงข้าง ๆ
“สีฝนจะเหมือนเดิมเสมอไหมนะ?” เขาถามโดยไม่หันมา เงาของเขาทำให้ภาพใบไม้ในกระดาษพร่าไปชั่วครู่
เธอส่ายหน้า “ไม่รู้สิ สีฝนของเราเปลี่ยนไปทุกปี ยิ่งมีใครบางคนหายไป…”
ภูวดลไม่พูดต่อ แค่เล่นขลุ่ยท่อนไม่จบ ทำให้บทสนทนาอึดอัดแต่ไม่ถึงกับแปลกแยก
“แล้วเธอล่ะ ชอบอะไรในเสียงขลุ่ย?” เมธินีถามกลับในที่สุด
“เพราะมันเหมือนเสียงที่ใกล้จะหายไปตลอดเวลา…” เขาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ “เธอเองก็เหมือนพู่กัน ยิ่งรีบ ยิ่งจาง”
ช่วงเวลาเงียบ ๆ เล็กน้อย ผึ่งลมเย็นอาบไหล่ทั้งสองคน ก่อนสายลมจะนำเสียงโทรศัพท์แผ่วมา
“แม่โทรมา…” ภูวดลชะงัก เห็นเลขสาย เขาถอนใจ เสียงทอดยาว “คงอยากให้กลับไปเรียนวิศวะเหมือนเดิม”
เมธินีวางพู่กัน ทำท่าจะพูดแต่กลืนคำไว้ เธอเองก็มีใครบางคนจากบ้านที่ยังคาดหวังในสิ่งที่เธอไม่เป็นอยู่
เย็นนั้น ฝนตกอีกรอบจนเจิ่งนองระเบียง เมธินีได้ยินภูวดลเล่นขลุ่ยอยู่อีก เธอนั่งปั้นแบบปั้นงานในห้องแต่ใจกลับจดจ่อกับท่วงทำนองมากกว่าชิ้นงานที่เพิ่งผ่านครึ่งทาง
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง “ขอลำโพงอีกรอบได้มั้ย” ภูวดลยิ้มเขิน ๆ เหมือนรู้สึกผิด เธอหัวเราะเบา รู้ดีว่าเขาอ้างเรื่องลำโพงเพื่อมาหาเป็นครั้งที่สองในรอบสัปดาห์
“เดี๋ยวไปฟังขลุ่ยที่ระเบียงด้วยกันมั้ย?” เธอพูดโดยไม่มองหน้า เสียงดังไม่มากแต่ชัดเจน
ภูวดลชั่วอึดใจเหมือนจะปฏิเสธก่อนที่เสียงฝนจะกลบไปหมด
“ก็ได้” เขาพยักหน้าไปที่ขอบหน้าต่าง ห้องพักเปียกแฉะ สองคนยืนบนระเบียง ดูฟ้าฝนพรำ เมธินีกอดอก ห่อตัวแนบลมเย็น ภูวดลเป่าขลุ่ยอีกครั้ง คราวนี้ทำนองอบอุ่น ไม่เศร้าเหมือนคืนก่อน ๆ
“เราว่าเพลงนี้น่าจะเหมาะกับเธอ” เขาลังเล “มันชื่อ—เอ่อ งั้น… ไว้เธอชื่อมันเองก็แล้วกัน”
ความเงียบระหว่างดนตรีและเสียงเจ้าของหอที่กวาดน้ำหน้าตึกทำให้ทุกอย่างเหมือนอยู่ในโลกอีกใบ เมธินีสัมผัสได้ว่าสายฝนซึมลึกเกินผิวหนังเข้าไปในหัวใจ
สามวันต่อมา กลุ่มเพื่อนของเธอเม้าท์ว่าภูวดลขลุ่ยเศร้าขึ้นเรื่อย ๆ มีข่าวลือว่าเขาอาจเลิกเล่นดนตรี และกำลังจะย้ายคณะกลับวิศวะ เธอไม่แน่ใจว่าอะไรจริงอะไรเท็จ กระทั่งเย็นวันหนึ่ง ได้เจอภูวดลนั่งซบหัวกับราวระเบียง ท่าทางเหมือนคนเจ็บ
“ภู เป็นอะไรหรือเปล่า?” เธอเรียกเบา ๆ
เขานั่งเฉย ๆ ตอบช้า “เหมือนจะจบแล้ว ไม่รู้ว่าควรไปต่อยังไง ดีแต่เล่นขลุ่ย ไม่มีที่ของตัวเอง”
เมธินีลังเล ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ “เคยคิดว่าถ้าย้อนกลับไปได้จะเลือกอะไรใหม่มั้ย?”
เขาหัวเราะขื่น “บางอย่างย้อนกลับไม่ได้หรอก อย่างเช่น… เคยพลาดอะไรก็ต้องแบกไว้ใช่มั้ย?”
เสียงฝนซา พร้อมลมเย็นเฉียบที่พัดผ่านใบหน้าทั้งสอง เธอกุมมือเขาไว้เงียบ ๆ รู้ตัวว่าไม่ได้ปลอบแค่เขา แต่ปลอบตัวเองด้วย
คืนนั้น มีงานเลี้ยงรุ่นเล็กสุดของคณะ ดนตรีในสวน เมธินีลังเลว่าจะไปดีหรือไม่ ในที่สุดถูกเพื่อนลากไป เธอเดินผ่านสนามที่ประดับแสงไฟแล้วเห็นภูวดลยืนคนเดียวริมเวที มีขลุ่ยอยู่ในกำมือ
“ไปเป่าขลุ่ยให้เพื่อนฟังหน่อย” เพื่อนในกลุ่มเชียร์ เขาส่ายหน้าดูอาย ๆ
เมธินีเดินเข้าไปใกล้ หยุดยืนข้างเขา เอ่ยเสียงแผ่ว “กลัวเหรอ?”
