คำว่ารักในกระเป๋าฝุ่น
เสียงเครื่องปริ้นต์ดังสะท้อนตึกแถวเก่าในย่านซอยพระอาทิตย์ ช่วงท้ายเดือนเมษาร้อนฉ่า วิศวกรหญิงชื่อแก้วก้าวฉับ ๆ ผ่านโต๊ะวางของรก ๆ ท่ามกลางกลิ่นกาแฟเก่า เครื่องครัวจิ๋ว กล่องข้าวเรียงเต็มบนชั้นวาง เธอแต่งตัวด้วยเชิ้ตโอเวอร์ไซส์ กางเกงขากระบอก รองเท้าผ้าใบขาดนิด ๆ ในขณะที่หัวใจยังแน่นไปด้วยความกลัวถึงโปรเจกต์ใหม่ที่จะต้อง present
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แก้ว… โปรเจกต์เก็บยอดถึงไหนแล้วอะ?” เสียงปาล์ม ดีไซเนอร์หนุ่มสุดขี้เล่น ที่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตเก่า ๆ ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มือยังขยำกระดาษร่างสเกตช์ เขาส่งยิ้มเจื่อน ๆ มาให้แต่สายตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ช่วยเลี้ยงข้าวแน่ะถ้าครบ” แก้วยักไหล่แต่ไม่ยอมสบตา แล้วหยิบพิมพ์งานปึกหนากะจะเอาไปห้องประชุม ดวงตาหลบเร้นเหมือนมีอะไรเก็บไว้
ปาล์มหยิบของในกระเป๋าเป้—กล่องข้าวเล็กกับโปสการ์ดวาดรูป รถไฟกับทุ่งหญ้า เขามองโปสการ์ดนั้นแล้วถอนใจเงียบ ๆ เหมือนอยากยื่นให้แต่ยังไม่กล้า
ระหว่างวันในออฟฟิศที่ทุกคนต่างวุ่น แสงไฟฟลูออเรสเซนต์จ้าขาวจี้จุด สองคนนี้ต้องแบ่งปันพื้นที่แคบ ๆ ในห้องโถงใหญ่ ที่โต๊ะข้างกัน โต๊ะเต็มไปด้วยเศษแบบ กล่องแล็บ ดินสอไม้ กับรูปครอบครัวติดแม่เหล็ก พวกเขากำลังทำแคมเปญรีโนเวทโรงหนังเก่า—งานใหญ่ที่มีเส้นตายน่ากลัว
สายวันต่อมา หลังประชุม แก้วนั่งพิงเก้าอี้ในห้องว่าง มือกุมหัว ปาล์มผลักประตูกระจกเบา ๆ “ขอเข้าได้ไหม?” น้ำเสียงนั้นฟังไม่แน่ใจ
“จะมากระทืบซ้ำหรือไง งานฉันเละขนาดนี้”
“เปล่า…แค่ หิวข้าว เลยอยากรบกวนหาเพื่อนไปกินก๋วยเตี๋ยว” ปาล์มหัวเราะกลั๊ก ๆ ทำเหมือนจะกลบเกลื่อนความประหม่า
แก้วนั่งนิ่ง “ฉันขออยู่คนเดียวสักแป๊บ” เธอยิ้มจาง ๆ ปาล์มพยักหน้าแล้วเดินออก แต่แววตายังห่วง
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกลับบ้าน แก้วนั่งทำท่าเครียดอยู่เพียงคนเดียว ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ปาล์มหยิบกล่องข้าวเอามาวางตรงหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะนั่งข้าง ๆ สบตาเพียงครู่
บรรยากาศเงียบ แก้วหันมาถาม “แกไม่กลับบ้านเหรอ?”
“วันนี้ขี้เกียจรถติด” แล้วก็ยิ้มขำตัวเอง
ความเงียบอยู่ระหว่างสองคน ปาล์มคิดจะพูดบางอย่างแต่ก็กลืนคำไว้อีกเช่นเคย แก้วนั่งคว่ำหน้าบนแขนตัวเอง น้ำตาไหลแต่ไม่ยอมเช็ด เงาสะท้อนจากไฟเพดานส่องลงบนแก้มเธอ
ปาล์มหยิบทิชชู่ให้ “งานมีอะไรที่ฉันช่วยได้ไหม?”
