แสงเงาในหอพักร้าง
ฝนตกพรำ ๆ ในเย็นวันเปิดเทอมใหม่ เสียงหยดน้ำกระทบกระจกหน้าต่างหอพักชายร้างหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับป่ารกและลำห้วยเงียบสงัด ตัวอาคารเก่าโทรมกำแพงลอกล่อน ทว่ามีการประกาศรับนักศึกษาย้ายเข้าใหม่ด้วยค่าเช่าถูกผิดปกติ สี่นักศึกษาชาย—อิฐ, วิน, ต๊ะ และต่อ—เดินลากกระเป๋าเข้าหอพัก ฝ่าความชื้นเหนียวแน่นและกลิ่นอับที่ลอยวน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มันเงียบไปว่ะ…” ต๊ะพูดเบา ๆ ขณะเดินผ่านโถงทางเดินว่างเปล่า ไฟฟลูออเรสเซนต์กระพริบแสงขาวซีดเป็นจังหวะประหลาด
ต่อหัวเราะกลบเกลื่อน “ก็แหงล่ะ มันเก่า คนเลยไม่กล้าอยู่ไง ของถูกแบบนี้หาไม่ได้บ่อย ๆ หรอก”
อิฐ สีหน้ากังวล ถึงกับหยุดยืนมองประตูห้องหมายเลข 401 ที่คราบสนิมขึ้นหนาแน่น “เออ…แต่เราต้องอยู่ห้องนี้จริง ๆ เหรอ”
วินทำเสียงขำแต่แววตากลับลังเล “จะกลัวทำไมกันวะ ผีไม่มีจริงหรอกน่า”
เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดขณะพวกเขาผลักเข้าห้อง กลิ่นเหม็นอับแรงขึ้นทันที ห้องสี่เหลี่ยมโล่งมีหน้าต่างบานเดียวที่เปิดออกไปยังระเบียงแคบเหนือพงหญ้ารกร้าง ข้าวของในห้องถูกจัดวางเรียบร้อยเกินไปเหมือนเพิ่งมีคนย้ายออก
คืนนั้น ฝนยังคงตกไม่หยุด เสียงสายฟ้าดังครืนอยู่ไกล ๆ เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเงียบที่ผิดปกติ พวกเขานั่งล้อมวงบนพื้น พยายามทำตัวให้น่าอยู่ขึ้นด้วยการคุยเล่นและเปิดเพลงเบา ๆ แต่เสียงหัวเราะก็แผ่วลง เมื่อทุกครั้งที่มีใครเดินไปห้องน้ำ จะได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาตามหลังทั้งที่ไม่มีใครลุก
อิฐนั่งขรึม มือกุมแก้วน้ำแน่น “เมื่อกี้กูได้ยินเสียงขูดอะไรตรงหน้าต่าง”
วินหัวเราะเยาะ “นกมั้ง มึงคิดมากไปเองรึเปล่า”
ต่อมองหน้าต่างอย่างระแวง “แต่ห้องตั้งอยู่ชั้นสี่ ไม่มีต้นไม้ใกล้หน้าต่างเลยนะ”
ก่อนนอน ทุกคนต่างนอนกระสับกระส่าย เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ ดังชัดในความมืด อิฐนอนตะแคงมองเพดาน พลางคิดถึงข่าวลือเก่า ๆ เกี่ยวกับหอพักนี้—ข่าวนักศึกษาหายตัวไปเมื่อหลายปีก่อน
กลางดึก เสียงฝีเท้าแผ่ว ๆ ดังขึ้นจากโถงด้านนอก เหมือนมีใครเดินผ่านหน้าห้อง พวกเขาต่างสะดุ้งตื่น วินมองนาฬิกาเป็นเวลาเกือบตีสาม
เสียงฝีเท้าหายไป เหลือเพียงความเงียบหวิว ต่อกระซิบเสียงสั่น “เมื่อกี้…มีใครได้ยินเหมือนกูมั้ย”
ต๊ะกลืนน้ำลาย “เราไม่ได้ฝันใช่มั้ย เพิ่งย้ายมาก็เจอเลยเหรอวะ”
อิฐลุกเดินไปดูที่ช่องตาแมว แต่กลับเห็นเพียงโถงว่างเปล่า ภายใต้แสงไฟกระพริบไม่มีเงาของใคร ทว่าเงาบางอย่างวูบผ่านตรงมุมสายตา ราวกับกำลังจ้องมองอยู่
รุ่งเช้า พวกเขาพบว่ามีเศษดินเปียกและรอยเท้าเล็ก ๆ ตรงระเบียงหน้าต่าง ทั้งที่ไม่มีใครออกไปข้างนอกเมื่อคืน วินพยายามอำว่าอาจเป็นแมว ต่อกลับไม่เห็นด้วย “แมวที่ไหนปีนขึ้นมาชั้นสี่ได้ขนาดนี้”
