แสงเทียนในค่ำคืนหมอก
แสงเทียนเล่มเล็กไหวระริกบนหิ้งไม้เก่า เสียงลมหายใจแผ่วเบาสะท้อนกับผนังห้อง มุก อายุสิบหกปีนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ฝนตกปรายเบา หมอกขาวลอยอยู่ข้างนอกจนมองอะไรแทบไม่เห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จะไม่กินข้าวหน่อยเหรอ?” เสียงแม่ทักเบา ๆ จากโต๊ะกินข้าว มุกไม่ตอบ เธอยังคงมองกระจกฝ้าตรงหน้าต่างเหมือนกำลังลุ้นว่าหมอกจะจางหรือหนาขึ้นอีก
ข้าวเย็นวันนี้อุ่นด้วยกลิ่นแกงเลียงและข้าวใหม่ แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด พ่อโยกเก้าอี้ แล้วยื่นมือเติมข้าวใส่จานโดยไม่พูดอะไร แม่มองดูพ่อกับมุกสลับกัน ทุกคำถามเหมือนพาไปสู่ความเศร้าที่ไม่มีใครอยากแตะต้อง
เสียงหมอกส่งกลิ่นเปียก ๆ แทรกซึมเข้ามา มุกขยับตัว หยิบแสงเทียนขึ้นถือแล้วลุกออกจากโต๊ะโดยไม่พูดอะไรกับใคร พ่อส่งเสียงถอนหายใจสั้น ๆ “ปล่อยเขาไปเถอะ” แม่เอ่ย นัยน์ตาเต็มไปด้วยความกังวล
ขาทั้งสองข้างเหยียบพื้นเย็นจากดินเปียก มุกเดินไปยังสวนหลังบ้าน หมอกขาวลอยต่ำจนเกือบจะติดพื้นลูกรัง เสียงกบร้องระงมเวลาคืนฝนโปรย มุกยืนนิ่งใต้ต้นจันทน์ใหญ่ กลิ่นเปลือกไม้ชื้นกับหมอกผสมปนกัน
แล้วเธอก็เห็น เด็กผู้หญิงผมยาวสวมชุดขาวยืนอยู่กลางหมอก ใบหน้าเลือนราง รอยยิ้มเยือกเย็นเหยียดยาว เด็กคนนั้นยกมือขึ้นช้า ๆ เหมือนโบกทัก มุกยืนอึ้งไม่มีเสียง
“นั่นใครนะลูก!” เสียงแม่ดังมาจากประตูหลังบ้าน มุกไม่ตอบ เธอหันกลับช้า ๆ แววตาสับสน แสงเทียนในมือไหวระริกเหมือนหัวใจของเธอเองที่เต้นแรงขึ้นทุกที
รุ่งเช้า หมอกยังคงหนาทึบ พ่อจุดไฟเตากลางบ้าน มุกนั่งเงียบๆมองต้นจันทน์ผ่านหมอก เธอไม่พูดถึงเด็กคนนั้นกับใครเลย เช้าวันนี้พ่อมีแผนเข้าไปสำรวจร่องน้ำในป่า แม่ขอให้มุกอยู่ช่วยงานบ้าน แต่มุกแอบเหลือบมองไปที่สวนหลังบ้านบ่อยครั้ง
ระหว่างล้างจาน มุกถามแม่เบา ๆ “แม่…เมื่อก่อนหมอกมันหนาแบบนี้ไหม” แม่ทำท่าอึกอัก “ตอนเด็กก็หนา แต่เมื่อก่อนคนเยอะกว่านี้ เดี๋ยวนี้เหลือไม่กี่หลัง..” แม่ว่าแล้วนิ่งไป มุกรู้สึกถึงร่องรอยเศร้าในน้ำเสียง
วันต่อมา มุกลอบออกไปใต้ต้นจันทน์ตอนกลางคืนอีกครั้ง เมื่อหมอกขาวหนาตาเหมือนเส้นใยหนาแน่น เธอจุดเทียนเล่มเล็กเพื่อให้แสงนำทาง เสียงรองเท้าตัวเองฝ่าใบไม้เปียกค่อยๆใกล้เข้าไป
เสียงหัวเราะแผ่วเบาเหมือนสายลม มุกชะงัก เธอมองรอบ ๆ ไม่พบใคร เห็นเพียงรอยเท้าเด็กปริศนาบนดินเปียก แล้วเงียบอีกครั้ง ความรู้สึกหนาวเย็นขนลุกคล้ายมีสายตาจ้องมองจากหมอก
รุ่งเช้า แม่เห็นมุกคล้ายอดนอน “ลูกฝันร้ายเหรอ?” มุกหลบสายตาแล้วพยักหน้า “แม่เคยเห็นใครใต้ต้นจันทน์มั้ย” เธอถามเสียงแผ่ว “ไม่มีหรอกลูก อย่าไปคิดมาก” แม่ว่า ก่อนสบตาลูกสาวแล้วเงียบไปเหมือนเก็บอะไรไว้ในใจ
เสียงลมผ่านยอดไม้ ผสมเสียงฝีเท้าจากเพื่อนบ้านใกล้เคียง เริ่มมีเสียงซุบซิบเรื่องแสงประหลาดในหมอกเมื่อคืนก่อน มุกฟังเงียบ ๆ ในตลาดเล็ก ๆ ของหมู่บ้าน เสียงชาวบ้านบอก “กลางหมอกมีผีเด็ก…ลูกอย่าออกไปตอนดึกนะ”
