เงาบนผนังห้อง 217
เสียงฝนตกกระทบระเบียงเหล็กเก่า ๆ ดังกึงกัง อาจารย์กิตติพลลากกระเป๋าเข้ามาในหอพักคณะศึกษาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นและเงาสลัว เขาถอนหายใจ กดรหัสผ่านห้อง 217 แล้วเปิดประตูเข้าไป พบเพียงแสงขาวมัวจากหลอดไฟเพดานและผนังที่บิกร้าวเป็นเส้นยาว เขาวางกระเป๋าลงข้างเตียงมอซอ ทิ้งตัวนั่งพิงกำแพงอย่างเหนื่อยล้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝนหยุดลง แต่เกิดเสียงขูดเบา ๆ คล้ายมีบางอย่างลากผ่านผนังด้านขวา เขาหยุดฟัง นิ่งไปครู่หนึ่ง เสียงนั้นเงียบหาย กิตติพลจึงลุกขึ้นสำรวจรอบห้อง มือแตะผนังด้านที่ได้ยินเสียง อุณหภูมิบริเวณนั้นเย็นกว่าปกติ แต่ไม่มีอะไรผิดปกติในสายตา
เช้าวันถัดมา กิตติพลพบอาจารย์สุเมธ ผู้ดูแลหอพัก กำลังยืนรดน้ำต้นไม้ด้านล่าง “นอนสบายไหมครับอาจารย์กิตติพล ห้องนั้นมีแต่คนบ่นว่าเย็นจนปวดกระดูก” สุเมธพูดยิ้ม ๆ กิตติพลหัวเราะฝืน ๆ “ใช่ครับ เย็นดีจริง ๆ”
เสียงโทรศัพท์สั่น กิตติพลรับสาย เป็นลูกศิษย์เก่าชื่อบัว โทรมาแจ้งว่าเธอจะมาช่วยจัดเอกสารวิจัยที่ค้างอยู่ระหว่างเขาพักอยู่ที่นี่ “อาจารย์อยู่ห้อง 217 ใช่ไหมคะ…” บัวถามเสียงแผ่ว “เคยมีคนเล่าว่าห้องนั้นแปลก ๆ” กิตติพลนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า “แปลกยังไงเหรอ” บัวหัวเราะกลบเกลื่อน “เอาไว้หนูไปจะเล่าให้ฟังค่ะ”
คืนนั้น หลังจากอ่านหนังสือจนดึก กิตติพลล้มตัวลงนอน เสียงขูดผนังกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นและยาวนานกว่าเดิม มันเหมือนเสียงเล็บขูดอยู่หลังผนัง เขาหยิบไฟฉายส่องไปตามรอยร้าว เห็นเงาดำขยับเลื่อนไปมาอย่างช้า ๆ เงาที่ไม่ควรมีอยู่ตรงนั้น
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านในผนัง กิตติพลชะงัก ลมหายใจติดขัด เขาพยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นเสียงท่อหรือสัตว์ เขาค่อย ๆ เอื้อมมือแตะผนังอีกครั้ง อุณหภูมิแถวนั้นเย็นจัดจนรู้สึกเหมือนน้ำแข็ง
รุ่งเช้า กิตติพลเห็นรอยเล็บเล็ก ๆ ปรากฎขึ้นใหม่ตรงที่เขาแตะเมื่อคืน รอยนั้นลึกลงไปในเนื้อปูน เขานั่งมองรอยเล็บอยู่นานก่อนตัดสินใจไปหาอาจารย์สุเมธ “เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ไหมครับ” สุเมธชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “ห้องนั้นเสียงลมมันลอดง่าย บางทีท่อก็แตก เสียงมันประหลาดไปบ้าง อย่าคิดมากเลยครับ”
บัวมาถึงช่วงบ่าย เธอวางถุงขนมไว้บนโต๊ะแล้วเดินสำรวจห้องด้วยความสนใจ “อาจารย์เคยสังเกตว่า ผนังนี้เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ข้างในไหมคะ” เธอถามพลางเคาะเบา ๆ เสียงสะท้อนแปลก ๆ ดังตอบกลับมา
กิตติพลถอนหายใจ “เมื่อคืนผมได้ยินเสียงคล้ายคนขูดผนังด้วย… เธอเชื่อเรื่องพวกนี้เหรอ” บัวหลบตา “สมัยหนูยังเรียน มีเด็กปีหนึ่งคนหนึ่งหายไปในหอหลังนี้ ไม่มีใครเจอศพ… คนเขาว่าผีมันเอาไปซ่อนในผนัง”
บัวหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ดวงตาเธอวูบไหว กิตติพลจ้องมองเธอด้วยความกังวล “แล้วเธออยู่ปีไหนตอนนั้น” บัวนิ่งไป ก่อนตอบเสียงเบา “ปีหนึ่ง…เหมือนกันค่ะ”
คืนนั้น บัวนอนค้างที่ห้อง 217 ด้วย เธอขอเปิดไฟกลางห้องทิ้งไว้ทั้งคืน กิตติพลทำทีเป็นไม่สนใจ แต่หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ท่ามกลางความเงียบ เสียงขูดผนังกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดั่งมาจากอีกฝั่งของผนัง “ช่วยด้วย…หนาว…หนาวเหลือเกิน…”
