คืนเปลี่ยวที่บ้านท้ายซอย
เสียงจักจั่นยามค่ำคืนดังแว่วให้รู้สึกถึงความว่างเปล่ารอบตัว เนตรหยุดยืนหน้าบ้านร้างท้ายซอย ตึกสองชั้นทรงเก่าโอบล้อมด้วยต้นโพธิ์ใหญ่ แสงไฟถนนส่องได้เพียงข้างรั้ว แต่ภายใน เงามืดหนากลืนกินทุกอย่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอลังเล มองประตูเหล็กที่ขึ้นสนิม หัวใจเต้นแรง รู้ว่าคืนนี้เป็นคืนครบรอบสิบปีที่ ‘มิว’ เพื่อนสนิทของเธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากบ้านหลังนี้ ไม่มีใครกล้ากลับมาอีก มีแต่ข่าวลือ กับความเงียบที่ไม่เคยจาง
เนตรกำกุญแจเก่าในกำมือ หายใจลึกก่อนจะไขประตูเข้าไป เสียงเหล็กฝืดครูดสร้างความรู้สึกเหมือนถูกต้อนรับโดยอะไรบางอย่างที่เธอมองไม่เห็น เธอเดินผ่านสนามหญ้าที่รกชัฏ กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นไม้เก่ากระทบจมูก
“ทำไมต้องมาคนเดียววะ…” เธอบ่นกับตัวเอง ดวงตากวาดมองรอบบ้าน ไม่มีแสง ไม่มีเสียง มีเพียงความเงียบที่กดทับ
มือถือในมือสั่นเบา ๆ เมื่อข้อความเด้งขึ้นมา: ‘ถึงไหนแล้ว’ จาก ‘จูน’ เพื่อนเก่าสมัยมัธยมที่สัญญาจะมาสมทบ แต่ยังไม่ถึง
เนตรพิมพ์ตอบ มือสั่น: ‘เข้าไปแล้ว รออยู่ข้างใน’
ก่อนจะเดินเข้าบ้าน ประตูไม้ใหญ่ส่งเสียงออดแอด เธอผลักเข้าช้า ๆ กลิ่นอับแรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
เธอเดินเข้าสู่โถงหน้าบ้าน เฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ปูฝุ่น สายลมพัดกระจกหน้าต่างสั่นงึม ๆ ทุกอย่างดูเหมือนไม่มีใครยุ่งมานานนับสิบปี
ขณะก้าวผ่านประตูห้องนั่งเล่น เสียงกระซิบแผ่วลอยมาเหมือนเป็นภาษาที่เธอไม่เข้าใจ เงาใต้บันไดดูเหมือนจะขยับได้เอง เธอหยุด หันไปมองแต่ไม่มีอะไร
มือเธอสั่น กลืนน้ำลายฝืดคอ “อย่าเงียบขนาดนั้นสิ…” เธอพึมพำ ก้าวต่อไปอย่างลังเล
มือถือในมือมีแต่สัญญาณอ่อน รูปภาพในแกลเลอรี่เด้งขึ้นมาเอง เป็นภาพกลุ่มเพื่อนเมื่อสิบปีก่อน ภาพมิวในวันสุดท้ายที่ยังยิ้มอยู่ เนตรใจเต้นแรง นิ้วมือรีบปิดจอ
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังแว่วจากชั้นบน เนตรเงี่ยหูฟัง “จูนใช่มั้ย?” ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงความว่างเปล่า
เธอก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น แสงไฟจากมือถือส่องไปข้างหน้า เงาของเธอยาวเหยียดตามผนัง ทุกย่างก้าวยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกเฝ้ามอง
