ห้องว่างหมายเลขเก้า
เสียงฝนตกไม่ขาดสายกระทบกระจกหน้าต่างเก่า ๆ ของหอพัก “จันทร์นวล” ตั้งตระหง่านกลางซอยแคบในตัวเมืองเชียงใหม่ ไฟถนนกระพริบถี่ ราวกับตั้งใจทำให้บรรยากาศอึมครึมกว่าเดิม รันยืนอยู่หน้าอาคารสองชั้นพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ เธอมองป้ายไม้หม่นซีดที่ห้อยอยู่เหนือประตู รู้สึกใจเต้นแผ่วแรงอย่างไร้เหตุผล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รัน นี่มัน…ดูเก่าไปหน่อยมั้ย” จูนเดินตามมา เธอถือกระเป๋าเป้สะพาย พยายามยิ้มกลบความไม่สบายใจ ข้างกันเป็นมิว หน้าเรียบเฉยแต่ตาล่อกแล่ก และแอม มือถือโทรศัพท์แนบหู เช็คกับแม่เรื่องค่าเช่า
เจ้าของหอพักหญิงชราในชุดม่อฮ่อมออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มจืดจาง “ห้องว่างเหลือแค่ห้องเดียวนะลูก ห้องเก้า ชั้นสอง ปกติไม่มีใครกล้าอยู่แต่ถ้าพวกหนูไม่รังเกียจก็เลือกเอา” เธอพูดเสียงเรียบ ราวกับซ่อนบางอย่างไว้หลังแววตา
ทั้งสี่สาวมองหน้ากัน แอมกระซิบ “จะอยู่จริงเหรอ คนแถวนี้เล่าว่ามีคนเคยหายไปในห้องนี้…”
รันกลืนน้ำลาย แม้ใจสั่นแต่ก็จำใจพยักหน้า “เราไม่มีทางเลือก เงินเรามีแค่นี้…”
พวกเธอเดินขึ้นบันไดไม้อันกรอบแกรบไปยังห้องหมายเลขเก้า มือของรันสั่นเมื่อไขกุญแจเข้าไปในห้องกลิ่นอับชื้น ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า โคมไฟหัวเตียงที่เหมือนจะดับได้ทุกเมื่อ หน้าต่างบานหนึ่งปิดแน่นแต่ไร้ม่าน
จูนผิวปาก หวังทำลายความเงียบ “ห้องนี้เหมือนหลุดมาจากอดีต ยังไงไม่รู้แฮะ”
รันวางกระเป๋าแล้วนั่งลงบนเตียง เสียงสปริงดังเอี๊ยดอ๊าด เธอเหลือบมองมิวที่เดินสำรวจห้องน้ำ ก่อนจะเงยหน้าถาม “ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ เราจะ…จะออกมาไหม”
แอมขยับปากเหมือนจะตอบแต่เปลี่ยนใจ เธอเพียงพยักหน้า
ค่ำคืนแรก อากาศชื้นและเงียบกว่าเดิม เสียงนาฬิกาเรือนเก่าดังติ๊กต่อกในความมืด ทุกคนพยายามข่มตาหลับ แต่แล้วเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นตรงเวลาเที่ยงคืน รันลุกขึ้นเดินไปอย่างลังเล เธอเปิดประตู…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
เสียงฝนยังคงตก หนึ่งในสี่เงี่ยหูฟังราวกับมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังลอดช่องหน้าต่าง “ออกมา…ออกมาสิ…”
เช้าวันรุ่งขึ้น จูนตื่นมาก่อนใคร เธอพบว่าบนโต๊ะข้างเตียงมีรอยเปียกเป็นรูปมือเล็ก ๆ จาง ๆ จูนขมวดคิ้ว หันไปถามเพื่อน “เมื่อคืนใครเข้ามาแตะโต๊ะเรารึเปล่า”
แอมส่ายหน้า “ไม่มีใครออกจากเตียง รันก็หลับไม่สนิท ส่วนมิวเป็นหวัดไปทั้งคืน”
รันมองรอยมืออย่างประหลาดใจ เธอเอื้อมแตะแล้วรู้สึกเย็นวาบปลายนิ้ว มือของเธอสั่น “หรือเมื่อคืนเราจินตนาการไปเอง…”