บัวสะดุ้งตื่นขึ้นจากเสียงนั้น เธอร้องถามกิตติพล “อาจารย์ได้ยินไหมคะ” กิตติพลผงกหัว “ผมคิดว่าผมหูแว่ว…” ทั้งคู่หลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน
รุ่งเช้า รอยเล็บบนผนังเพิ่มขึ้นอีก เสียงกระซิบยังคงดังก้องในหัวกิตติพล เขาเริ่มปวดหัวอย่างรุนแรง ภาพอดีตบางอย่างแว่บเข้ามาในความทรงจำ แต่พร่ามัวเหมือนเงาบนกระจกฝ้า
วันต่อมา ขณะค้นเอกสาร กิตติพลพบแฟ้มสีเหลืองที่มีตราคณะ ฝุ่นจับหนาแน่น ภายในเป็นบันทึกการซ่อมหอพักเมื่อสิบห้าปีก่อน มีรายชื่อคนงานและช่าง เขาเปิดหน้าสุดท้าย พบชื่อเด็กชายปริญญา—เด็กปีหนึ่งที่หายตัวไป
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินลากผ่านทางเดินนอกห้อง กิตติพลแง้มประตูออกไปดู เห็นเงาเลือนรางของคนตัวเล็กเดินผ่านปลายทางเดินไปอย่างช้า ๆ เขายืนมองอยู่นาน ก่อนปิดประตูกลับเข้าห้อง
กลางดึก เสียงเคาะจากผนังดังขึ้นเป็นจังหวะ ช้าสลับเร็ว “ปัง…ปัง…ปัง…” กิตติพลลุกขึ้นนั่งตัวแข็ง เหงื่อแตกพลั่ก เขาตัดสินใจเคาะตอบกลับไปหนึ่งครั้ง… เสียงเงียบลงทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น ผนังด้านที่มีรอยเล็บเริ่มลอกออกมาเป็นผงปูนขาว ๆ เผยให้เห็นคราบสนิมสีแดงเรื่อ บัวเอามือลูบผนัง เธอพูดเสียงสั่น “มันเหมือนมีอะไรขังอยู่ข้างใน…หรือใครบางคน”
กิตติพลกับบัวตัดสินใจถามแม่บ้านเก่าของหอพัก แม่บ้านทำท่าลังเลก่อนตอบเสียงแผ่ว “แต่ก่อน…เด็กผู้ชายคนนั้น ทะเลาะกับเพื่อนแล้วหนีมาซ่อนในห้องนี้ ไม่มีใครตามหาเขา…จนบ้านนี้ซ่อมใหญ่ เขาก็หายไปเลย”
กิตติพลเริ่มหวาดระแวงตัวเอง เขาจำได้ลาง ๆ ว่าเคยเป็นผู้ช่วยดูแลหอในปีนั้น ช่วงที่เด็กหายไป เขาเคยเจอเสียงขูดผนังนี้มาก่อน แต่เลือกจะเพิกเฉยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องจิตตก
คืนนั้น กิตติพลนอนไม่หลับ เสียงกระซิบชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ “ช่วยด้วย…หนาว…” เงาดำบนผนังเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ยืดยาวเหมือนแขนใครบางคนคลำหาทางออกจากฝั่งตรงข้าม กิตติพลนั่งนิ่ง มือกุมหน้าอก น้ำตาไหลอย่างเงียบงัน
บัวลุกขึ้นมานั่งข้าง ๆ เธอกุมมือเขาแน่น “อาจารย์…เราจะทนอยู่ที่นี่ต่อไปไหวเหรอคะ” กิตติพลรำพึงแผ่วเบา “ผม…จำได้…ตอนนั้นผมได้ยินเสียง…แต่ผมกลัว…ผมกลัวถูกตำหนิ ผมเลือกจะไม่รับรู้…”
ความจริงอันโหดร้ายกรีดแทงใจเขา ภาพเด็กชายผู้ต้องการความช่วยเหลือ ถูกทิ้งให้อยู่หลังผนังเย็นเฉียบและเงียบงัน
บัวสบตาเขา “เราควรเปิดผนังนี้ออก…” น้ำเสียงเธอสั่น กิตติพลลังเลแต่ในที่สุดก็พยักหน้า
กลางดึก เขาและบัวใช้ค้อนทุบผนังตรงรอยร้าว กำปูนแตกกระจาย เงาดำทะลักออกมาจากรอยแยก เสียงร้องไห้แผ่ว ๆ ดังก้องทั่วห้อง อากาศเย็นจัดจนแทบหายใจไม่ออก
ในช่องว่างหลังผนังมีเพียงกระเป๋านักเรียนเก่าฉีกขาด กลิ่นอับเฉียบเย็น รอยเล็บเล็ก ๆ ข่วนอยู่เต็มผนังด้านใน กิตติพลทรุดนั่ง ร้องไห้เงียบ ๆ ขณะบัวกอดเขาแน่น
เสียงกระซิบสุดท้ายแผ่วเบา “ขอบคุณ…” เงาดำนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับลมเย็นที่พัดผ่านห้อง
เช้าวันถัดมา ผนังถูกเปิดออกจนเห็นโครงเหล็กสนิม รอยเล็บและรอยน้ำตาแห้งเกาะอยู่เต็มไปหมด กิตติพลยืนจ้องมันเนิ่นนาน สายตาเต็มไปด้วยความเสียใจที่ไม่อาจลบล้าง
เขาและบัวเก็บข้าวของ เตรียมย้ายออกจากห้อง 217 แต่อากาศในห้องยังคงเย็นเยียบและเงียบงัน ราวกับความทรงจำยังคงขังอยู่ในผนังแห่งนั้นตลอดไป