คืนที่ไร้เสียง
อาทิตย์ตกดินสีเลือดคล้ำบนขอบฟ้า ส่องลอดต้นยางสูงใหญ่ในป่าอันเงียบงัน ตรีวิทย์ยืนอยู่กลางถนนลูกรัง มือหนึ่งยกสัมภาระ มือหนึ่งถือแฟ้มเอกสาร เขาชะงักมองตึกหอพักไม้สองชั้นที่ตั้งโดดเดี่ยวตรงหน้า ระเบียงไม้เสื่อมโทรม บานหน้าต่างถูกปิดสนิท บางบานมีผ้าเก่าม่านขาดรุ่ยพาดอยู่ลวก ๆ ความเงียบรอบตัวหนาทึบจนน่าอึดอัด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถึงสักที…” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นแทบไม่ดังพอจะก้องในอากาศเย็นชื้น ตรีวิทย์เหลียวมองรอบตัว ไม่มีใคร ไม่มีเสียงนก เสียงแมลง เงียบผิดปกติจนน่าขนลุก
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของเขากระทบพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าด เมื่อเดินเข้าไปถึงประตูหน้า เขาวางสัมภาระก่อนพยายามงัดประตูซึ่งติดขัดเหมือนไม่ได้เปิดมานาน พลันได้กลิ่นอับชื้นและกลิ่นไม้เก่าทะลักออกมา ตรีวิทย์สูดลมหายใจลึก เหลือบมองซ้ายขวาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินเข้าไปข้างใน
ภายในโถงใหญ่เงียบสงัด เพดานต่ำทำให้รู้สึกอึดอัด เขามองเห็นโต๊ะต้อนรับเก่า ๆ และบันไดไม้ขึ้นชั้นสองซึ่งมีคราบดำประหลาดเกาะอยู่ทั่วไป แสงจากหลอดไฟเดียวกระพริบสั่นไหว ราวกับไม่แน่ใจจะดับดีหรือไม่
“หอพักนี้ไม่มีใครอยู่มาสามปีแล้ว…แต่ทำไมยังดูเหมือนมีคนอยู่?” เขาคิดในใจ พลางเดินสำรวจไปตามโถงด้านล่าง เจอประตูที่ปิดสนิทหลายบาน แต่ละบานเหมือนมีบางอย่างขังอยู่ข้างหลัง
พลันเสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังแว่วขึ้นจากชั้นบน ตรีวิทย์หยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรง เขาเพ่งฟังแต่เสียงนั้นหยุดทันทีเมื่อเขาขยับตัว
เขาหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือ หวังจะโทรแจ้งหัวหน้างาน แต่สัญญาณไม่มี สายตากวาดไปเห็นกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่บนเคาน์เตอร์ เขาเปิดดู พบสมุดบันทึกเก่าปกผ้าขาดยุ่ย ด้านในมีแต่บรรทัดว่างกับข้อความประหลาด “จงเงียบ…อย่ารบกวนเสียงของเขา” เขารู้สึกเย็นวาบทั่วร่าง กำสมุดไว้แน่น
เสียงไม้ลั่นจากชั้นบนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนหนักกว่าเดิม ตรีวิทย์ลังเลครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเดินขึ้นบันได แต่ละก้าวที่เหยียบลงไป เสียงเอี๊ยดอ๊าดสะท้อนก้องในความเงียบ เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสอง เขาเห็นประตูห้องท้ายสุดแง้มอยู่เล็กน้อย
ตรีวิทย์ค่อย ๆ เดินเข้าหา บรรยากาศเย็นวาบผิดธรรมชาติ มือเขาเอื้อมแตะลูกบิด ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ ห้องนั้นว่างเปล่า มีเพียงตู้เสื้อผ้าเก่า ๆ และเก้าอี้ไม้ตัวเดียว เขาเห็นเงาตัวเองในกระจกเก่า รอยแตกร้าวบนกระจกเหมือนลายเส้นประหลาด ตรีวิทย์ขยับหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ กลับเห็นเงาอีกคนหนึ่งลาง ๆ อยู่ด้านหลัง ทั้งที่ในห้องไม่มีใคร