กลางวัน ทุกคนออกไปซื้อของและสำรวจบริเวณหอพัก ซอกซอยรอบ ๆ เงียบผิดปกติ ร้านค้าใกล้เคียงปิดเงียบ มีเพียงเสียงหมาเห่าลึก ๆ ไกลออกไป ขากลับ รันเดินเลียบกำแพงด้านหลัง เห็นบันไดไม้เก่าที่ถูกปิดตายด้วยโซ่สนิม เธอรู้สึกหนาววาบโดยไร้สาเหตุ
คืนนั้น เสียงเคาะประตูเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเสียงฝีเท้าเบา ๆ เดินวนรอบห้อง รันนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง มิวกระซิบ “มันไม่ใช่คนแน่ ๆ…”
แอมกลั้นหายใจ “อย่าพูดแบบนั้น!” เธอพยายามปิดหู ราวกับไม่ต้องการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น
จูนลุกขึ้น กล้าหาญกว่าคืนแรก เธอเดินไปที่ประตู เหลือบมองช่องตาแมว สิ่งที่เห็นคือเงาดำรูปร่างคล้ายเด็กนั่งอยู่หน้าห้องจาง ๆ หลับตาปี๋ หัวใจเต้นแรง
“ใครก็ไม่รู้…แต่เขาไม่ไปไหน” จูนกระซิบเบา ๆ
หลายวันผ่านไป เหตุการณ์แปลก ๆ เพิ่มขึ้น มิวพบว่าของใช้ในห้องถูกย้ายที่โดยไม่มีใครยอมรับ และทุกคืนจะมีเสียงเคาะในเวลาตรงกันเป๊ะ รันเริ่มฝันเห็นเงาเด็กในห้อง แต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง
กลางวันหนึ่ง มิวออกไปเดินเล่น แต่ถูกหญิงชราเจ้าของหอสั่งห้ามขึ้นไปบนชั้นสาม “ไม่ต้องไปนะลูก ชั้นนั้นปิดแล้ว…อย่าเดินขึ้นไปเด็ดขาด”
แต่คำเตือนนั้นกลับกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ในคืนนั้น จูนแอบเดินออกจากห้องในขณะที่เพื่อน ๆ หลับ เธอพบว่าประตูทางขึ้นชั้นสามไม่ได้ล็อกแน่นสนิทอย่างที่คิด
บนชั้นสาม อากาศเย็นเฉียบและมืดสนิท จูนเดินช้า ๆ ตามทางเดิน เธอได้ยินเสียงกระซิบ “ออกมา…ออกมา…” ดังใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ เงาร่างเล็กวิ่งผ่านปลายตา เธอรีบกลับลงมา ใจสั่นระรัว
จูนไม่กล้าเล่าเรื่องที่เห็นให้เพื่อนฟัง เธอเก็บงำความหวาดกลัวไว้ในใจ แต่ยิ่งวันผ่านไป เธอยิ่งรู้สึกว่าเสียงกระซิบนั้นติดตามเธอแม้ในยามตื่น
รันเริ่มสังเกตว่า ทุกเย็นวันศุกร์จะมีกระดาษแผ่นหนึ่งถูกสอดใต้ประตู เป็นลายมือเด็กเขียนว่า “หนูเหงา หนูรอ” ไม่มีใครรู้ใครเป็นคนสอด กระดาษแผ่นที่สามมากับรอยน้ำตาเป็นวงจาง ๆ
แอมเงียบขรึมลงเรื่อย ๆ เธอเริ่มถอนตัวออกจากกลุ่ม หันไปคุยโทรศัพท์กับใครบางคนในห้องน้ำบ่อยขึ้น รันจับใจความได้ว่าแอมกลัวบางอย่างแต่ไม่กล้าบอกใคร
มิวเริ่มค้นหาข้อมูลหอพักจันทร์นวลบนอินเทอร์เน็ต พบว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนเคยมีเด็กหญิงคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในห้องหมายเลขเก้า คดีไม่เคยปิด แม่เด็กยังคงเฝ้ารอและส่งจดหมายถึงลูกเสมอ
รันอ่านข่าวเก่า ๆ แล้วใจหายวาบ เธอเริ่มเชื่อมโยงเสียงกระซิบ รอยมือ และกระดาษลายมือเด็กเข้าด้วยกัน
คืนวันศุกร์ต่อมา เสียงเคาะประตูดังมาในเวลาตรงเป๊ะพร้อมเสียงกระซิบ “ออกมา…ออกมาเล่นกับหนู…”