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นในช่วงสาย หญิงสูงวัยคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง แนะนำตัวว่าเป็นนางสมร แม่บ้านประจำหอที่หายหน้าหายตาไปนาน
“ถ้ามีอะไรแปลก ๆ อย่าไปสนใจนะลูก หอนี้มันเก่ามาก ของหายบ่อย ๆ” เธอพูดพลางสบตาทีละคน สีหน้าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ไม่กล้าบอกตรง ๆ
ต๊ะเอ่ยถาม “ป้ารู้เรื่องที่เคยมีคนหายไปที่นี่ไหมครับ”
นางสมรแกล้งหัวเราะ “โอ๊ย ข่าวลือทั้งนั้น พวกนักศึกษามันชอบแต่งเรื่องเล่นกันเอง”
ขณะที่เธอกำลังจะเดินจากไป เธอเหลียวมองกลับเข้ามาในห้องชั่วครู่ แววตาโศกเศร้าก่อนจะหายไปในความเงียบ
หลังเที่ยง พวกเขาตัดสินใจเดินสำรวจรอบอาคาร หวังจะหาสาเหตุของรอยเท้าประหลาด ระหว่างเดินผ่านห้องพักร้างชั้นล่าง ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวและอับรุนแรงกว่าปกติ ประตูห้องหนึ่งแง้มอยู่ อิฐเข้าไปดูพบว่าข้างในมีรอยขีดเขียนเต็มผนัง เป็นถ้อยคำสั้น ๆ ซ้ำ ๆ ว่า “อย่าเปิดประตู อย่าเปิดประตู”
ต๊ะถอยหลังแทบสะดุด “ใครมันจะมานั่งเขียนอะไรแบบนี้”
วินพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน “คนบ้าก็มีปะวะ อย่าไปใส่ใจเลย”
ต่อเดินวนกลับไปห้องตัวเอง สีหน้าไม่สบายใจนัก ทั้งสี่ต่างแอบเก็บความรู้สึกกังวลไว้ในใจ
กลางคืนถัดมา เสียงขูดที่หน้าต่างดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนทุกคนนอนไม่หลับ อิฐตัดสินใจเปิดม่านออกดูทันที ทว่าเห็นเพียงความมืดสนิทข้างนอก มีเพียงเงาคนราง ๆ วูบผ่านเร็วมาก
“กูเห็นแล้วนะ…” อิฐเสียงสั่น “เหมือนเงาคน มันมองเข้ามา”
ต๊ะรีบปิดม่าน “อย่ามอง อย่าไปสนใจมัน”
แต่เมื่อหลับตา เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ก็ดังวนเวียนอยู่ในหูเหมือนมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เตียง
วันถัดมา พวกเขาเริ่มสังเกตเห็นรอยขีดบนผนังห้องของตัวเอง ลักษณะคล้ายร่องรอยที่เจอในชั้นล่าง ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน เสียงกระซิบชื่อของแต่ละคนดังขึ้นในเวลาค่ำคืน อิฐเริ่มฝันร้ายซ้ำ ๆ ถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนระเบียงพลางร้องขอความช่วยเหลือ
อิฐนั่งเหงื่อแตกในเช้าวันหนึ่ง “พวกมึงเคยฝันถึงเด็กคนนั้นมั้ย เด็กที่ยืนหน้าระเบียง”
ต่อเงียบไปนาน “กูฝัน กูเห็นเหมือนกัน…”
ต๊ะกับวินมองหน้ากันอย่างอึดอัด ทั้งสี่เริ่มหลีกเลี่ยงการออกจากห้องหลังพลบค่ำ พวกเขาเริ่มกลัวแม้แต่เสียงลมหายใจตัวเอง
ช่วงค่ำวันเสาร์ อิฐพบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งซ่อนไว้ใต้พื้นกระเบื้องหลุด สมุดเก่าเปียกน้ำ มีลายมือเด็กเขียนถึงความเหงาและความกลัวที่ต้องอยู่คนเดียวในห้องนี้ เด็กคนนั้นบันทึกว่าได้ยินเสียงแปลก ๆ ทุกคืน มีเงามาด้อม ๆ มอง ๆ ที่หน้าต่างจนเขาเริ่มหวาดระแวง
