เสียงเงียบในบ้านอัมพร
สายฝนโปรยปรายลงมาปะทะต้นไม้หนาทึบที่ล้อมรอบบ้านอัมพร บ้านไม้สองชั้นเก่าคร่ำกลางป่าที่แม้กลางวันก็ยังดูมืดครึ้ม ร่องรอยเวลาทำให้สีผนังลอกล่อนและหน้าต่างไม้ปิดสนิทจนแทบไม่มีแสงลอดเข้าไปได้เลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ริน เดินลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กอย่างลังเล ใบหน้าขมวดคิ้วและเงยหน้ามองตัวบ้าน เธอหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเหลียวไปมองด้านหลังที่เหล่าเพื่อนสนิท—กานต์, โต้ง และมุ่ย—ยืนรออยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
“แกแน่ใจเหรอว่าต้องมา?” กานต์พูดเสียงแผ่ว ดวงตาไม่กล้าสบกับบ้านหลังนั้น
“ก็…ต้องหาคำตอบให้ได้สักที” รินตอบเบา ๆ แต่มั่นคง เธอจำเป็นต้องกลับมาที่นี่เพื่อปิดบาดแผลในใจจากการหายตัวไปของจุ๋ม—เพื่อนร่วมรุ่นเมื่อสิบปีก่อน
โต้งโยนกระเป๋าขึ้นบ่าแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะ “ใครจะคิดว่าจู่ ๆ พ่อของจุ๋มจะโทรมาชวนพวกเรากลับมา—หลังจากหายเงียบไปเป็นสิบปี”
ไม่มีใครตอบ ต่างคนต่างก้มหน้าเดินตามถนนดินเข้าไปสู่บ้านอัมพร ประตูไม้เก่า ๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อรินผลักเข้าไป กลิ่นเก่าชื้นและฝุ่นผงตลบอบอวลทันทีที่ทุกคนก้าวเข้าไป
“อากาศแม่งเหมือนจะขาดออกซิเจนเลยว่ะ” มุ่ยกระซิบ ริมฝีปากซีดจาง
รินกวาดสายตามองรอบ ๆ ห้องโถง ทุกอย่างดูเหมือนหยุดนิ่งตั้งแต่วันที่จุ๋มหายตัว—รูปถ่ายเก่า ๆ ใต้ฝุ่น, นาฬิกาแขวนที่หยุดเดิน, โต๊ะกินข้าวที่เก้าอี้ยังวางอยู่ครบ
เสียงฝนยังคงตกหนัก ทุกคนกระจายตัวกันไปเก็บของ รีบหามุมพักผ่อน โต้งเดินวนไปยังห้องครัว พลางเปิดไฟแต่ไฟไม่ติด เขาสบถเบา ๆ แล้วหยิบไฟฉายขึ้นส่อง
อยู่ ๆ เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นสามครั้งจากบนชั้นสอง ทุกคนชะงัก มือของรินบีบกระเป๋าแน่น กานต์กลืนน้ำลาย
“อย่าบอกนะว่ามีใครอยู่ข้างบน…” เสียงของมุ่ยแผ่วราวกับกลัวจะรบกวนสิ่งใดในบ้านหลังนี้
ไม่มีใครกล้าขึ้นไปตรวจสอบ โต้งหัวเราะกลบเกลื่อน “ลมตีอะไรสักอย่างล่ะมั้ง”
แต่ความเงียบกลับหนาหนัก ทุกสายตาหันไปมองบันไดไม้เก่าที่ทอดตัวขึ้นสู่ความมืด ท่ามกลางเสียงฝน เสียงเคาะนั้นดังอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนและเย็นเยียบขึ้น
