ในม่านหมอกใจกลางฝน
เสียงฝนโปรยปรายในเย็นวันศุกร์ มวลอากาศตั้งเค้ากระทบขอบหน้าต่างกระจกของสำนักงานแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ อชิ ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปี นั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์ คิ้วขมวดแน่น มือไล่เคอร์เซอร์ลากไฟล์ภาพทีละชิ้นในโปรเจ็กต์ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ เขาเอื้อมไปหยิบกาแฟที่เริ่มเย็นเฉียบด้วยความเคยชิน สายตาดูล้าแต่แข็งกร้าว เสียงหัวเราะคิกคักจากโต๊ะข้างๆ ทำให้เขายกหางคิ้วขึ้นสั้นๆ แวบหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อีกมุมหนึ่งของสำนักงาน มิว หญิงสาวหน้าคม ผมยาวประบ่า ผู้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการ อายุยี่สิบห้า นั่งโน้มตัวอ่านต้นฉบับ กรีดไฮไลท์ แต่เสียงพิมพ์งานดังของอชิกลับรบกวนสมาธิ เธอถอนหายใจยาว เคาะโต๊ะช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปอย่างมุ่งมั่น
เธอหยุดหน้าจอของอชิ เอ่ยเสียงเรียบแต่ firm “ช่วยเบาเสียงหน่อยได้ไหมคะ คุณพิมพ์ดังจนคนอื่นเขียนอะไรไม่ได้เลยนะ”
อชิหันมาช้าๆ ทอดสายตานิ่ง “ถ้าอยากเงียบขนาดนั้น กลับไปทำงานที่ห้องบรรณาธิการสิครับ ผมก็ต้องใช้สมาธิเหมือนกัน”
มิวจ้องตอบไปอยู่วินาที สีหน้าไม่สะทกสะท้าน จังหวะชะงักเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ ก่อนเธอพึมพำเบา ๆ “เข้าใจแล้วค่ะ…จะพยายามอดทน” แล้วหมุนตัวกลับที่นั่ง
ฝนยังไม่หยุดตก เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ ทุกอย่างดูเฉื่อยชา อชิแอบเหลือบมองโต๊ะมิวเป็นระยะ แต่ก็ไม่ยอมเอ่ยอะไร เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่เลิกงาน เสียงฝนยังหนักแน่นกว่าเดิม ทุกคนทยอยกลับบ้าน จนในที่สุด เหลือเพียงสองคนในออฟฟิศ
ความเงียบปกคลุม อชิกำลังจัดไฟล์งาน มิวเก็บกระเป๋า เสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินผ่านเบื้องหลัง เธอยกหมวกใส่ เสียงฝนตีกระจกดังขึ้นอีก เธอยืนนิ่งครู่หนึ่งหันมาสบตาอชิ ก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา “ฝนแรงขนาดนี้ ขอรออยู่ในนี้ก่อนนะคะ”
อชิพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไรทั้งคู่เงียบ ต่างคนต่างง่วนกับความคิดตัวเอง กลิ่นฝน ความชื้น เย็นยะเยือกในใจทั้งสองยังไม่คลาย
เวลาล่วงผ่านไปอึดใจ มิวหยิบหนังสือติดมือมาอ่าน เธอลังเลก่อนเริ่มสนทนา “คุณ…เคยทำงานสายนี้มานานหรือยังคะ”
อชิยักไหล่ “นานพอจะรู้ว่า ทั้งหมดนี่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คนข้างนอกคิด…” เสียงเขาแฝงรอยเหนื่อยล้า
มิวชะงักสั้นๆ จากนั้นยิ้มมุมปากแบบเหนื่อยใจ “ก็จริงค่ะ เหมือนชีวิตจริง บางอย่างเราก็เปลี่ยนไม่ได้”
จังหวะเงียบมาเยือนใหม่ เสียงฝนยังคงเป็นฉากหลังให้การสนทนาไม่สมบูรณ์นั้น