“มันต้องมีอะไรมากกว่าที่เรารู้แน่ ๆ” อิฐพูด น้ำเสียงจริงจัง “เด็กคนนั้น…หรือว่าเขาไม่ได้หนีออกไปอย่างที่ใครพูด”
พวกเขาตัดสินใจกลับไปถามนางสมรอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยความเครียด นางบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบตรง ๆ
“ป้าขอร้อง อย่าไปยุ่งกับเรื่องนั้นเลยลูก อยู่ให้ครบเทอมเถอะ เดี๋ยวก็ชินเอง” เธอว่า พร้อมหลบสายตาอย่างเห็นได้ชัด
วินเสียงแข็ง “แต่ป้าก็ต้องรู้ใช่มั้ยครับ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้น”
นางสมรสั่นหน้า “ไม่มีใครรู้จริง ๆ หรอกลูก เขาหายไปเอง…เหมือนหลาย ๆ คนที่นี่”
ฝนตกหนักอีกครั้งในคืนนั้น เสียงฝีเท้ากลับมาอีก ทว่าคราวนี้ดังเป็นสองเท่า เหมือนมีใครหลายคนเดินวนอยู่หน้าห้อง พวกเขานั่งชิดกันบนเตียง ไม่กล้าพูดอะไร รอจนเสียงเงียบลง
จู่ ๆ ไฟในห้องดับวูบ ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท ต่อพยายามใช้ไฟฉายมือถือแต่สัญญาณขาดหาย ไฟแฟลชกระพริบสลับกับเงาคนที่ยืนอยู่ปลายเตียง
อิฐเสียงสั่น “อย่าขยับ…อย่ามองมันนะ”
เสียงกระซิบดังขึ้นมาจากทุกทิศ “อย่าเปิดประตู…อย่าเปิดประตู…”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังสนั่น พวกเขาไม่กล้าขยับสักคน เงาคนที่ปลายเตียงขยับเข้าใกล้ช้า ๆ ในความเงียบงัน ทุกคนกลั้นหายใจ รู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง
ต๊ะเสียงสั่น “เราจะทำไงดีวะ จะออกไปก็ไม่ได้ จะอยู่ก็…”
อิฐตัดสินใจรวบรวมความกล้า พยายามเดินไปทางประตู เสียงกรีดร้องของเด็กดังขึ้นพร้อมกับเงาบางอย่างที่พุ่งเข้าหาเขา อิฐยืนนิ่ง กลั้นใจมองลงไปที่ช่องมองประตู เห็นเพียงความมืดเวิ้งว้างกับเงาคนที่ไม่มีหน้า
ทันใดนั้นทุกอย่างเงียบกริบ เสียงฝีเท้าหายไป เงาคนค่อย ๆ ละลายเข้ากับความมืด วินกอดอกแน่น “กูว่า…พวกเราต้องออกจากหอพักนี่เดี๋ยวนี้”
แต่ประตูเปิดไม่ออก เหมือนมีแรงบางอย่างกดทับไว้ ทุกคนพยายามทั้งคืน กระทั่งเช้าแสงแรกลอดเข้ามาในห้อง ประตูจึงเปิดได้ พวกเขารีบวิ่งลงไปข้างล่าง
ตรงโถงชั้นล่าง พบภาพวาดเงาคนเต็มผนัง ทุกเงามีแต่รอยขีดแทนใบหน้า นางสมรยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าซีดเซียว ส่ายหน้าเบา ๆ
“หนีไม่ได้หรอกลูก ถ้ายังไม่รู้ว่าควรกลัวอะไร” เธอว่า
คำพูดนั้นติดอยู่ในหัวอิฐ จนถึงวันสุดท้ายของเทอม พวกเขาย้ายออก แต่ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงตามติด ไม่ว่าไปแห่งหนใด เงาคนนั้นยังคงตามหลอนในความฝัน ในเงามืดข้างเตียง หรือแม้แต่ในแสงแดดอ่อนยามเช้า
ไม่มีใครกล้าย้อนกลับไปที่หอพักนั้นอีกเลย บางคืนอิฐตื่นขึ้นมากลางดึก ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา—เสียงเดียวกับคืนนั้น—เตือนว่า “อย่าเปิดประตู…อย่าเปิดประตู…”
และเขาก็ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งเงานั้นจะกลับมาในที่ที่เขาอยู่หรือเปล่า