รินตัดสินใจเดินนำขึ้นบันไดด้วยมือสั่นเทา เพื่อนทั้งสามลังเลแต่สุดท้ายก็เดินตามไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
บนชั้นสอง เงามืดกระจายทั่วทางเดินยาว ประตูห้องนอนเรียงรายปิดสนิท รินเดินไปหยุดหน้าห้องหนึ่ง—ห้องของจุ๋มในอดีต เธอยกมือจะเปิดแต่บานประตูแข็งขืนเหมือนไม่ยอมให้เข้า
โต้งลองช่วยงัด แต่ก็ไร้ผล มุ่ยยืนมองเงียบ ๆ ดวงตามีแววบางอย่างที่รินจับไม่ได้
“ช่างมันเถอะ เดี๋ยวค่อยลองใหม่” กานต์ว่าก่อนจะหันไปเปิดห้องอื่น พบว่าทุกห้องข้างในว่างเปล่า มีแต่ฝุ่นและกลิ่นอับ
พอตกเย็น กลุ่มเพื่อนรวมตัวกันใต้แสงไฟฉายกลางห้องโถง โต้งเอาเบียร์ออกมาดื่มคลายเครียด แต่ไม่มีใครหัวเราะกับมุกเสียดสีของเขา
เสียงเงียบแผ่ซ่านจนโต้งต้องถอนหายใจ “ที่จริง… ฉันไม่เคยเชื่อว่าจุ๋มหายไปเองหรอกนะ”
คำพูดของโต้งทำให้ทุกคนเงียบงัน รินมองต่ำ สีหน้าหนักใจ
“แกพูดอะไร?” มุ่ยถามเสียงสั่น
โต้งกลอกตา “ก็…วันที่จุ๋มหายไป—ฉันเห็นพ่อจุ๋มทะเลาะกับใครบางคนในห้องนั้น แต่ไม่กล้าบอกใคร”
รินสบตากับกานต์ ต่างคนต่างเห็นเงาแห่งความกังวลในสายตากันและกัน
คืนนั้น ฝนยังคงตกไม่หยุด รินนอนพลิกตัวไปมาในห้องเล็ก ๆ ที่เคยเป็นห้องแขก เสียงฝนหล่นลงบนหลังคาไม้เป็นจังหวะชวนเคลิ้ม แต่จู่ ๆ เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังผ่านหน้าห้อง รินขยับตัวลุกขึ้นนั่งนิ่ง เงี่ยหูฟังอย่างหวาดหวั่น
เธอกลั้นใจ เดินออกไปที่ทางเดิน เห็นเงาทอดยาวของใครบางคนเลือนลางอยู่ปลายทางเดิน ทุกอย่างสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง รินเดินตามไปอย่างลังเล พลันได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกซ่อนกลิ่นลอยมาแตะจมูก
แต่เมื่อเดินไปถึง ปลายทางเดินกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงความมืดและเงาของตัวเองที่สั่นไหว
เช้าวันถัดมา กลุ่มเพื่อนนั่งกินข้าวเช้าท่ามกลางความเงียบ รินชั่งใจอยู่นานก่อนจะพูดขึ้น
“เมื่อคืน…ฉันเห็นเงาคนเดินอยู่นอกห้อง”
กานต์ชะงักช้อนข้าวค้าง “ฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่ข้างล่างทั้งคืน”
โต้งหัวเราะ “คงผีแมวขึ้นบ้านล่ะมั้ง!”