แก้วเงยหน้าขึ้นมาแค่ชั่ววินาที ส่ายหัวเบา ๆ “ขอบใจนะ แต่เรื่องบางอย่าง มันต้องผ่านไปด้วยตัวเอง”
เสียงฝนตกหนักในยามเย็นอัดแน่นห้องประชุมแคบอีกครั้ง สองสัปดาห์ต่อมา ปาล์มนั่งทำแบบร่างข้าง ๆ สายตาขุ่นมัว เจ้านายเดินมาตำหนิว่าผลงานเขาไม่สดใสเหมือนเดิม
“ชีวิตมันก็มีบางฤดูที่หม่นมัวแหละมั้ง” ปาล์มตอบเบา ๆ พยายามซ่อนความผิดหวังไว้ระหว่างรอยยิ้มตลก ๆ
ในลิฟต์ที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ แก้วกับปาล์มกลับบ้านพร้อมกันโดยบังเอิญทั้งที่ไม่เคยเป็นแบบนี้ ต่างคนต่างเก็บความลับไว้ในใจกันคนละเรื่อง แต่ก็ยังแบ่งพอใจให้กันเล็ก ๆ ผ่านการถ่วงน้ำหนักรองเท้าแตะข้างละนิด
วันประชุมใหญ่ใกล้มาถึง แก้วต้องเตรียมพรีเซนต์หน้าผู้บริหารเมือง หล่อนนั่งซ้อมหน้าคอม มีแต่ความกังวล เสียงไลน์ดังขึ้นจากปาล์ม: “แก้ว สู้ ๆ เด้อ ฉันอยู่แถว ๆ นี้” สั้น ๆ ไม่มีอิโมติคอน น้ำเสียงดูจริงจังผิดปกติ
วันรุ่งขึ้น เลขาฯ โยนซองจดหมายให้แก้ว “แฟ้มของปาล์มลืมไว้ ฝากด้วย” เธอหยิบไปส่ง ปาล์มกำลังคุยโทรศัพท์ ท่าทีเครียดผิดปกติ ประโยคหลุดมา “แม่ครับ…ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ”
แก้วนั่งซึมข้างโต๊ะ ปาล์มวางสายแล้วพยายามยิ้ม “ขอบใจนะ ฉันคงลืมสมองไว้ในนั้นด้วย”
สองอาทิตย์ผ่านไป ความหวังในโปรเจกต์เริ่มลดลง ทีมโดนบีบให้เร่งงาน ปาล์มพักกลางวันคนเดียว หูฟังเสียงเพลงจากโทรศัพท์จาง ๆ แก้วเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ แล้วก็เงียบไป ไม่กล้าชวนคุย
“แก้ว…”
“อือ?”