เช้าวันจันทร์ถัดมา สถานการณ์ในออฟฟิศยิ่งอึดอัด หลังจากโปรเจ็กต์ใหญ่ถูกตำหนิจากลูกค้า อชิกับมิวต้องจับคู่แก้ไขงานด้วยกันโดยตรง ทั้งคู่ยืนนิ่งข้างโต๊ะส่งสายตามองกันแบบต้องการข้ามกำแพงที่ไม่เห็น
อชิเริ่มก่อน “คุณจะเอายังไงกับธีมสีอันนี้”
มิวตรวจจับน้ำเสียงกระด้างนั้น รวบรวมความกล้า “ฉันว่าเราควรลองเปิดใจกับความคิดอีกแบบนะคะ สีแบบนี้มันดูหนักไปสำหรับคอนเทนต์นี้ มันควรเบาแต่ให้ความรู้สึกหวัง…”
อชิหรี่ตามอง สีหน้าท้าทาย “มีแต่ความหวัง บางทีก็แปลว่าความว่างเปล่า”
มิวครางสั้น ๆ “งั้นก็ลองเหมือนคุณสิคะ ลองอะไรที่ไม่ถนัดบ้าง”
บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดขึ้น แต่ดูเหมือนคำหนึ่งของมิวไปสะกิดใจอชิ เขาก็เลยจำยอมและลองปรับแบบ ภาพที่ได้ออกมาเกินคาด ทั้งคู่มองจอ เข้าสายตาเป็นครั้งแรกที่มีรอยยิ้มเล็ก ๆ จากการร่วมมือจริงจัง
ตกเย็นวันนั้น ฝนยังไหลรินต่อเนื่อง อชิส่งงานแล้วนั่งถอนใจ มิวเดินผ่านมา หยุดลังเลชั่วครู่ ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ “คุณสร้างอะไรได้ดีเหมือนกันนะคะ ถ้าปล่อยใจบ้าง”
อชิสบตาเธออย่างแปลกใจ “ขอบคุณ…แต่บางที ผมไม่ค่อยรู้จักตัวเองหรอกว่าจะปล่อยได้แค่ไหน”
“ก็ลองดูอีกสักครั้งไหมคะ” มิวยิ้มบาง ยกกระเป๋าเดินผ่าน เหลือเพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ทิ้งไว้ในอากาศ
สัปดาห์ต่อมา ระหว่างงานล่วงเลยเข้าใกล้เดดไลน์ มิวกับอชิต้องทำงานล่วงเวลาทุกวัน พวกเขาเริ่มแบ่งขนม ระบายเรื่องงานกันผ่านประโยคสั้นๆ เงียบสลับเสียงหัวเราะบางคราว แล้วก็กลับเข้าสู่ความจริงจังในช่วงที่ต่างกลัวถูกเปิดแผลในใจฟังเสียงของกันและกันโดยไม่พูดถึงอดีตตรงๆ
วันหนึ่งระหว่างเลือกภาพประกอบ อชิงุ่นง่าน “คุณจะรู้ได้ยังไงว่าภาพไหนเหมาะสม จะไม่มีใครตัดสินว่าจืดหรือบ้าไปหมดเหรอ”
มิวเว้นจังหวะเล็กน้อย “ฉันถูกตัดสินมาเยอะแล้วค่ะ สุดท้ายมันก็แค่เสียงจากคนที่ไม่ได้ทำด้วยซ้ำ…”
อชิซึมลง แวบหนึ่งผ่อนหายใจ แล้วยิ้มบาง ๆ ให้เธอครั้งแรก “ผมว่า…คุณเก่งกว่าที่คิดนะ”
มิวรับคำชมด้วยสายตาตื่นๆ แล้วเบนกลับจอโดยไม่ตอบอะไรอีก บรรยากาศเริ่มอ่อนนุ่มขึ้น ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปจากความขัดแย้งไปสู่ความไว้วางใจที่ค่อยเป็นค่อยไป
หลังเลิกงาน มิวกลับมาบ้าน เหม่อมองฝนหล่นผ่านกระจก เธอนั่งโอบขา รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในใจตัวเอง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดข้อความหาอชิ แต่ลังเลแล้วปล่อยวาง โลกของเธอยังคงเวิ้งว้างเงียบงัน
คืนนั้น อชิกลับคอนโดฯ เขาเปิดดูโปรไฟล์เฟซบุ๊กเก่าของตัวเอง ภาพแฟนเก่าคนหนึ่งโผล่ขึ้นมา สายตาเขาแฝงร่องรอยกระอักกระอ่วน เขากดปิดลงทันที ทอดตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง หยิบสมุดสเก็ตช์เก่าออกมาดู หน้าปกเปื้อนน้ำตาแห้งกรังจากคืนที่ล้มเหลวครั้งก่อน