แต่ไม่มีใครขำ รินหันไปสบตากับมุ่ย เห็นประกายวิตกในดวงตาเพื่อนเก่าของตน
ระหว่างที่ทุกคนกำลังจะเริ่มเก็บจาน เสียงเคาะจากห้องของจุ๋มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังติดต่อกันสามครั้งและหยุด ทุกคนหยุดนิ่งและรู้สึกได้ถึงความเย็นที่พัดผ่านอย่างไร้ที่มา
โต้งเดินไปที่ห้องนั้น กล้า ๆ กลัว ๆ คราวนี้บานประตูเปิดออกอย่างง่ายดาย ภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นซ่อนกลิ่นแรงขึ้นกว่าเดิม และผนังห้องหนึ่งที่ถูกขีดด้วยรอยนิ้วมือดินโคลนเป็นตัวอักษรแปลก ๆ
“ใครเขียน?” กานต์ถามเสียงแห้ง
“ไม่มีใครขึ้นมาห้องนี้เมื่อคืนใช่ไหม?” โต้งหันมามองทุกคน
รินก้มหน้า มุ่ยเบือนหน้าหนี กานต์ส่ายหัว
ทั้งสี่คนยืนมองรอยนิ้วมือนั้นในความเงียบ มันเหมือนกำลังบอกอะไรบางอย่างแต่ไม่มีใครเข้าใจ
เย็นวันนั้น กานต์แยกตัวไปเดินเล่นรอบบ้าน เธอหยุดที่หลังบ้าน ตรงต้นซ่อนกลิ่นใหญ่ที่จุ๋มปลูกไว้ กานต์เดินวนดูดินที่โคนต้น สังเกตเห็นเศษผ้าขาวเก่า ๆ โผล่ขึ้นมาบนผิวดิน เธอพยายามขุดดูแต่ก็ถอยกลับเมื่อได้กลิ่นเหม็นอับแรงขึ้นมา
ในขณะเดียวกัน โต้งกับมุ่ยนั่งคุยกันที่ระเบียงหลังบ้าน เสียงฝนเริ่มเบาลง โต้งกระซิบ “แกว่าพวกเราทุกคนมีส่วนกับเรื่องที่เกิดกับจุ๋มไหม?”
มุ่ยนิ่งไปนาน ก่อนจะตอบเสียงเบา “เรา…ต่างก็มีความลับของตัวเอง”
โต้งถามต่อ “แต่แกกับจุ๋มเป็นเพื่อนสนิทกันไม่ใช่เหรอ?”
มุ่ยก้มหน้าหลบสายตา มือกำชายเสื้อแน่น “วันนั้น…ฉันอยู่ในบ้านนี้กับเธอ แต่ฉันไม่กล้าพูดอะไรเลย”
โต้งมองมุ่ยนิ่ง ๆ สายตาสงสัยแต่ไม่กล้าถามต่อ
ตกกลางคืน เสียงเคาะและเสียงฝีเท้ากลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนและหนักแน่นกว่าเก่า รินนอนไม่หลับ เดินออกไปหน้าห้อง เห็นประตูห้องของจุ๋มเปิดค้าง พร้อมกลิ่นซ่อนกลิ่นลอยโชย รินเดินเข้าไปในห้อง—พบรูปถ่ายกลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมวางอยู่บนโต๊ะ รูปนั้นขาดตรงจุ๋มและมีรอยขีดทับสีดำ
รินหยิบรูปขึ้นมา มือสั่นเทา
“ใครทำแบบนี้?” เธอกระซิบกับตัวเอง
จู่ ๆ แสงไฟฉายดับ ทุกอย่างมืดสนิท เสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจแผ่ว ๆ ดังใกล้เข้ามา รินหลับตาแน่น
รุ่งเช้า กานต์ปลุกทุกคนแต่พบว่าของบางอย่างในบ้านถูกขยับตำแหน่ง โต๊ะในห้องโถงถูกลากขยับไปอยู่กลางห้อง รอยนิ้วมือดินโคลนบนผนังมีเพิ่มขึ้นเป็นคำว่า “คืน”
โต้งเริ่มหวาดระแวง “เมื่อคืนใครลงมาในห้องโถง?”
ไม่มีใครตอบ มุ่ยหน้าซีดเผือด
รินเดินกลับไปที่ห้องของจุ๋ม พบว่ารูปถ่ายในมือหายไป แต่กลิ่นซ่อนกลิ่นยังคงฟุ้ง
ตกเย็น กานต์นั่งจ้องต้นซ่อนกลิ่นเหมือนจะคิดอะไรบางอย่าง เธอหันมากระซิบกับริน “ฉันว่า…จุ๋มไม่เคยออกไปจากที่นี่เลย”
รินขมวดคิ้ว “แกหมายถึงอะไร?”
