พรุ่งนี้ยังมีเธอ
เสียงฝนตกพรำตอนเช้าในกรุงเทพนำความเย็นเฉียบเข้ามาในบ้านของอิงฟ้า เธอตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงนาฬิกาปลุกและหายใจเข้าลึกๆ เหมือนเตรียมใจสำหรับเช้าวันนี้อีกครั้ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บนรถไฟฟ้า เธอยืนอ่านอีเมลบนมือถือขณะแชร์พื้นที่กับคนอีกนับร้อย สายตาของเธอมั่นคง หนวดน้ำค้างบนผมบ่งบอกว่าเธอเร่งรีบและยังไม่ทันแห้งดี เธออ่านอีเมลแจ้งข่าวจาก “บอสใหญ่” เกี่ยวกับโปรเจกต์สำคัญที่เธอถูกเลือกให้ดูแลทั้งที่ยังไม่พร้อมใจนัก แต่ความเย็นชาและความมุ่งมั่นในสายตาทำให้เธอปัดความรู้สึกเหล่านั้นทิ้ง
ในห้องประชุมของบริษัทครีเอทีฟหัวมุมเมือง วายุกำลังพรีเซนต์ไอเดียด้วยความมั่นใจ พลิ้วไหวในเชิ้ตลายฟ้า ทุกประโยคของเขาทำให้ทุกคนหัวเราะได้เสมอแต่ก็มีน้ำหนักพอดี เสียงหัวเราะของทีมงานตัดกับใบหน้าราบเรียบของอิงฟ้าที่เพิ่งเดินเข้ามา เธอยังคงนิ่ง วายุเหลือบตามองและหัวเราะเบาๆ “มาสายเหมือนเมื่อคืน?” เขาทักเสียงเบา
อิงฟ้าหรี่ตามองอย่างไม่สนใจ “ทำงานค้างจนดึก ฉันไม่ได้มีปีกบินแบบนาย” เธอวางแฟ้มลงกับโต๊ะแรงกว่าเจตนาเล็กน้อย ทุกคนเงียบ วายุหัวเราะแห้งๆ ก่อนเปลี่ยนสคริปต์
โปรเจกต์ใหญ่เริ่มขึ้น วายุและอิงฟ้าถูกจับคู่ให้ต้องคิดงานร่วมกัน พวกเขาต้องนั่งเคียงข้างในห้องประชุมเล็กๆ กลางฝนพรำ วายุชวนคุยเรื่องหนัง แต่เธอก็ยังจดจ่อกับแผนกลยุทธ์ในคอมพิวเตอร์ “ฉันว่าควรทำตามแผน ไม่ใช่ปล่อยไอเดียให้ล่องลอยอย่างที่นายชอบ”
“บางทีไอเดียล่องลอยก็พาเราไปถึงอะไรใหม่ๆ นะอิงฟ้า” วายุพูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนไม่ได้จริงจังกับการประชุม
เสียงฝนตีหน้าต่างดังขึ้นเล็กน้อย เธอหยุดพิมพ์แล้วหันขวับ “ถ้าล้มเหลว นายรับผิดชอบได้หรือเปล่า?” น้ำเสียงเงียบแต่ชัดเจน
“ฉันกลัวการล้มเหลวนะ ไม่ได้แปลว่าจะไม่ลอง พลาดก็เรียนรู้ ไม่ใช่เหรอ?” วายุเอียงหัว
อิงฟ้าหายใจช้าๆ ก่อนกลับไปตั้งใจทำงานอย่างเดิม ความนิ่งนั้นแฝงด้วยบางสิ่ง
บ่ายวันหนึ่ง หลังประชุมนานหลายชั่วโมง วายุตามมาเคาะประตูห้องทำงานอิงฟ้าแบบลังเล เธอเงยหน้าขึ้น “มีอะไร?” แม้จะดูห่างเหิน แต่สีหน้าสดใสของเขาทำให้เธอแอบคลี่ยิ้มจางๆ
