กลางฝน กลางใจ
เสียงฝนโปรยลงมาเต็มลานมหาวิทยาลัย เพชรยืนแอบอยู่ใต้ชายคา ค่อยๆ เคาะนิ้วกับกระเป๋าผ้า เงาของเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งผ่านสายฝนอย่างไม่กลัวเปียก รองเท้าผ้าใบสีขาวเลอะชุ่มน้ำ เสียงหัวเราะของเธอเบาแต่ชัดในหูเพชร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บ้าเอ๊ย เปียกยันถุงเท้า!” หนูดีพูดกับตัวเอง หล่อนยืนหันหลังให้เพชร มือเขี่ยน้ำฝนออกจากผม เพชรลังเลจะพูดทักหรือเฉยไว้ เอื้อมมือไปแต่กลับลดลงในวินาทีสุดท้าย
เสียงรถมอเตอร์ไซค์ลื่นหยุดตรงหน้าตึก เพชรเห็นชายคนนั้นจอดลง ค้นหาอะไรในกระเป๋า เขากระโดดฝ่าเม็ดฝนเข้าไปช่วย ไม่ทันสังเกตว่าหนูดีกำลังสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางๆ ปรากฎขึ้นบนริมฝีปากของเธอ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้าตึกเรียนช้าๆ
เพชรกลับมายืนตำแหน่งเดิม ปลดกระเป๋าสะพายลงพาดไหล่ หันไปเห็นหนูดีมองแอบจากระเบียงชั้นสอง ทั้งสองสบตากัน แล้วต่างฝ่ายรีบหลบ
คาบเช้าผ่านไป เพชรลุกจากเก้าอี้ในห้องเลคเชอร์ เจอสายตาหนักใจกับกระเบื้องขาวสะอาดประกอบผลงาน เพื่อนร่วมชั้นยังเอะอะหัวเราะ หนูดีนั่งหน้าขรึมไม่พูดอะไร เป็นช่วงเลือกกลุ่มโปรเจกต์ เพชรไม่ทันตั้งตัวเมื่ออาจารย์ประกาศจับสลากสุ่มรายชื่อ เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อชื่อของเขาและหนูดีดันจับคู่กันโดยไม่ได้ตั้งใจ
“สวัสดี…เสื้อเปียกเมื่อเช้าไง” หนูดีทักแบบกลั้วหัวเราะ ขณะเดินมาหาใต้ต้นก้ามปู เพชรแกล้งทำหน้าตายนิ่งๆ
“ฝนตก มันก็ต้องเปียกปะ”
“ไม่แกล้งช่วยถือของสักหน่อยล่ะ พระเอกน้อย”
ต่างฝ่ายต่างหัวเราะเบาๆ เพชรไม่ได้ต่อปากต่อคำมาก เขาแค่พยักหน้า ส่งซองแบบร่างให้หนูดี
“เน้น practical นะ ขอแบบที่เหมือนใช้งานได้จริง” เพชรเสียงจริงจัง หนูดีขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ
“โลกมันไม่ได้ practical ไปหมดทุกอย่างหรอก บางทีมันก็ต้องกล้าเสี่ยง”
บทสนทนาตุนไว้ด้วยความเงียบสั้นๆ เพชรปั้นสีหน้าที่ยากจะเดา หนูดีมองออกว่าเขากำลังไม่ชัวร์ในตนเอง
วันต่อมาทั้งคู่เริ่มวางแผนโปรเจกต์ร่วมที่ห้องสมุด เพชรขีดแบบร่างตะกุกตะกัก หนูดีเสนอความเห็นใหม่ๆ เพชรเถียง กลัวจะเสียฟอร์มหากทำตาม บางครั้งเธอแหย่ บางทีเขาก็ปิดตัวเองดื้อๆ
“นายกลัวเสียหน้าใช่ไหม?” หนูดีพูดเสียงเบา เพชรเบือนหน้าหลบ
“ฉันแค่…ไม่อยากพลาดอีก”