วันรุ่งขึ้น มิวเดินมาตามทางเดินออฟฟิศ สีหน้าเคร่งเครียด เธอโดนแม่โทรตามเรื่องครอบครัวอยากให้เปลี่ยนงาน ทั้งคู่พบกันที่ลิฟต์โดยบังเอิญ ยืนใกล้กันแต่ไม่พูด ต่างคนต่างดึงตัวเองกลับไปในโลกส่วนตัว
เมื่อถึงลานจอดรถ ฝนยังไม่หยุด อชิยืนรอรับรถอยู่ มิวเดินผ่านมา เอ่ยเบา ๆ ทั้งที่ลังเล
“คุณ…เคยคิดไหมว่าบางทีมันอาจไม่มีวันที่เรากล้าพอจะเปลี่ยนอะไรเลย”
อชินิ่งคิด มองฝนพรำ “ผมเคยคิดว่าจะไม่ทำอะไรอีกแล้วจริง ๆ นะครับ แต่สุดท้ายก็แค่อยู่ไปวัน ๆ”
ความเงียบแทรกเป็นพื้นฐานของความเข้าใจแบบใหม่ ระหว่างสองคนที่ต่างเก็บอดีตไว้เป็นบาดแผล
เมื่อโปรเจ็กต์สำคัญมาถึงจุดพีค อชิมีโอกาสได้รับคำเชิญไปแสดงนิทรรศการศิลปะ มิวได้โปรโมตเลื่อนตำแหน่ง แต่สองความฝันนี้ต้องแลกกับความสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะหมายถึงต้องแยกย้ายไปอยู่คนละที่ ต่างฝ่ายเริ่มกลัวจะสูญเสียสิ่งที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างมาอย่างลำบาก
มิวลังเลว่าจะบอกอชิเรื่องตำแหน่งใหม่ดีไหม หลายวันเธอเก็บเงียบไว้ ด้านอชิก็ไม่กล้าเอ่ยถึงงานนิทรรศการ ต่างฝ่ายพยายามทำใจไม่ให้เสียอีกคนไป
จนถึงคืนก่อนวันตัดสินใจ ทั้งสองคนนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้ออฟฟิศ ไม่กล้าสบตาตรง ๆ
“เราจะอยู่แบบนี้ได้นานแค่ไหนนะ” อชิถามเสียงเบา สีตาคล้ายเด็ก ๆ ที่ยังมีแผล
มิวถอนหายใจ “ฉันก็ไม่รู้ค่ะ…บางที เราอาจต้องเลือกสิ่งหนึ่ง”
อชิก้มหน้าเงียบ หัวใจหนักอึ้ง ริมฝีปากอ้าเหมือนจะพูดแต่ไม่กล้า
จังหวะหนึ่งมิวจับมือเขาแน่นก่อนจะปล่อยเบา ๆ “ขอฉันเลือกผิดอีกครั้งได้ไหมคะ”
อชิหัวเราะในลำคอ “ถ้างั้นขอให้ผมได้กลัวอีกสักครั้ง”
ทั้งคู่นิ่ง เงียบ แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน มันเป็นเสียงหัวเราะของสองคนที่เข้าใจความกล้าหาญของการแพ้
วันรุ่งขึ้น ทั้งมิวและอชิตัดสินใจบอกความจริงต่อกัน สีหน้าตื่นเต้นผสมหวาดหวั่น ต่างยอมรับความกังวล เรื่องตำแหน่งใหม่กับนิทรรศการ ทั้งคู่ยอมเผชิญกับความกลัวว่าความฝันอาจพรากพวกเขาจากกัน
เมื่อโปรเจ็กต์ประสบความสำเร็จ ทั้งออฟฟิศกำลังฉลอง แต่ต่างคนต่างมองหากันในฝูงชน จนในที่สุดอชิเดินเข้าไปหามิวกลางห้อง ปล่อยให้ความรู้สึกที่อัดแน่นค่อย ๆ หลอมละลายเอง
“ขอบคุณที่คุณ…ไม่ทิ้งผมไปก่อน” อชิกระซิบข้างหู ไม่ใช่คำสารภาพ ไม่ใช่คำรัก แต่มันลึกกว่านั้น
มิวพูดเบา ๆ “ขอบคุณที่ยังอยู่ ยังขาดใจได้ ยังผิดหวังได้ ยังกลัวได้ อยู่กับฉัน”
สายตาทั้งคู่หยุดนิ่ง แจ่มชัดในม่านหมอกกลางฝน ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่ในตอนนี้ ทั้งสองเลือกที่จะเดินไปด้วยกัน แม้หัวใจยังเปียกจากอดีต
ฝนยังคงตก เสียงเครื่องพิมพ์งานยังดังเป็นจังหวะ แต่การกระทบสายตาครั้งนี้ไม่มีใครต้องเผลอสบตาอีกต่อไป
ฤดูฝนยังไม่จาง แต่แผลในใจกำลังสมาน โดยอีกคนเป็นคนมอบมือให้อีกคนแล้ว