เมื่อถึงชั้นสอง ประตูห้องมิวเปิดอ้าอยู่ เสียงลมหายใจตัวเองดังชัดในหู เธอกลั้นใจผลักเข้าไปข้างใน ภายในมีแต่เตียงเดี่ยวกับโต๊ะไม้เก่า ๆ รูปถ่ายใบเดิมยังตั้งอยู่ รอยขีดเขียนบนผนังยังคงเดิม
เสียงบางอย่างคล้ายคนลากขาแว่วขึ้นมาจากทางเดิน เนตรหันพรวด มือจับมือถือแน่น “จูน?” เงียบ มีเพียงเงาสะท้อนจากกระจกปลายเตียง
เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้นข้างล่าง เนตรรีบวิ่งลงไป เปิดประตู พบจูนยืนหน้าซีด มือถือส่องไฟ
“กูขอโทษ มาช้า รถเสียตรงปากซอย…” จูนพูดเสียงเบา ตาไม่กล้ามองเข้าไปข้างใน
“ข้างในแม่งเงียบชิบหาย กูเหมือนโดนมองอยู่ตลอด” เนตรพูดเสียงสั่น
ทั้งสองเดินกลับขึ้นไปชั้นสองอีกครั้ง คราวนี้จูนเหมือนลังเล ไม่ยอมเข้าไปในห้องมิว
“กูว่ามึงอย่าไปยุ่งห้องนั้นเลย…” จูนหันมามอง เหงื่อซึมขมับ
“แต่เราต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้น” เนตรตอบนิ่ง เสียงเคร่งเครียด
ทั้งสองนั่งลงกลางโถงชั้นสอง ความเงียบเข้าครอบงำ ได้ยินแต่เสียงนาฬิกาเก่าที่หยุดเดินนานแล้ว
“มึงเคยฝันถึงมิวไหม?” เนตรถามเสียงเบา
“ไม่… แต่กูได้ยินเสียงเหมือนคนเรียกชื่อเราอยู่ในบ้านนี้ตลอดเวลา” จูนปาดเหงื่อ ลุกขึ้นยืน เดินวนอยู่ไม่สุข
เนตรกวาดตามองรอบห้อง ก่อนหยิบรูปถ่ายที่โต๊ะมิวขึ้นมาดู ภาพในกรอบดูซีดจาง แต่สายตาของมิวเหมือนจ้องเธออยู่ตลอดเวลา
“กูสงสัยมาตลอด ว่าทำไมวันนั้นทุกคนถึงโกหก…” เนตรพูดเสียงเข้ม
บรรยากาศเริ่มอึดอัด เงาในห้องเหมือนยาวขึ้น ชายผ้าม่านกระพือโดยไม่มีลม
มือถือจูนดังขึ้น ข้อความใหม่ขึ้นมา: ‘ออกไปซะ’ ไม่มีชื่อคนส่ง จูนตัวแข็ง ขนลุกซู่
เสียงคล้ายฝีเท้าดังขึ้นอีกที คราวนี้เหมือนเดินวนอยู่หน้าห้องมิว ทั้งสองจับมือกันแน่น เงียบฟัง ลมหายใจติดขัด
เนตรตัดสินใจฝืนใจเดินไปเปิดประตูห้อง เจอทางเดินว่างเปล่า ไม่มีใคร
แต่เมื่อลงไปถึงชั้นล่าง เสียงน้ำหยดดังแปะ ๆ จากห้องครัว ทั้งสองเดินตามเสียงเข้าไป พบอ่างล้างจานมีน้ำขัง ทั้งที่ไม่ได้เปิดน้ำ
จูนหยิบถ้วยเครื่องปั้นดินเผาในซิงค์ขึ้นมา สังเกตเห็นรอยขีดเขียนข้างใต้เป็นตัวหนังสือเล็ก ๆ ‘ขอโทษ’
“ใครเขียนวะ…” จูนพูดเสียงแผ่ว
เนตรนิ่ง เริ่มหวั่นใจ รู้สึกเหมือนบางอย่างใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ขณะทั้งสองเดินกลับมานั่งที่โถง เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ครั้งแรกในรอบหลายปี
เนตรลังเล ก่อนยกหู “ฮัลโหล…”
ปลายสายไม่มีเสียง มีเพียงเสียงหายใจแผ่ว ๆ ตามด้วยเสียงกระซิบเหมือนกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “อย่าลืมฉัน… อย่าลืมฉัน…”
