ควันไฟใต้หิมะ
เสียงรถไฟที่แล่นผ่านสถานีเล็กๆ กลางพายุหิมะปลุกให้กลุ่มเด็กวัยรุ่นทั้งสี่ต้องรีบคว้าเสื้อกันหนาวและหมวกถักของตนเองก่อนผลัดกันยืนยันว่าได้ยินเสียงหวูดจริงๆ หรือเปล่า ในความหนาวเหน็บ ชัย หนุ่มร่างสูงผนึกผมหยักศกยักไหล่ เบรน หนุ่มผิวสองสีเจ้าความคิดกลอกตาตลกๆ ก่อนหันไปมองสา เด็กสาวผมสั้นดวงตาสีดำสดใสราวกับมีประกาย เมื่อสาไม่ได้ตอบอะไร นุ่ม หญิงสาวผู้เงียบขรึมที่สุดในวงหันมามองพวกเขานิ่ง ๆ เหมือนกำลังอ่านอะไรลึกๆ ในดวงตาคนแต่ละคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"เอาไง จะไปต่อไหม?" ชัยถาม ก้าวฝ่าเกล็ดหิมะที่ปกคลุมทางเท้า สาตัดสินใจตอบ "ต้องไปสิ แม่เรายังคงเชื่อว่าพี่สาวเราหายเอง แต่เราว่ามีบางอย่างผิดปกติ"
เสียงลมแทรกเข้ามาทำให้เบรนดันหมวกแนบหูแน่นขึ้น "แต่เธอจะว่าไงก็เถอะ นี่มันเกือบอาทิตย์แล้วนะสา ถ้าจะ…"
นุ่มเบรกเสียงเบา ๆ "เบรนอย่า" สีหน้านุ่มไม่เปลี่ยนแต่ในน้ำเสียงมีแววกลัว
ชัยผ่อนลมหายใจ หน้าตาเก้อเขิน "ฟังนะ ถ้าเราจะช่วย เราต้องเริ่มจากที่สถานีรถไฟนั่นล่ะ ไม่มีใครเห็นรอยเท้าที่ออกจากเมืองเลย มีแต่รอยเท้าที่นำไปถึงท้ายชานชาลา"
เบรนอ้าปากจะเถียงต่อแต่เก็บคำถามไว้ดื้อ ๆ ทุกคนเดินเรียงแถวกันในความเงียบที่แวบหนึ่งดูเหมือนเสียงหิมะจะกลบความกลัวของพวกเขามิด สาสูดลมหายใจลึก พยายามไม่ให้มือสั่นเมื่อเดินนำกลุ่มเข้าสู่เขตที่ใคร ๆ พากันเลี่ยงหลังพลบค่ำ
เสียงรองเท้ากระทบหิมะลงจังหวะช้า นุ่มค่อย ๆ ถามเบรน "เบรน นายว่าถ้าเราเจอหลักฐาน จะเกิดอะไรขึ้น นายเชื่อมั้ยว่ามันจะเปลี่ยนอะไรบ้าง"
เบรนกลืนน้ำลาย "จะเปลี่ยนอะไรมันก็ต้องรู้ความจริงก่อน… อย่างน้อย เราจะไม่เป็นแค่เด็กประจำเมืองที่ไม่มีใครใส่ใจ"
คำพูดนั้นแขวนค้างในอากาศ ไม่มีใครกล้าเอ่ยต่อขณะเดินลึกเข้าไปจนถึงท้ายชานชาลา ที่รอยเท้าของรุจี พี่สาวของสา หายไปอย่างไม่มีร่องรอย
ไฟจากขบวนรถด่วนสุดท้ายส่องผ่านหน้าต่างเก่า ๆ ของสถานีร้าง เสียงแว่วของล้อเหล็กที่เสียดสีกับรางยังติดค้างอยู่จนสาอดคิดไม่ได้ว่าคืนนั้นรุจีอยู่อย่างไร รับรู้ถึงอะไรบ้างในลมหนาวและมืดมิดนี้
นุ่มหยิบไฟฉายจากกระเป๋าเป้ คลำแสงไปรอบ ๆ เจอเศษผ้าสีฟ้าอ่อนโผล่ใต้โซฟาไม้ผุ ผ้าวิ้งออกมาจากตุ๊กตาของรุจี ทุกคนจำได้ทันทีและแววตาเบรนก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าตื่นเต้นปนกลัว
"มันต้องทิ้งไว้เมื่อคืนแน่ ๆ" สาพูดเบา ๆ เสียงเธอแทบไม่เป็นเสียง จนชัยเดินเข้ามาหยิบผ้านั้นมาโยนหายไปกลางหิมะด้วยความรำคาญ
เบรนหรี่ตาใส่ชัย "นายทำบ้าอะไร!"