เขาหันขวับไปด้านหลัง — ว่างเปล่า หัวใจเต้นรัว เขาหอบหายใจแรงแต่พยายามรวบรวมสติ หยิบสมุดบันทึกออกมาเปิดอีกครั้ง มีข้อความใหม่โผล่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “ใครทำลายความเงียบ จะต้องจ่ายด้วยเสียงของตนเอง”
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากทางเดิน บานประตูทุกบานเริ่มสั่นไหว ตรีวิทย์ก้าวถอยหลังจนชนขอบหน้าต่าง เขากลั้นหายใจ ค่อย ๆ ชะโงกมอง สายตาเจอกับหญิงสาวรูปร่างผอมสูงผมยาวปิดหน้า ใส่ชุดนอนขาวซีดยืนอยู่หน้าประตูห้องถัดไป เธอนิ่งไม่ขยับ เสียงรอบตัวเงียบสนิทกว่าทุกครั้ง ตรีวิทย์ขยับถอยอีกก้าวแต่หญิงสาวก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทำลายความเงียบสนิท ตรีวิทย์สะดุ้ง หญิงสาวกระตุกศีรษะช้า ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ ผ่านเส้นผมยุ่งเหยิงเผยให้เห็นดวงตาสีดำสนิท ก่อนจะหมุนตัวช้า ๆ เดินหายเข้าไปในความมืด ตรีวิทย์ยืนตัวแข็งทื่อ รู้สึกถึงแรงกดดันลึกลับบางอย่างปกคลุมทั่วหอพัก
เขาสาวเท้ากลับลงมาชั้นล่างอย่างรวดเร็ว เจอกับชายวัยกลางคนหน้าตาอิดโรยในชุดเจ้าหน้าที่หอพัก “มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?” ชายคนนั้นถามเสียงแหบ ตรีวิทย์ลังเล “สักครู่ครับ ผม…ขอโทษที่รบกวน”
เจ้าหน้าที่คนนั้นปรายตามองสมุดบันทึกในมือเขา “อย่ายุ่งกับของในหอนี้มากไปนัก บางอย่างมันควรจะเงียบไว้อย่างนั้น” น้ำเสียงเย็นชา สายตาติดประกายขุ่นเคือง “มัน…มีอะไรอยู่ที่นี่เหรอครับ?” ตรีวิทย์ถามเสียงเบา เจ้าหน้าที่ไม่ตอบ แค่เดินจากไปช้า ๆ เหลือเพียงกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยตามลม
คืนนั้นตรีวิทย์หลับไม่ลง นอนฟังความเงียบจนน่าอึดอัด เสียงนาฬิกาเดินช้า ๆ เหมือนไม่ขยับ ผ่านไปหลายชั่วโมงกระทั่งเขาได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ลอยแว่วเข้ามาในห้อง “เงียบ…เงียบ…เงียบ…”
เช้าตรู่ตรีวิทย์ตื่นขึ้นมา หัวหนักอึ้ง ขอบตาคล้ำ เขาเดินสำรวจรอบหอพักอีกครั้ง พบรอยคราบดำพาดยาวตลอดทางเดินชั้นสอง ราวกับใครลากบางสิ่งผ่านไป เขาเดินตามรอยนั้นไปถึงห้องหนึ่ง ตอนเปิดประตูออก เจอกับหญิงสาวผมสั้นในชุดนักศึกษายืนหันหลังให้ “ขอโทษค่ะ คุณเป็นใคร?” เขาถาม หญิงสาวค่อย ๆ หันมาช้า ๆ สีหน้าเธอซีดขาว ดวงตาแดงก่ำ
“หนู…หนูแค่…หนูต้องรู้ว่าพี่อยู่ตรงนี้จริง ๆ หรือเปล่า” เสียงเธอสั่น ๆ ตรีวิทย์มองเธองง “หมายความว่ายังไง?”
หญิงสาวหลบตามองพื้น “หนูเคยอยู่ที่นี่ หอพักนี้…มีแต่เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน”
“เสียงอะไรกันแน่?”