คืนต่อมา มุกสะดุ้งตื่นจากเสียงกระซิบ เธอลุกขึ้นคว้าเทียนแล้วออกไปนอกบ้าน เดินฝ่าหมอกที่ขาวโพลนไปจนถึงต้นจันทน์ เธอเห็นเด็กหญิงคนนั้นนั่งขดตัวใต้ต้นไม้ มุกค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ “เธอชื่ออะไร” เด็กหญิงมองมา แววตาเศร้าสร้อย “จำไม่ได้…” เสียงเด็กเบาเหมือนจะกลืนในหมอก
แมลงกลางคืนบินวนอยู่รอบแสงเทียน เด็กหญิงเอื้อมมือหามุก “ช่วยหาแม่ให้หน่อย” เสียงขาด ๆ หาย ๆ มุกรู้สึกจุกอก เธอพยักหน้าช้า ๆ เสียงหมอกแผ่วเบาเหมือนถอนหายใจ
ระหว่างวัน มุกเริ่มสืบถามเปรย ๆ กับผู้ใหญ่หลายคนในหมู่บ้าน “เคยมีเด็กหายไปไหมเมื่อหลายปีก่อน” ทุกคนเงียบ มีเพียงยายสาย คนแก่ข้างบ้าน ที่ตอบช้า ๆ “เมื่อยี่สิบปีก่อน ลูกสาวบ้านท้ายป่าหายไป หมอกหนักจนหาไม่เจอ” ยายสายพูดแล้วก้มหน้าหลบสายตา
มุกกลับมาบ้านตอนเย็น พ่อเห็นมุกหงุดหงิดถามว่า “เดินไปไหนมาแต่เช้า” มุกเฉไฉ “ดูตลาด” ก่อนลอบมองใบหน้าพ่อที่อาบไปด้วยเงาไฟจากเตา ไม่เคยเห็นพ่อยิ้มมานานแล้ว บ้านหลังนี้เหมือนหุบขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหมอกหนาทุกฤดู
คืนหนึ่ง มุกกลั้นใจบอกพ่อแม่ว่า “หนูเห็นเด็กผู้หญิงในหมอก หนูอยากช่วยเขา” พ่อก้มหน้านิ่ง แม่สั่นเล็กน้อย “มันไม่มีอะไรในหมอกลูก…” พ่อพูดเสียงแข็ง แต่แววตาทำให้น้ำเสียงดูเหมือนร้องขอให้เลิกพูด
มุกไม่เชื่อ เธอกลับไปใต้ต้นจันทน์อีกครั้ง “แม่เธอชื่ออะไร” มุกถามเสียงอ่อน “แม่…ชื่อดอกจันทน์…” เด็กหญิงกระซิบ น้ำตาไหลเป็นทาง “หนูอยากกลับบ้าน”
วันต่อมา มุกเก็บรวบรวมข้อมูลจนมั่นใจ บ้านท้ายป่าเคยเป็นของหญิงที่ชื่อดอกจันทน์ แต่มันร้างมานาน เธอเดินฝ่าหมอกไปจนถึงตัวบ้านไม้เก่า ประตูแง้มเสียงเอี๊ยด เศษผ้าเด็กแขวนอยู่บนขื่อ กลิ่นอดีตอบอวล เธอพบกล่องใส่ถุงมือเด็กและภาพถ่ายสีจางของหญิงสาวกับเด็กน้อย—ใบหน้าเหมือนเด็กผู้หญิงในหมอกไม่ผิดแผก
ฝนกลางคืนตกหนัก มุกรีบกลับบ้านพร้อมกล่อง เธอเปิดกล่องให้พ่อกับแม่ดู “เธออยากให้ลูกช่วยหาแม่” มุกพูดเสียงหนักแน่น พ่อเงียบ แม่เอามืออังหน้าผาก น้ำตาร่วง “แม่…เคยเป็นเพื่อนกับดอกจันทน์ แต่หมอกปีนั้นแรง เราหาใครไม่เจออีกเลย”
มุกโอบแม่ไว้แน่น ขณะที่ข้างนอกหมอกยังลอยทึบ เธอรู้สึกเหมือนสัมผัสถึงไหล่อุ่น ๆ ของใครบางคนในความมืด เด็กหญิงในหมอกค่อย ๆ ยิ้ม และเลือนหายไปกับแสงเทียน
เดือนต่อมา หมอกเริ่มบางลง ชาวบ้านบอกว่าไม่ค่อยเห็นแสงประหลาดอีก มุกยังคงจุดเทียนเล่มเล็กใต้ต้นจันทน์ในคืนฝนตก เธอมองหมอกอย่างกล้าหาญขึ้น หัวใจเริ่มอุ่นเมื่อได้ช่วยปลดปล่อยทั้งวิญญาณเด็กกับอดีตในใจพ่อแม่
พ่อเริ่มพูดถึงสิ่งที่กลัว และเล่าความผิดในอดีตกับลูกสาว มุกฟังเงียบ ๆ แล้วเอามือจับมือพ่อแน่น ทุกคนในบ้านร่วมกันเยียวยาบาดแผลที่ไม่เคยเปิดเผย
ฤดูหมอกถัดไป บ้านหลังนี้อบอุ่นกว่าทุกปี มุกเติบโต และกลายเป็นคนที่กล้าต่อสู้กับความจริง วันหนึ่ง เธอเดินผ่านหมู่บ้านพร้อมแสงเทียนในมือ และรอยยิ้มใหม่บนใบหน้า
เสียงเด็กหญิงในหมอกไม่กลับมาอีก มีเพียงสายหมอกบาง ๆ ที่ลอยเหนือปลายยอดจันทน์ คล้ายกระซิบขอบคุณ ก่อนจะสลายไปในแสงรุ่งอรุณ