ชัยจ้องตอบ "เรามาที่นี่หาหลักฐานจริงจัง ไม่ใช่มายืนโหยหาอดีต ใครบางคนเอาของเด็กมากระตุ้นความกลัวเรา"
สากลืนน้ำตา มือทั้งสองกำหมัดแน่น เตรียมจะเถียงแต่เสียงลมกรีดร้องจนไม่มีใครกล้าเถียงอะไรต่อ ทุกคนยืนเหมือนทวนความทรงจำกลางความหนาวก่อนนุ่มจะพูดด้วยเสียงแผ่วเบา "เราเจอแค่เศษผ้า หรือบางที เราน่าจะกลับไปลองถามคนเก่าคนแก่ในหมู่บ้าน"
เบรนพยักหน้าแบบลังเล เสียบหมวกแนบหู "งั้น… ใครจะไปคุยกับปู่เกียรติล่ะ เค้าว่าปู่เห็นเด็กแปลก ๆ มาขึ้นรถไฟเมื่อคืนวันหายตัว"
ชัยหัวเราะริน ๆ "เอาเถอะ ถ้าแค่นั้นก็จัดไป เช้านี้พวกนายกล้าไหม"
สาพยักหน้า แม้ดวงตาจะวูบไหว "เราต้องทำ ทุกอย่างต้องชัดเจนก่อนที่หิมะจะฝังรอยเท้าสุดท้ายของรุจี"
ขณะมุ่งหน้าเดินกลับ แสงอาทิตย์ที่ลอดออกจากเมฆสร้างเงายาวของกลุ่มเด็กสี่คนบนหิมะ ลมหายใจเป็นควันขาวประสานกันเป็นจังหวะเดียว ในใจของแต่ละคนล้วนมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ไฟความมุ่งหวังปนเปื้อนความกลัวสาดสะท้อนกับหิมะที่กำลังจะละลายด้วยความจริง
ช่วงเช้าในหมู่บ้านสงัดกว่าทุกวัน สี่คนหันไปมองบ้านไม้ทรุดโทรมของปู่เกียรติที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแข็ง สาสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจเป็นคนเคาะประตู ปู่เกียรติโผล่มา เคราขาวเฟิ้มกับดวงตาคมสะท้อนขี้ระแวง
"มาทำอะไรแต่เช้า" น้ำเสียงดิบของปู่มีแววกังวล สาโค้งให้เล็กน้อย "ขอคุยเรื่อง… คืนวันรุจีหายตัวไปค่ะปู่ เกิดอะไรขึ้นตรงสถานีเหรอคะ"
เสียงในบ้านเงียบงัน ชั่วขณะที่ไม่มีคำตอบจนชัยเหล่มองเบรน กลิ่นหอมของฟืนที่กำลังไหม้ทำให้บรรยากาศรู้สึกอึดอัดยิ่งขึ้น ในที่สุดปู่เกียรติก็ถอนหายใจดัง ๆ "คืนวันนั้นข้าเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง คนต่างถิ่น ขี่จักรยานผ่านหน้าบ้านนี้ไปทิศทางสถานีรถไฟ มันจ้องส่องไฟฉายตลอดทางเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง"
เบรนขมวดคิ้ว "เด็กผู้ชายเหรอ… แน่ใจใช่ไหมครับว่าไม่ใช่ใครในเมือง"
ปู่เกียรติส่ายหน้า "เด็กแต่งตัวแปลก ตาโต อยู่ในชุดคลุมกันหนาวสีเทา" นุ่มเงียบอยู่นานก่อนจะเอ่ยเบา ๆ "แถวบ้านเรามีเด็กหน้าแปลกมาใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