หญิงสาวไม่ตอบ เดินผ่านเขาไปช้า ๆ เหมือนร่างโปร่งแสง เธอหายเข้าไปในกำแพงไม้ที่แตกร้าว ตรีวิทย์ยืนตะลึง มือสั่น เงียบงันอยู่นาน
หลังจากนั้น ตรีวิทย์เริ่มค้นประวัติหอพัก พบข้อมูลงง ๆ ในแฟ้มเอกสารเก่า มีชื่อคนหายไปหลายรายในช่วง 10 ปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา และไม่มีรายงานว่าพบศพ เขาสะดุดกับชื่อ “สุชาดา” หญิงสาวผมสั้นที่เขาเพิ่งเจอ มีบันทึกว่าเธอหายไปคืนหนึ่ง ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
คืนนั้นตรีวิทย์ลองตั้งเครื่องบันทึกเสียงไว้ในห้องนอน เมื่อฟังในเช้า พบว่าช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีสอง ไม่มีเสียงอะไรบันทึกได้เลย — ทั้งที่เขาจำได้ว่าได้ยินเสียงกระซิบ เสียงฝีเท้า และเสียงประตูเปิดปิดตลอดคืน
วันถัดมา เขาตามรอยคราบดำไปยังห้องใต้หลังคา พบประตูเก่า ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีใครเปิดมานานหลายปี ในขณะกำลังงัดประตู เสียงเจ้าหน้าที่หอพักดังขึ้นข้างหลัง “ไม่ควร…เปิดห้องนั้น”
“มันมีอะไรข้างใน?” ตรีวิทย์ถาม
เจ้าหน้าที่นิ่งเงียบไปนาน สุดท้ายพูดเสียงเบา “มัน…เป็นที่ซ่อนเสียงของทุกคนที่เคยหายไป”
“คุณรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?”
เจ้าหน้าที่ขบกรามแน่น “บางอย่าง ถ้าเงียบพอ มันก็จะไม่ทำร้ายใครอีก”
ตรีวิทย์ลังเล สุดท้ายเขาตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป ข้างในมืดสนิท มีกลิ่นอับหนักกว่าทุกที่ มีเสียงกระซิบแว่วเบา ๆ เหมือนลมผ่านสายไฟ เขาเห็นเงาคนลาง ๆ นั่งเรียงกันเต็มห้อง ทุกคนล้วนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเว้าวอน ไม่มีใครเปล่งเสียงออกมาได้
ตรีวิทย์ถอยฉากออกมาอย่างช้า ๆ ขาสั่น มือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาหันกลับเจอกับหญิงสาวชุดนอนขาวคนเดิม เธอยืนขวางหน้าประตู เงียบงัน แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า
“ทำไม…ต้องเป็นที่นี่?” เขาถามเสียงสั่น
หญิงสาวเอื้อมมือแตะปากตัวเอง แล้วเอื้อมแตะริมฝีปากเขา “ใครทำลายความเงียบ…จะต้องจ่ายด้วยเสียงของตนเอง” เสียงของเธอเหมือนลอยมาจากที่ไหนสักแห่งในห้อง ไม่ใช่จากปากเธอโดยตรง
ตรีวิทย์พยายามตะโกนแต่ไม่มีเสียงใด ๆ ออกจากปาก เขาตกใจ พยายามดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้นเสียงยิ่งถูกกลืนหายไปในความเงียบ
เขาวิ่งหนีออกจากห้องใต้หลังคา พยายามหาทางออกจากหอพัก แต่ทุกประตูหน้าต่างถูกปิดสนิท เสียงฝีเท้าของเขาเองกลับไม่ได้ยินอีกต่อไป ความเงียบปกคลุมทุกอย่าง ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง
ตรีวิทย์เดินวนในหอพักอย่างไร้เสียง เสียงหัวใจตัวเองก็ไม่ได้ยิน สุดท้ายเขาทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหล เงยหน้าขึ้นเห็นเงาในกระจกหน้าต่าง — เงาของเขาเอง แต่เหมือนไม่ใช่เขาอีกต่อไป เขาเห็นเงาคนอื่น ๆ ทับซ้อนกับเงาของตัวเอง ทุกคนต่างไร้เสียง
ในความเงียบสิ้นหวังนั้น ตรีวิทย์นึกถึงอดีตของตน — ครั้งหนึ่งเขาเคยปล่อยให้เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเพื่อนสนิทเงียบหายไปโดยไม่กล้าเอ่ยปาก ชั่วขณะหนึ่งความจริงอันเจ็บปวดย้อนกลับมา สายตาของหญิงสาวในชุดนอนขาวสอดประสานกับเขา เธอหลับตา ราวกับให้อภัยเขา ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปในแสงเช้ารำไรผ่านบานหน้าต่างแตกซึ่งเต็มไปด้วยเงาสะท้อน
กลางหอพักเก่า ตรีวิทย์นั่งนิ่งอย่างโดดเดี่ยว ในโลกที่ไร้เสียง ไม่มีใครได้ยิน และไม่มีใครสามารถร้องขอความช่วยเหลือได้อีกต่อไป