ภูวดลถอนใจ “เคยกลัวไงว่าถ้าเล่นแล้วคนจะเฉย ๆ หรือไม่ฟัง ที่จริงกลัวแม้กระทั่งจะไม่มีเธอฟังด้วยซ้ำ”
ความเงียบในแววตากลายเป็นความอึดอัด มีบางอย่างพูดยาก แต่เขากล้าที่จะมองตาเธอในแสงสลัว
“ครั้งหน้าจะเล่นเพลงใหม่นะ” เขากระซิบ
หลังจบงาน เมธินีเดินกลับหอกับภูวดล สายฝนลงเม็ดเล็ก ๆ อีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้รีบวิ่งหนี เธอปล่อยให้หยาดน้ำเปียกเนื้อผ้า ซึมถึงข้างใน ภูวดลหัวเราะให้กับท่าทางเงอะงะของเธอ ทันทีที่ถึงห้องต่างแยกย้ายโดยไม่พูดอะไรอีก
คืนวันต่อมา ภูวดลไม่ปรากฏตัว เสียงขลุ่ยก็หายไป เมธินีรู้สึกว่าความเงียบกลายเป็นความกังวล วันรุ่งขึ้นเธอพยายามโทรหา พบว่าเขาปิดเครื่อง ทิ้งให้เธอรู้สึกโหวงในอกเหมือนฝนขาดช่วง
วันต่อมาขณะที่เธอเดินลงบันไดหอ เห็นแม่ของภูวดลเดินถือกล่องของ เขายืนก้มหน้าคุยกับแม่ริมรถเก่า เธอยืนเงียบหลบมุมไม่ให้เขาเห็น สายตาของแม่ภูวดลดูเย็นชา ปนผิดหวัง
“ภู… จะแพ็กของ?” เธอโผล่หน้าออกไปเรียก
เขาสะดุ้งเล็กน้อย “แม่อยากให้กลับไปเรียนวิศวะ มีงานรอ เลยต้องกลับ”
เมธินีอ้าปากจะพูดแต่เขาตัดบท “ถึงไงก็ต้องกลับอยู่ดี”
อากาศหม่นเมฆ เงียบชวนใจหาย เมธินีได้แต่ยืนมองเขาเก็บของ จนเหลือแค่กล่องขลุ่ยใบเดิมเป็นชิ้นสุดท้าย
“จะทิ้งมันไหม?” เธอถามค่อย ๆ
ภูวดลยืนนิ่ง ก่อนวางขลุ่ยลงในกล่อง “ยังไม่รู้เหมือนกัน”
หลังจากวันนั้นเมธินีเหมือนมีเงารอยแผลติดค้างในหัวใจ เธอจมอยู่กับงานศิลปะ พยายามทุ่มเทกับโปรเจกต์สำคัญจนซูบผอม เพื่อนถามถึงภูวดล เธอแค่ส่ายหน้าไม่ตอบ
ใกล้งานนิทรรศการวันสุดท้ายของเทอม เธอจัดแสดงภาพวาดฝน ผสมน้ำตาลกับน้ำเงินและสีขาวหม่น—ทุกภาพมีเงาชายคนหนึ่งถือขลุ่ยในมุมไกล ๆ บางคนดูออก บางคนไม่
ขณะยืนประเมินงาน มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาแวะดู เธอสะดุ้งเมื่อเห็นภูวดลยืนตรงหน้ากับขลุ่ยในมือ เสื้อผ้าเปียกฝนอีกเช่นเคย
เธอทำท่าจะเดินหนีแต่เขารีบคว้ามือไว้ “ขอโทษที่หายไป” เสียงของเขาสั่นไหว เธอยังไม่ตอบ
ภูวดลยืนเงียบ ในที่สุดจึงกล้าพูดต่อ “ไม่ได้ไปวิศวะจริง ๆ แค่กลับไปเจรจากับแม่ ขอเวลาเรียนจบที่นี่ ได้ไหม?”
ความเงียบซ้อนทับอยู่นาน “แล้วอยากอยู่ตรงนี้จริง ๆ เหรอ?” เมธินีถามตาแดง
“ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เพราะดนตรีแค่นั้น แต่เพราะ… มีเธอนี่แหละ”
ทั้งสองหัวเราะกล้ำกลืนความรู้สึก เงื่อนไขเก่า ๆ ยังไม่หายไป แต่ระหว่างเสียงฝนตกกับเงาในใจ อะไรบางอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล
นิทรรศการจบลงโดยเสียงขลุ่ยแผ่วเบา ภูวดลเล่นเพลงที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เมธินีนั่งฟังอยู่ขอบเวที ปล่อยให้น้ำฝน ซึมลึกในใจ เหมือนการให้อภัยตัวเองและกันและกัน
หลังฝนซาเมธินีและภูวดลเดินเคียงข้างกันในเส้นทางกลับหอ เธอพูดด้วยเสียงเบา “ฤดูฝนปีหน้าจะเหมือนเดิมไหมนะ?”
ภูวดลหัวเราะ “ไม่รู้สิ แต่ปีนี้…เรามีกันแล้วนี่”
ความเงียบอบอุ่นข้ามผ่านทุกความลังเล สองเงาเคียงกันท่ามกลางกลิ่นฝน เสียงขลุ่ย และความฝันที่ครั้งหนึ่งเคยไกลเกินเอื้อม