เนตรรีบวางหู ใจเต้นถี่ จูนมองด้วยสีหน้าสงสัย กลัว
“กูไม่ไหวละ มึง… บ้านนี้มีอะไรมากกว่าที่เราคิด” จูนเสียงสั่น
เนตรสบตาเพื่อน นิ่งคิด
“พรุ่งนี้วันครบรอบสิบปีที่มิวหายไป เราควรลองถามแม่มิวดูอีกที…” เนตรสรุป
จูนไม่ตอบ แสร้งก้มหน้ามองโทรศัพท์
กลางดึกคืนนั้น ทั้งสองนอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เสียงลมพัดหน้าต่างและเสียงแตกหักเบา ๆ ดังเป็นระยะ ทุกครั้งที่เนตรจะหลับ เธอกลับสะดุ้งตื่นด้วยเสียงกระซิบในหัว
“อย่าลืมฉัน…” เสียงนั้นวนเวียนไม่หยุด
รุ่งเช้าแสงแดดแรกส่องผ่านหน้าต่างฝุ่นจับ ทั้งสองลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง
หลังล้างหน้าและเตรียมตัว ทั้งสองออกไปพบแม่ของมิวที่บ้านใกล้ ๆ แม่มิวเปิดประตูด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า ดวงตาคล้ำลึก
“ขอคุยเรื่องวันนั้นได้ไหมคะ…” เนตรเอ่ยเสียงเรียบ
แม่มิวชะงัก มองจูน และหลบตาเนตร
“มันผ่านไปนานแล้วลูก หนูอย่าขุดอะไรขึ้นมาเลย…”
“แต่เราต้องรู้ความจริงค่ะ…” เนตรยืนยัน
แม่มิวเงียบ มือสั่น เธอก้มหน้าร้องไห้เงียบ ๆ
“วันนั้น… แม่เห็นอะไรบางอย่างในบ้านหลังนั้น… มันไม่ใช่ลูกแม่แล้ว…”
เนตรกับจูนสบตากัน อึดอัด
“แม่หมายความว่าไงคะ”
แม่มิวไม่ตอบ เพียงแต่ส่งกุญแจโบราณมาให้
“ถ้าจะหาคำตอบ ต้องไปที่ห้องใต้ดิน…” เธอกระซิบเสียงแผ่ว
ทั้งสองกลับไปบ้านร้างพร้อมกุญแจดอกใหม่ ประตูห้องใต้ดินอยู่หลังบันไดใหญ่ ฝุ่นจับหนามาก ประตูไม้เก่าสั่นระริกเหมือนมีแรงสั่นจากข้างใน
เนตรใส่กุญแจ บิดอย่างยากลำบาก เสียงกลอนดังแกรก ประตูเปิดออก เผยบันไดลงไปสู่ความมืดสนิท
จูนลังเล “แน่ใจเหรอจะลงไป?”
เนตรกลืนน้ำลาย “เรามาไกลขนาดนี้แล้ว…”
ทั้งสองขยับไฟฉายมือถือ เดินลงทีละขั้น ความเย็นยะเยือกซึมซาบเข้าไปถึงกระดูก
ชั้นใต้ดินเต็มไปด้วยกลิ่นอับและเศษซากของของเก่า แสงไฟส่องไปถึงผนังด้านหนึ่งที่มีรอยขีดเป็นตัวหนังสือซ้อนทับกัน ‘อย่าลืมฉัน’ ‘ขอโทษ’
บนพื้นมีถุงผ้าขาด ๆ และเศษเทียนไขเก่า วงกลมรอบใหญ่ถูกขีดไว้ด้วยชอล์กสีแดง
“เหมือนมีใครทำพิธีอะไรบางอย่างที่นี่…” จูนพูดเสียงเบา
เนตรก้มลงหยิบชิ้นผ้าที่มีรอยเลือดเก่า ๆ ติดอยู่ เธอหันไปมองรอบห้อง ใจเต้นถี่ขึ้น
เสียงกระซิบดังมาจากทุกทิศ “อย่าลืมฉัน…”
ไฟฉายจูนดับกะทันหัน ห้องจมอยู่ในความมืด เนตรพยายามเขย่าไฟฉายตัวเอง
ในความมืด เงาของใครบางคนปรากฏขึ้นด้านหลัง เงียบงันแต่กดดัน
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา เนตรหันขวับ “ใครน่ะ!”