หนูดีนิ่ง หยิบดินสอวางลงช้าๆ ไม่มีคำตอบ ค่ำวันนั้นเพชรเดินฝ่าสายฝนกลับบ้าน ราวกับฝนหลั่งซ้ำเติมหัวใจ
ผ่านไปหลายวัน เพชรกับหนูดีทำงานด้วยกันมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งกับความเข้าใจ เพชรเริ่มสังเกตท่าทางกังวลของหนูดี บางคืนเห็นเธอนั่งเขียนแบบในคาเฟ่ดึกๆ คนเดียว เพชรลังเลจะเข้าไปนั่งด้วย แต่เลือกเดินเลย
ค่ำวันหนึ่ง เพชรกลับเข้าไปในคาเฟ่ โพล่งถามโดยไม่ทันไตร่ตรอง
“ทำไมถึงยังไม่กลับหอ…วันนี้ฝนก็ตก”
หนูดีชะงักวางปากกา มองเขาอย่างแปลกใจ ก่อนถอนหายใจ
“กลับไปก็ต้องทะเลาะกับแม่ เธอไม่อยากให้ฉันเป็นสถาปนิก”
“แล้วทำไมถึงเลือกเรียนตรงนี้”
ความเงียบยาว หนูดีเม้มริมฝีปาก เพชรรู้ตัวว่าเผลอถามตรงเกินไป
“เพราะตอนเด็กๆ ฉันชอบเครื่องบิน ฉันอยากบิน แต่มันโง่จะไปเรียนฝึกบิน แม่บอกว่าอย่างน้อยถ้าอยู่กับสถาปัตย์ ก็ยังมีทางเลือก”
เพชรพยักหน้าเบาๆ
“อย่างฉันก็ฝันอยากสร้างอะไรที่เป็นของตัวเอง…แต่ไม่เคยกล้ามากพอ”
สายตาทั้งสองประสานกันในแสงไฟสลัว เหมือนต่างฝ่ายเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้นนิดหน่อย
วันถัดมาช่วงบ่ายหนูดีเดินสวนกับเพชรในโรงอาหาร หนูดีเอ่ยขึ้นโดยไม่สบตา
“เมื่อคืนขอบคุณนะ ที่นั่งฟังเฉยๆ”
เพชรยิ้มมุมปาก ไม่พูดอะไร
ความสัมพันธ์เริ่มผ่อนคลาย ไม้ขีดไฟในใจทั้งสองค่อยๆ ประกาย เพชรชวนหนูดีออกไปดูงานศิลป์ที่หอศิลป์มหาลัย คืนวันนั้นต่างเดินด้วยกันกลางสายฝน เงียบกันเป็นบางช่วง กระทั่งหนูดีหยุด เงยหน้ามองเพดานกระจกที่ฝนตกพรำ
“ถ้าวันนึงเรากล้าพอ เธออยากทำอะไร?”
เพชรนิ่งคิดนาน สูดลมหายใจลึก
“คงอยากบอกใครบางคนว่า…ฉันชอบเขาแบบที่เขาเป็น ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเลย”
หนูดีเงียบ หน้าขึ้นสีจางๆ ไม่ตอบอะไร
ทั้งสองช่วยกันทำโปรเจกต์จนถึงรอบพรีเซนต์ เพชรเผลอทำแบบร่างหาย ความกังวลลามทั้งกลุ่ม หนูดีพยายามช่วยหาทั้งคืน เพชรเก็บซ่อนความตื่นตระหนกไว้ลึกๆ ตอนตีสอง หนูดีนั่งกอดเข่าเงียบในระเบียงหอ
“ก็แค่แบบร่าง มันไม่ได้กำหนดอนาคตเราหรอกเพชร”
“แต่ถ้าครั้งนี้ฉันพลาด ฉันจะไม่ได้ทุนซัมเมอร์” เพชรพูดเสียงขม
หนูดีไม่ตอบ เพียงเอาหัวซบเข่า
รุ่งเช้าเพชรเดินเหนื่อย โทรศัพท์มีข้อความ เบอร์ไม่รู้จัก ส่งภาพแบบที่เพิ่งถูกถ่ายไว้ เพชรรีบโทรกลับเบอร์นั้น พบเบอร์เป็นผู้ดูแลห้องเก็บของอาคารวิจัย เพชรดีใจรีบไปเอา เจอหนูดีรออยู่ก่อนแล้ว
“รู้ได้ไง?”