สาตาโตนิด ๆ "ถ้าจะสืบต่อ เราต้องหาว่าเด็กคนที่ปู่พูดถึงเป็นใคร"
ชัยขยี้หัวตัวเองหงุดหงิด "เราว่า…ถ้าใครแปลกเข้าเมืองต้องมีชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนบ้าน นายเองก็เคยช่วยแม่ค้นทะเบียนเมื่อวานไม่ใช่เหรอ นุ่ม"
นุ่มพยักหน้า ดูเข้มแข็งแต่เสียงยังแฝงความระแวง "จริง ๆ ควรขอดูเอกสารที่อำเภอ แต่คงต้องอาศัยเส้นสาย… เบรนนายน่าจะช่วยได้"
เบรนเหลือบมองเพื่อน ๆ ทีละคนก่อนถอนใจ "จะลองคุยกับป้าศรี ที่ทำงานทะเบียน…แต่ขอร้องอย่าให้แม่เรารู้เรื่องนี้นะ เราสัญญาว่าจะระวัง"
สาบีบแขนเบรนเบา ๆ "ขอบใจนะ ถ้าไม่เจออะไรอย่างน้อยเราก็พยายาม"
บรรยากาศในกลุ่มค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากความกลัวหนักอึ้ง ความหวังและความกล้าก็เริ่มแทรกขึ้น ฝูงนกกาดำร่อนเหินข้ามท้องฟ้าสีเงิน เด็กทั้งสี่เดินแยกกันกลับบ้านเพื่อรอเวลาค่ำคืนถัดไป ที่พวกเขาจะได้รวมตัวใหม่ที่หน้าสถานีอำเภอ
พลบค่ำ พวกเขามารวมตัวอีกครั้ง เบรนยื่นแฟ้มเอกสารบาง ๆ ให้ทุกคน "มีเด็กชายคนใหม่อายุสิบสี่ชื่อภาคิน มาอยู่บ้านหลังเก่าตรงทางเข้าป่าใกล้บึงน้ำแข็ง"
นุ่มย้อนถามทันที "แล้วบ้านนั้นน่ะ ไม่มีใครกล้าอยู่มาตั้งแต่สิบปีก่อน…"
ชัยยักไหลขำ ๆ "กลัวผีเหรอ"
นุ่มเบะปาก "เปล่า แต่บ้านนั้นเคยมีเด็กหายตัวไปเหมือนกัน ไม่มีใครพูดถึงเลย"
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ สาถามเสียงสั่น "ถ้าภาคินเกี่ยวกับรุจี…"
เบรนส่ายหน้า "เราต้องรู้ก่อน ไม่งั้นอยู่ไม่เป็นสุขแน่"
ทั้งสี่คนตัดสินใจบุกบ้านภาคินในคืนวันถัดมา ลมแรงกระแทกบานประตูไม้เก่า ๆ เสียงเพลงคลาสสิกลอยแผ่ว ๆ จากในบ้านแต่ไร้แสงไฟ สาวิ่งนำเข้าไปก่อน มีเสียงขยับของไม้กระดานส่งเสียงสะท้อนในความมืด
ขณะสำรวจบ้าน เงาลาง ๆ ของเด็กชายคนหนึ่งโผล่มุมห้องรับแขกเขามีดวงตาวาววับ สวมเสื้อคลุมสีเทาคุ้นตา สาเรียกเสียงเบาระหว่างหวั่นใจ "ภาคินใช่ไหม?"
ภาคินนิ่งเงียบแล้วค่อย ๆ เดินออกจากเงามืด ตาสบกับสายตาของสา น้ำเสียงเจือความกลัว "เรารู้ว่าทุกคนกำลังหาพี่สาวเธอ แต่…เราไม่ได้ทำอะไร"
ชัยเดินไปขวางหน้าสา "เธออยู่ที่สถานีรถไฟคืนวันนั้นหรือเปล่า!"
ภาคินพยักหน้าช้า ๆ นุ่มเลยถามสวนไป "แล้วเห็นอะไร?"