ไม่มีเสียงตอบ มีแต่ความเย็นยะเยือกที่เข้ากัดกระดูก
ไฟฉายกลับติดขึ้นอีกครั้ง เงาหายไป เนตรกับจูนรีบวิ่งขึ้นข้างบน ทิ้งห้องใต้ดินไว้เบื้องหลัง
เมื่อทั้งสองกลับขึ้นมา พบว่าประตูบ้านเปิดอ้าเอง ลมพัดแรงจนพื้นฝุ่นปัดกระจาย
“เราไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อ…” จูนกระซิบ
เนตรยังลังเล ใจหนึ่งอยากหนี แต่อีกใจไม่ต้องการทิ้งเพื่อนและความลับไว้เบื้องหลัง
คืนนั้น เนตรเลือกที่จะอยู่ต่อคนเดียว เธอขอให้จูนกลับไปก่อน
“กูต้องเข้าใจให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ” เธอพูดเสียงสั่น
จูนลังเล ก่อนจะยอมออกไป ทิ้งเนตรไว้ในบ้านร้างที่เต็มไปด้วยความมืด
เมื่อค่ำมาถึง เงาในบ้านเหมือนมีชีวิต เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น แสงไฟจากถนนข้างนอกเล็ดลอดผ่านหน้าต่างเป็นเส้นบาง ๆ บนผนัง
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นในบ้าน เงาวูบผ่านหน้าต่าง เนตรหันขวับแต่ไม่เห็นอะไร
มือถือของเธอดับสนิท หน้าจอมืดไปดื้อ ๆ
เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น “อย่าลืมฉัน…”
เธอเดินตามเสียงขึ้นไปที่ห้องมิว ภายในห้องเย็นเฉียบ เธอเห็นเงาบางอย่างสะท้อนในกระจกปลายเตียง
เงานั้นขยับช้า ๆ มาหาเธอ เสียงหายใจแผ่ว ๆ ดังใกล้เข้ามา
เนตรกลั้นใจ “มิว… ถ้าเป็นแก ขอให้แกเล่าให้เราฟัง”
เสียงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงร้องไห้เบา ๆ จะดังขึ้นจากมุมห้อง
เงาในมุมห้องค่อย ๆ ชัดขึ้นเป็นรูปร่างหญิงสาวนั่งกอดเข่า เส้นผมยาวปิดหน้า เธอสั่นสะท้าน
“ทำไมถึงทิ้งฉันไว้คนเดียว…” เสียงแหบพร่าดังขึ้น
เนตรน้ำตาซึม สะอึกสะอื้น “ขอโทษ… เรากลัว… เราไม่ได้ตั้งใจ…”
เงาเอื้อมมือออกมา เนตรลังเล ก่อนเดินเข้าไปใกล้
“แกอยู่ที่นี่มาตลอดเหรอ…” เธอถามเสียงสั่น
เงาไม่ตอบ มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะหายไปกับสายลม
รุ่งเช้า เนตรตื่นขึ้นบนพื้นห้องมิว ไม่รู้ว่าหลับไปเมื่อไร
เธอลุกขึ้น เดินออกจากบ้านร้าง ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง ฝุ่นละอองปลิวไหวในแสงเช้า เงาที่เคยกดทับมลายหายไป แต่เสียงกระซิบยังคงก้องในใจ
“อย่าลืมฉัน…”