“ฉันฝันซ้ำ ๆ ว่ามีคนเรียกชื่อฉันจากใต้ดินตรงนี้” กานต์กระซิบเสียงสั่น
รินไม่ตอบ เธอเดินเข้าไปใกล้ต้นซ่อนกลิ่น สังเกตเห็นรอยขุดดินใหม่ ๆ
ทันใดนั้น เสียงเคาะจากห้องของจุ๋มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิม ทุกคนในบ้านต่างรีบขึ้นไปบนชั้นสอง พบว่าประตูห้องของจุ๋มเปิดทิ้งไว้ ภายในมีเงาเลือนรางเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด
รินเดินเข้าไปในห้องด้วยความกลัว มือข้างหนึ่งกำไฟฉายแน่น เงาที่เห็นในห้องเหมือนกำลังนั่งร้องไห้อยู่ รินเอื้อมมือออกไปสัมผัส แต่เงากลับจางหายไปกับสายลมเย็นจัด
ขณะที่กำลังจะออกจากห้อง พวกเขาพบรอยนิ้วมือใหม่ที่ผนังห้อง คราวนี้เป็นคำว่า “คืนความจริง”
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด โต้งตัดสินใจสารภาพกับทุกคน “วันนั้น…ฉันเห็นบางอย่าง แต่ฉันกลัวคนจะคิดว่าฉันบ้า ฉันเห็นจุ๋มถูกลากเข้าไปในห้องนี้—แต่ไม่มีใครเชื่อฉัน”
รินกับกานต์นั่งเงียบ มุ่ยน้ำตาคลอเบ้า
“แล้วแกทำอะไร?” มุ่ยถาม
“ฉัน…วิ่งหนีออกไป” โต้งตอบเสียงสั่น
กานต์สารภาพบ้าง “ฉันก็เห็นเงาคนสองคนในห้องนอนวันนั้น แต่ฉันกลัว เลยแกล้งทำเป็นหลับ”
รินมองเพื่อนแต่ละคน แต่ไม่มีใครกล้าสบตา
กลางดึก วันนั้นเสียงเคาะและเสียงฝีเท้าเงียบไป แต่บรรยากาศกลับกดดันอย่างประหลาด รินเดินออกมาหน้าบ้าน ท่ามกลางหมอกจาง ๆ เธอเห็นเงาหญิงสาวในชุดขาวเดินวนรอบต้นซ่อนกลิ่น รินพยายามเรียกแต่เงานั้นหายไปในหมอกอย่างรวดเร็ว
รุ่งเช้า ทั้งสี่คนตัดสินใจขุดใต้ต้นซ่อนกลิ่น ในที่สุดพวกเขาก็พบห่อผ้าขาวเปื้อนโคลนซ่อนอยู่ข้างใต้ ทุกคนหันมองกันด้วยสายตาตื่นตระหนก
รินเปิดห่อผ้าออก พบเพียงรูปถ่ายของจุ๋มกับกลุ่มเพื่อนและจดหมายเขียนด้วยลายมือจุ๋มว่า “ฉันแค่อยากมีเพื่อน”
ทันใดนั้น อากาศรอบตัวเย็นยะเยือก เงาคนในชุดขาวปรากฏตรงหน้าทุกคน คราวนี้เงานั้นไม่หายไป แต่ยืนจ้องมองด้วยดวงตาเศร้า ๆ
โต้งน้ำตาซึม “ขอโทษ…เราทุกคนผิดเอง”
จู่ ๆ เงานั้นยื่นมือมาทางริน รินสั่นแต่ไม่หลบ เงานั้นกระซิบแผ่ว “เพื่อน…อย่าทิ้งฉัน”
บรรยากาศรอบตัวแน่นิ่ง สายลมแผ่วผ่าน กลิ่นซ่อนกลิ่นลอยฟุ้ง เงาสีขาวค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับความเงียบที่กลับมาเยือน
เช้าวันถัดมา ทุกอย่างในบ้านดูปกติ โต๊ะถูกจัดเข้าที่ รอยนิ้วมือหายไป กลิ่นซ่อนกลิ่นจางลง ทุกคนออกจากบ้านด้วยความโล่งใจปนเศร้า ไม่มีใครพูดถึงคืนที่แล้วอีกเลย
รินเหลียวกลับมามองบ้านอัมพรเป็นครั้งสุดท้าย เสียงเงียบของบ้านหลังนี้ยังคงติดอยู่ในใจเธอตลอดไป