น้ำเสียงภาคินสั่น "เราเห็นผู้หญิงตัวสูง ๆ กับเด็กอีกคนหนึ่งไปที่ท้ายชานชาลา แล้วได้ยินเสียงร้อง… แล้วก็มีคนลากเด็กคนนั้นไป เรากลัวเลยซ่อนตัว"
เบรนสบตาภาคิน "นายกลัวเพราะไม่ใช่คนในเมืองใช่มั้ย นายกลัวกลายเป็นผู้ต้องสงสัย"
ภาคินยืนยันเบา ๆ "ใช่…เรามีความลับ…ตอนเด็ก เราอยู่ที่หมู่บ้านบนภูเขา คืนหนึ่งเห็นเด็กหญิงหายไป ไม่กล้าพูดอะไรกับใครเลย จนทุกคนหาว่าเรามีส่วนเกี่ยวข้อง เรากลัวมากตั้งแต่นั้น"
บรรยากาศเงียบเย็นเยือก ทุกคนจับใจความได้ว่าเรื่องราวซ่อนลึกมากกว่าที่คิด สามองหน้าเพื่อนอย่างขอความกล้า "นายช่วยพาเราไปดูที่เห็นเมื่อคืนนั้นหน่อยได้ไหม"
ภาคินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อย ๆ เดินนำ พวกเขากลับมาที่ท้ายชานชาลาอีกครั้ง หิมะเริ่มโปรยลงหนักไฟฉายสายเล็กๆ ของนุ่มสะท้อนก้อนหิมะก้อนหนึ่งมีรูเจาะลึกตรงกลาง เมื่อขุดลงไปพบสร้อยข้อมือของรุจีอยู่ติดพื้นน้ำแข็ง
สากำสร้อยข้อมือแน่น น้ำตาเอ่อเบ้าตา "นี่ของรุจีจริง ๆ"
ชัยเบนสายตา ไม่กล้าสบตาสา เบรนปลอบอย่างเก้อ ๆ "เราจะช่วยให้ถึงที่สุดนะสา"
ขณะเดียวกัน เสียงปืนดังขึ้นจากท้ายชานชาลา ทั้งกลุ่มหันขวับไป เจอชายวัยกลางคนท่าทางกราดเกรี้ยวที่พวกเขาเคยเห็นอยู่แถวร้านเหล้า เขาเดินเข้ามาช้า ๆ ถือปืนล่าสัตว์ในมือ
เขาตะคอก "พวกแกทำบ้าอะไร! มายุ่งอะไรกับของของคนอื่น!"
นุ่มยืนขวาง เบรนกระซิบเสียงสั่น "ลุงจรัญ… นั่น…เป็นคนที่ถูกจับได้ว่าขู่เด็กที่บ้านเก่ามาหลายคน"
สาหยัดตัวลุกขึ้น สบตานครุ่นคิด "เราต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเกี่ยวอะไรกับรุจี แค่ถามก็พอ อย่าให้ใครเจ็บ"
ชัยออกไปขวางลุงจรัญ "เราไม่ได้ขโมย แค่มาหาหลักฐานเรื่องเด็กหาย!"
ลุงจรัญฟาดปืนกับเสาไม้เสียงดังสะท้อนไปทั่ว "ไม่มีเด็กหายที่นี่! กลับไปซะ!"
นุ่มพูดเยือกเย็น "คุณลุงไม่กลัวความจริงเหรอคะ"
ลุงจรัญเบือนหน้าหนี "อย่า…ยุ่งกับเรื่องของผู้ใหญ่"
ขณะแรงปะทะระหว่างวัยคุกกรุ่น สาเดินหน้าตัดสินใจเสี่ยงขอร้อง "ถ้าลุงไม่บอก เราจะไปแจ้งตำรวจ"
บรรยากาศตึงจนลุงจรัญลังเล สีหน้าครุ่นคิดอย่างเห็นชัด หิมะที่ร่วงเร็วขึ้นดั่งมีใครเร่งเวลาจนในที่สุด ลุงจรัญวางปืนลงเสียงหนัก ๆ "คืนวันนั้นข้าเห็นใครบางคนลากเด็กไปท้ายชานชาลาจริง…ข้าแค่กลัวว่าคนอื่นจะโทษข้าเหมือนสมัยเด็ก ซ่อนตัว ไม่กล้ายอมรับ ขอโทษนะนังสา ข้าเองก็เป็นเหยื่อ"
แววตาของสาคลายลง น้ำตาไหลอาบแก้ม "พี่เราอาจหายไปแล้วจริง ๆแต่เราจะไม่ยอมให้ใครต้องกลัวความจริงอีกต่อไป"
เมื่อหิมะละลายลงและคำสารภาพถูกเปิดเผย เด็กทั้งสี่โตขึ้นท่ามกลางความสูญเสียและความกลัวที่ถูกคลาย ปมลึกลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนหิมะหายไปพร้อมกับฤดูหนาว ทว่าในใจพวกเขายังคงเหลือ "ควันไฟ" แห่งความกล้าหาญและมิตรภาพที่ไม่เคยจางหายไปเลย