เขานิ่งอยู่นาน “แกกลัวอยู่ว่าโปรเจกต์จะไม่ผ่านเหมือนกันใช่ไหม”
“มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน” แก้วเสียงเบา “มันเหมือนกับว่า…ถ้าฉันพลาดครั้งนี้ฉันคงถอยแล้วล่ะ”
ปาล์มหัวเราะเบา ๆ อย่างเศร้า “ฉันก็กลัวเหมือนกัน กลัวจะต้องกลับบ้านไปทำธุรกิจที่ไม่ได้ชอบ”
วันต่อมา ปาล์มขอเจ้านายลากลับบ้านต่างจังหวัด เพราะแม่ป่วย โทรศัพท์ในออฟฟิศเงียบเหงา แก้วคิดจะไลน์หาถามข่าวแต่ก็ลังเล ปล่อยให้หน้าจอเย็นเฉียบไปพร้อมน้ำชาแก้วที่สองบนโต๊ะ
กระแสข่าวในเวิร์กช็อปกระซิบกระซาบว่า ปาล์มอาจไม่กลับมาทำงาน ทีมงานเริ่มแยกเป็นสองฝั่ง แก้วตกอยู่กลางช่องว่างคนเดียวจนถึงดึก ขณะกลับบ้าน เธอสังเกตเห็นโปสการ์ดวาดรถไฟที่เคยอยู่ในกระเป๋าของปาล์มหล่นอยู่ใต้โต๊ะ เธอเก็บและจ้องภาพนั้นอย่างใจหาย
ปาล์มหายไปสองสัปดาห์เต็ม ส่งแค่ข้อความสั้น ๆ มา “ยังไหวอยู่ ขอบใจนะ” เขาไม่พูดถึงเรื่องงาน ไม่เล่าเรื่องส่วนตัว ทุกค่ำคืนแก้วนั่งอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ คิดถึงคนขี้เล่นที่เคยอยู่ข้างกัน มีคำพูดค้างคาเต็มอกที่ไม่เคยกล้าพิมพ์หรือพูดออกไป
คืนหนึ่ง ภายใต้แสงไฟสลัว แก้วหยิบโพสต์อิทกับปากกามาจด “ถ้าฉันไม่กลัว ฉันจะบอกแกว่าฉันอยากให้แกอยู่ต่อ” เธอแปะโพสต์อิทไว้ในกล่องข้าวของปาล์ม แล้ววางกล่องใบนั้นไว้บนโต๊ะที่เขาเคยนั่ง
รุ่งเช้าวันประชุมใหญ่ เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น แม่ของปาล์มโทรมาขอความช่วยเหลือ “หนูเป็นเพื่อนปาล์มหรือเปล่า แม่เขาไม่สบาย—ช่วยโทรกล่อมให้เขาอยู่ต่อได้ไหม…” แก้วชะงัก น้ำตาคลอ ไม่รู้จะตอบแม่อย่างไร จึงรับปากเพียงแผ่วเบา
ราวกับทุกอย่างถูกแขวนไว้ทั้งเมือง แก้วเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ เธอพรีเซนต์ด้วยเสียงสั่นแต่ใจมั่นคง เห็นฝูงผู้ฟังแววตาแข็งกร้าว พรีเซนต์จบเธอเดินออกมาโดยไม่มองหน้าใคร
หลังงาน แก้วนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าออฟฟิศ ปาล์มเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ท่ามกลางแสงแดดรำไร น้ำตาคลอเบ้า
“ขอบใจนะ…” เขาเริ่มพูดก่อน
“ฉัน… ฉันจะบอกว่า” แก้วพูดตะกุกตะกัก
“เดี๋ยว…” ปาล์มหยิบกล่องข้าวขึ้นมาอ่านโพสต์อิทช้า ๆ
“แกกลัวเหมือนฉันจริง ๆ ใช่ไหม” เขาถามเบา ๆ แก้วพยักหน้า
ความเงียบปกคลุม ก่อนปาล์มหัวเราะเบา ๆ “ฉันไม่ไปไหน ถ้าแกอยู่ตรงนี้… แต่ฉันก็ยังกลัวเหมือนเดิมอยู่ดี”
“งั้น… เรากลัวด้วยกันได้ไหม” แก้วยิ้มเจื่อน ๆ
ปาล์มพยักหน้าก่อนขยับมานั่งใกล้ขึ้น “แก้ว แกยังเชื่อในรักจริงไหม?”
“ถามจริง อยากฟังคำตอบดีหรือเปล่า” แก้วหัวเราะน้ำตาคลอ ดวงตาสะท้อนแสงแดดยามเย็น
พวกเขานั่งข้างกันท่ามกลางฝุ่นในเวิร์กช็อปเดิม แซะข้าวใส่กล่องด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน ต่างคนต่างยังกลัวอนาคต แต่รู้ดีว่า ต่อจากนี้ ข้างกัน—คือคำว่ากล้า ถึงจะยังไม่กล้าเอ่ยคำว่ารักเต็มปาก…แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว เพราะทั้งสองคนเลือกจะอยู่และเติบโตไปพร้อมกัน