“ขอบใจที่ช่วยสรุปเมื่อคืน ฉัน… ขอโทษด้วยที่ทำให้เครียด ฉันแค่… อยากให้งานสนุกขึ้น” วายุพูดช้าๆ เสียงยังคงติดขี้เล่น
“ก็แล้วแต่ ถ้านายพร้อมจะรับผิดชอบกับผลลัพธ์” อิงฟ้าตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อ แต่เสียงถอนหายใจแผ่วๆ ของเธอไม่ได้หลุดรอดสายตาวายุไป
วันต่อมา ทั้งคู่โดนหัวหน้าสั่งให้ทำกิจกรรมสร้างทีมร่วมกันในสวนของบริษัท ขณะจัดโต๊ะปิคนิค อิงฟ้าทำมีดหล่น วายุเอื้อมคว้าก็โดนบาดไปด้วย จังหวะสั้นๆ นี้ทำให้ทั้งสองเงียบไป วายุหัวเราะกลบเกลื่อน “ฉันไม่เก่งทุกอย่างเหมือนเธอหรอก”
“อย่าพูดเหมือนฉันเพอร์เฟ็กต์ ไม่ได้ใกล้เคียงเลย” เธอโพล่ง สายตาวูบวาบอยู่พักหนึ่ง
คืนนั้น อิงฟ้ากลับบ้านช้ากว่าปกติ เธอแวะร้านกาแฟใกล้บ้านฟรีซเครื่องดื่มในมือ รอเมฆฝนที่ยังปกคลุม เธอรับโทรศัพท์สายหนึ่งแล้วเงียบอยู่เกือบสิบนาที ก่อนถอนหายใจยาว เธอมองออกไปนอกกระจกแสดงสีหน้าหนักใจ
ไม่กี่วันต่อมา วายุเดินผ่านโต๊ะเธอตอนหัวค่ำ สังเกตว่าเธอนั่งอยู่คนเดียว ท่าทางกังวลจนน่าตกใจ วายุยื่นขนมปังให้เธอ “กินหน่อยไหม?”
เธอรับมาแล้ววางทิ้งบนโต๊ะ “ขอบใจ” เสียงเธอลดลงจนแทบไม่ได้ยิน
วายุลังเลเล็กน้อยก่อนถาม “ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า?”
“แค่… ปัญหาครอบครัว ฉันไม่เคยเล่าให้ใครฟัง” เธอพูดช้าๆ
บรรยากาศเงียบลงอย่างไม่น่าเชื่อ วายุเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่อยู่เงียบๆ เป็นเพื่อน
หลังจากวันนั้น ความขัดแย้งเริ่มเบาบางลง ทั้งคู่เริ่มเปิดใจเล็กน้อยในบทสนทนายามค่ำคืนติดฝนบนระเบียงออฟฟิศ วายุเล่าว่าเขาฝันอยากเปิดเวิร์กช็อปศิลปะเล็กๆ แต่ไม่กล้า กลัวล้มเหลวเหมือนตอนเด็ก อิงฟ้ามองตาเขานาน “ฉันเองก็กลัวนะ… กลัวผิดหวัง”
“กลัวจนตัดสินใจพลาด?” เขายิ้มแหย เธอพยักหน้าอย่างลังเล ความเงียบหนักแน่นเคลื่อนเข้ามาอีกครั้ง
เมื่อโปรเจกต์เข้าสู่ช่วงสำคัญ หัวหน้าประกาศเปลี่ยนแผน จะต้องส่งงานภายใน 7 วัน อิงฟ้าตื่นตระหนก วายุเองก็เครียดจนพูดเสียงแข็งใส่เธอในการประชุมเล็กๆ คำพูดตัดรอนแต่ละคำเหมือนมีดกรีดใจ
หลังประชุมจบ อิงฟ้าเดินหนีออกไปฝนกำลังตกหนัก วายุตามไป ดึงรั้งแขนเธอ “ขอโทษ… ฉันแค่กดดัน เธอเองก็เหมือนกัน ใช่ไหม?”