รันลังเลอย่างหนัก เธอกระซิบถามเพื่อน “ถ้าเราเปิดประตู…จะเกิดอะไรขึ้น”
แอมส่ายหน้า หน้าซีด “อย่าเปิดนะ อย่าเด็ดขาด…”
จูนมองหน้ารัน หัวใจเต้นแรง เธอกระซิบ “บางที…ที่นี่อาจต้องการใครสักคนอยู่เป็นเพื่อน”
เสียงฝนกระหน่ำหนักขึ้น รันตัดสินใจแน่วแน่ว่า คืนนี้จะไม่ยอมถูกกดดันจากเสียงนั้นอีก เธอเดินไปที่ประตู ล็อกกลอนสองชั้นแล้วนั่งฟังเสียงในเงียบงัน
ขณะนั้นเอง ไฟในห้องกระพริบดับวูบ ความมืดสนิทเข้ากลืนพวกเธอ มิวสะอึก “มีอะไรอยู่ข้างนอก…มัน…มันอยากเข้า…”
เสียงกระซิบลอยมาเจือสะอื้น “ออกมา…หนูเหงา…ช่วยหนูที…”
รันน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว เธอสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่อยู่นอกห้อง ความรู้สึกว่าความหวาดกลัวก่อตัวหนาแน่นขึ้นในอากาศแต่เธอยังพยายามห้ามใจไม่ยอมตอบรับเสียงนั้น
เพียงชั่วครู่ ประตูห้องขยับเหมือนมีใครบางคนดึงจากด้านนอก เสียงลมหายใจเด็กเล็กดังลอดช่องประตู มิวอุดหูแน่น พึมพำ “ให้มันผ่านไป ให้มันผ่านไป…”
รุ่งเช้า ทุกอย่างเงียบสนิท เจ้าของหอพักหญิงชราเคาะประตูมาเตือน “เมื่อคืนมีใครเดินออกจากห้องหรือเปล่า” รันส่ายหน้า หญิงชรามองรันนานก่อนพูดเสียงเศร้า “ที่นี่…ถ้าได้ยินเสียงร้องเรียก อย่าขานรับ อย่าเปิดประตู ถึงจะสงสารแค่ไหนก็ห้าม…”
รันตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟังโดยไม่ปิดบัง ทุกคนตกใจและกลัวแต่กลับรู้สึกว่าต้องช่วยเด็กคนนั้นให้หลุดพ้นจากความทุกข์
คืนต่อมา กลุ่มเพื่อนทั้งสี่ตั้งใจเผชิญหน้ากับเสียงนั้น รันยืนอยู่หน้าประตูในความมืด เสียงกระซิบดังชัดเจนขึ้น “ออกมา…หนูหนาว หนูกลัว”
แอมพูดเบา ๆ น้ำเสียงสั่น “ถ้าเป็นเรา…เราก็คงไม่อยากติดอยู่ที่เดิม…”
จูนจับมือรัน “เราทำอะไรได้บ้าง…”
ในความเงียบ มิวเสนอ “ลองพูดกับเขา แต่อย่าขานชื่อ…แค่บอกว่าเราได้ยิน…”
รันหลับตาแน่น สูดหายใจลึกแล้วพูดเสียงสั่น “เรารู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น เรารู้ว่าเธอเหงา…แต่เราขอให้เธอไปในที่ดี…”
ประตูเงียบสนิท ไม่มีเสียงตอบ เสียงฝนเบาลงเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง
รุ่งเช้า ทุกอย่างดูปกติ ไม่มีรอยมือ ไม่มีเสียงเคาะ ไม่มีจดหมาย นานวันเข้า ความผิดปกติค่อย ๆ จางหายไป เพื่อนทั้งสี่พยายามใช้ชีวิตต่อ แต่ยังคงรู้สึกถึงบางอย่างที่ยังคงวนเวียนในห้องหมายเลขเก้า
ก่อนวันย้ายออก รันยืนมองห้องว่างเปล่า พลันได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา “ขอบคุณ…ที่ไม่ทิ้งหนู…”
ใบหน้ารันซีดเผือด เธอเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปอีก ความเงียบในห้องหมายเลขเก้ายังคงคลี่คลุม ราวกับไม่มีใครเคยอยู่ แต่ร่องรอยของความเหงาและเสียงเรียกปริศนายังคงฝังอยู่ในอากาศ…ไม่มีวันจาง