“เมื่อวานเราวางของไว้ที่เก้าอี้หน้าห้องเก็บของ ยังดีที่มีคนพบ”
เพชรสบตาเธอนาน ก่อนพูดเบาๆ
“ขอบใจนะ”
เสียงฝนตกอีกครั้ง เพชรกับหนูดีต่างรีบวิ่งหลบใต้ชายคา หัวเราะเบาๆ เหงื่อซึมและใจเต้นแรง
ถึงวันพรีเซนต์ โปรเจกต์ผ่านการนำเสนอโดยเสียงชื่นชม หนูดีแอบยิ้มให้เพชร เพชรถอนหายใจโล่งอก ทุกอย่างเหมือนลงตัว แต่ภายในใจของทั้งคู่กลับมีบางอย่างอึดอัดซ่อนอยู่
เมื่อต้องเลือกระหว่างฝันและความรู้สึก เพชรได้รับอีเมลแจ้งผ่านทุนไปฝึกที่บริษัทใหญ่ต่างประเทศในฝัน เป็นโอกาสเดียวที่เขารอมาเนิ่นนาน เขาเอาเรื่องนี้ไปถามหนูดีในคาเฟ่คืนหนึ่ง
“ถ้าเธอได้ทุนไปอังกฤษ…จะไปไหม”
หนูดีเงียบไปนาน สะกดกลั้นอารมณ์ก่อนจะหัวเราะสั้นๆ
“ก็ถ้าเป็นฉัน…ฉันจะไป เออน่า อย่าเป็นเด็กดื้อ”
“แต่ฉันกลัว…กลัวไปแล้วจะเสียเธอไป”
ประโยคนั้นค้างคาจนค่ำ เพชรนั่งนิ่ง มือกำแก้วกาแฟแน่น
“ฉันไม่รู้จะตอบยังไง…” หนูดีมองริมหน้าต่างที่ฝนตกพรำ
เพชรตัดสินใจฝากข้อความเสียงให้หนูดีฟังในคืนเดียวกันนั้น
“ต่อให้ฉันจะกลัว…แต่ฉันจะไม่มีวันเสียดายที่ได้รู้จักเธอเลย”
วันรุ่งขึ้น เพชรเงียบไป ไม่ทัก ไม่เดินผ่านมา หนูดีเริ่มโทรหา ไม่มีใครรับสาย เพื่อนๆ รู้เรื่องทุนบริษัทต่างประเทศ ต่างแสดงความยินดี หนูดีได้แต่ยิ้มฝืน กล้ำกลืนความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้างในใจ
วันสุดท้ายก่อนเพชรต้องเดินทาง ฝนตกหนักเหมือนครั้งแรก ทั้งมหาลัยเงียบสงัด หนูดีวิ่งฝ่าสายฝนตามหาเขา สุดท้ายเจอเพชรยืนหลบที่เดิมตรงใต้ชายคา
“ยังกลัวอีกไหม” หนูดีถามเสียงสั่น
เพชรสบตาเธอนิ่งๆ
“ยังกลัว…แต่จะไม่หนีแล้ว”
ทั้งสองยืนนิ่งกลางสายฝน ไม่มีคำพูดใดระหว่างกัน เพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึก หนูดีเดินเข้าไปใกล้ จับมือเพชรไว้แน่น
“อย่าลืมทุกสิ่งที่เคยสร้างร่วมกัน”
“ฉันไม่มีวันลืม…” เพชรตอบเบาๆ
ช่วงเวลานั้น ความกลัว ความฝัน ความผิดพลาด และการให้อภัย ทั้งหมดละลายไปกับเสียงฝน
เพชรเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งสองติดต่อกันทางอีเมล ช่วงเวลาห่างเหินนั้น หนูดีฝึกงานในสนามบินบ้าง ทำงานกลุ่มบ้าง เธอเฝ้ารอคำตอบตัวเอง จนกลางค่ำของคืนหนึ่ง เธอนั่งฟังข้อความเสียงเก่าๆ ของเพชรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อฤดูฝนเวียนกลับมา เพชรกลับถึงไทยอีกครั้ง เขาเดินฝ่าสายฝนเข้ามหาวิทยาลัย เห็นหนูดีกำลังนั่งรออยู่ที่เดิม ใต้ต้นก้ามปู รอยยิ้มนั้นกลับมา ทั้งสองสบตากัน ต่างเข้าใจในสิ่งที่เคยกลัวและสิ่งที่ได้เรียนรู้
เสียงฝนที่ตกพร่ำเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของสะพานกลางใจที่ทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นเอง