เธอนิ่งไปนาน “ใช่ ฉันเคยพลาด เพราะมัวแต่ควบคุมทุกอย่าง พอเห็นนายไม่วางแผน ฉันเลยกลัวอีกครั้ง”
วายุหัวเราะหวิวๆ “ฉันต่างจากเธอ เราทั้งคู่เลยเดินคนละทาง”
ในออฟฟิศคืนนั้น สองคนแยกกันกลับ ทิ้งความอึมครึมไว้กลางห้อง เธอเอาหัวแนบกระจก วายุนั่งเหม่อที่ป้ายรถเมล์ ไม่มีใครโทรหากัน สองคนห่างออกไปทุกที
เวลาผ่านไปสามวัน โปรเจกต์หยุดชะงัก ทีมเริ่มซุบซิบว่าทั้งสองทะเลาะกัน วายุเริ่มไม่ไปออฟฟิศ อิงฟ้าเงียบผิดปกติ แม้พยายามซ่อนน้ำตาแต่เพื่อนร่วมงานก็สังเกตได้
เย็นวันหนึ่ง วายุเดินเข้าออฟฟิศอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาทีมงาน เขายื่นกล่องขนมให้โต๊ะอิงฟ้า “มาช่วยกันเถอะ ฉันคิดอะไรออกบ้างแล้ว”
อิงฟ้าชะงักมองหน้าเขา สีหน้ายังคงเคร่งขรึม แต่เธอยอมเปิดพรีเซนต์ไอเดียใหม่ของเขา ทั้งคู่เริ่มปรับจูนกัน ค่อยๆ ประสานฝันไปในทางเดียวกัน แม้ยังคงมีความกังวลใจแฝงอยู่
คืนก่อนส่งงาน ทีมงานอยู่ด้วยกันทั้งคืน อิงฟ้านั่งตรงข้ามวายุ พวกเขาแบ่งปันความกลัวและความผิดพลาดกันซึ่งหน้า กลางเสียงพิมพ์คีย์บอร์ดและกาแฟถ้วยแล้วถ้วยเล่า
“วันหนึ่ง ถ้าฉันได้เลือกเอง ฉันอาจจะไปทางที่ไม่มีที่นี่” วายุกระซิบ
เธอสบตา “ฉันเข้าใจ ถ้าถึงวันนั้น ขอแค่บอกกันตรงๆ”
โปรเจคต์ประสบความสำเร็จ ทีมงานดีใจ อิงฟ้ากับวายุยิ้มให้กันอย่างโล่งใจแต่มีแววกังวลในดวงตาทั้งสองคน
แต่เมื่อได้โอกาสสมัครทุนเรียนต่อในต่างประเทศ วายุลังเล เอาแต่รอ อิงฟ้าแอบได้ยินข่าว เธอเว้นระยะและฝืนยินดี แต่ในแววตาเศร้าเหลือเกิน วายุตัดสินใจสารภาพ
“จริงๆ ฉันกลัวจะเสียเธอ แต่ฉันก็กลัวเสียโอกาสในชีวิตเหมือนกัน”
เธอนิ่งนาน อย่างกลั้นใจ “ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครอยู่ข้างฉัน ถ้ามันทำให้เขาพลาดฝันของตัวเอง”
วายุโอบมือเธอเบาๆ “แต่ถ้าเราเลือกกัน ทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกฝันแทนกัน เธอยังอยากลองอยู่ไหม”
คราวนี้อิงฟ้านิ่งนานกว่าทุกครั้ง “ฉัน… ขอเวลาคิดได้ไหม?”
ทั้งคู่ห่างกันไปพักหนึ่ง สื่อสารกันน้อยลง ต่างคนต่างทบทวนหัวใจตัวเอง วายุเดินทางไปต่างประเทศ อิงฟ้าเติบโตขึ้นในสายงานของตน
หนึ่งปีผ่าน อิงฟ้ามายืนดูฝนตกที่เดิม วายุกลับมาในวันที่ฟ้าครึ้ม เขาเดินเข้าไปยิ้ม “เธอยังชอบฝนอยู่ไหม?”
เธอยิ้มตอบอย่างอบอุ่น “พรุ่งนี้ก็ยังมีฝน…และฉันก็ยังอยากอยู่กับคนเดิม ถ้าเขายังอยากอยู่”
วายุหัวเราะเบาๆ “ฉันกลับมา เพราะอยากเลือกเธอ”
เขาไม่ได้เอ่ยคำรัก แต่ดวงตาสื่อความหมายทั้งหมด ขณะทั้งสองคนเดินท่ามกลางสายฝน กรุงเก่าดูนุ่มละมุนอย่างที่ไม่เคยเป็น