เดือนเก่าในคืนใหม่
แสงไฟนีออนจากร้านกาแฟหน้าคณะบริหารสาดลงบนพื้นเปียกฝน พิชญะกวาดตามองรอบตัวอย่างใจร้อน มือซ้ายขยุ้มสายสะพายเป้แน่น เสียงฝนตกชะล้างความรู้สึกอึดอัดในอกเขา พิชญะ, นักศึกษาคณะวิศวกรรมปีสี่ ตัวสูงใหญ่ ผิวเข้ม ผมตัดสั้น คิ้วขมวดมุ่นตลอดเวลา เขากำลังรอใครสักคนที่ยังไม่เคยสนิทใจมาก่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รอนานเลยเหรอ ขอโทษที ช่วงนี้ติดเคสจริง ๆ” เสียงใสร่า ทว่าแฝงความระวังดังขึ้น มิว, นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ปีสาม สาวผมยาว ผิวขาวจัด สวมชุุดนักศึกษาเรียบร้อย เธอจับผมทัดหูแล้วถอนหายใจแผ่ว พิชญะขยับเท้าเล็กน้อย “ไม่เป็นไร พอดี…เราแค่อยากคุยจริง ๆ” เขาหลบตา มองดูรองเท้าตัวเอง มิวพยักหน้าช้า ๆ เหมือนไม่ชินกับคำพูดแนวนี้จากเขา
“จะเอากาแฟไหม เดี๋ยวเลี้ยง” พิชญะเสนอตัว มิวเขยิบเข้าร่มไม้หน้าร้าน สะบัดน้ำฝนจากชายกระโปรง “อื้ม เอาแบบหวานน้อยนะ หมอบอกน้ำตาลสูง” เธอยิ้มบาง ดวงตายังไม่ละความระวัง
ฝนซาลงแล้ว แต่ในใจทั้งคู่เหมือนมีหมอกบาง ๆ ห่อคลุมความรู้สึกไว้ การเจอกันวันนี้มีเหตุผลบางอย่างที่ต่างคนต่างไม่ยอมพูด ตอนที่นั่งลงในร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างทาง พิชญะจับแก้วกาแฟแน่น มิวหยิบหนังสือตัวเองขึ้นมาเปิดดูเหมือนตั้งใจ แต่สายตาแอบเหลือบมามองเขาตลอด
“ช่วงนี้ยุ่งมากใช่ไหม เห็นพี่ ๆ วิศวะทำโปรเจกต์กันหนัก” มิวเปิดบทสนทนา เธอใช้เสียงแผ่วราวกับกลัวคำตอบ “ก็…หนัก มันเหมือนอะไรรู้ไหม เหมือนเรากำลังแบกอะไรไว้คนเดียว แล้วใครก็ไม่เข้าใจ” ยิ่งพูดยิ่งเหมือนยอมรับความอ่อนแอ มิวมองเขาอย่างสงบ “ใครที่บ้านไม่ถามเหรอ”
พิชญะหัวเราะทึม ๆ “ที่บ้านสนใจแต่ผลลัพธ์ ไม่ใช่คนทำ” เสียงเงียบขึงขึ้น มิวก้มหน้าวาดเส้นบนขอบหนังสือ “บ้านเราก็คล้าย ๆ กัน ไม่ว่าทำอะไร…เหมือนมันยังไม่พอเลย”
บทสนทนาเดินตามเส้นแห่งความเงียบเฉียบ ในร้านมีเพียงเสียงกาแฟกำลังหยดลงแก้วซ้ำ ๆ ทั้งคู่สบตากันแค่เสี้ยววินาทีแต่กลับพูดอะไรออกไปไม่ได้
“คือว่า…วันนั้นที่เธอพูดในกลุ่มไลน์ ว่าอยากไปประกวดความรู้กฎหมายระดับชาติ” พิชญะพูดตัดความนิ่ง “เราไม่คิดเลยนะว่าเธอจะกล้าทำอะไรแบบนั้น” มิวเบิกตา แล้วกลับปิดตาลง ปล่อยลมหายใจผ่านจมูก “ถ้าเรียนเก่งแต่ไม่กล้าฝัน มันก็คงไม่มีค่า…จริง ๆ บางทีเรากลัว กลัวจะเสียใจ แต่ถ้าไม่เสี่ยง ก็จะไม่รู้เลยว่าตัวเองทำได้แค่ไหน”
พิชญะนิ่งคิด คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักประโยคของมิว “เรากลัวเหมือนกัน กลัวพลาด แล้วเหมือนจะเป็นตัวถ่วงคนรอบข้าง”
“พิชไม่ใช่คนถ่วงใครหรอก” มิวตอบทันควัน น้ำเสียงชิดใกล้มากกว่าครั้งไหน ๆ
สายฝนข้างนอกหยุดแล้ว แต่ในใจพิชญะยังมีบางอย่างหลงเหลือ เขามองมิวแล้วเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เหมือนประกายไฟเล็ก ๆ ในคืนเดือนดับ
หลังคาเปียกฝนนั้น ยังกับโลกอีกมิติ กั้นทั้งสองคนไว้ในช่วงเวลาพิเศษ
ตลอดเดือนถัดมา การบ้าน งานกลุ่ม กิจกรรมรับน้อง ทำให้ทั้งคู่เจอกันบ่อยขึ้น ทุกครั้งต่างฝ่ายต่างเสริมจุดอ่อนกัน พิชญะช่วยมิวเรื่องคอมฯ มิวติวพิชญะเรื่องกฎหมายพื้นฐาน ทุกท่วงท่าทุกบทสนทนาเต็มไปด้วยความลังเลปริบ ๆ กับความคาดหวังที่ไม่พูดออกมา
“อาทิตย์หน้าว่างไหม” มิวถาม หัวคิ้วขมวดราวกับลังเล พิชญะเก็บกล่องข้าวเข้ากระเป๋า “ก็…แล้วแต่เธอนะ”
“แม่เราอยากให้ไปงานวันเกิด เขาบอกอยากเห็นเพื่อนเราบ้าง” เธอสบตาตรง “แต่ถ้ายุ่งไม่เป็นไรน้า”
“ไม่ยุ่งหรอก…แต่แม่เธอจะไม่ตกใจเหรอที่เราใส่เสื้อยืดขาด ๆ ไป” เขาล้อเล่น แต่แววตาดูจริงจัง มิวหัวเราะ น้อยครั้งนักที่หัวเราะแบบนี้
“ใส่อะไรก็ได้ พี่ชายเราก็ซกมกกว่า” เธอเลิกคิ้ว เอื้อมมือหยิบขนมจากกล่องพิชญะไปหนึ่งชิ้นอย่างไม่ได้รับอนุญาต
บรรยากาศสบายขึ้น แต่ยังมีระยะห่างซ่อนอยู่ในมายาภาพของมิตรภาพที่สนิทขึ้น แต่มิวกลับดูห่างเหินด้วยบางอย่างที่พูดไม่ออก เวลาที่นั่งดูเพื่อนกลุ่มเดียวกันหยอกล้อ บางจังหวะสายตาพิชญะก็ดูเศร้าแปลก ๆ
ค่ำวันหนึ่งที่ห้องสมุด ฝนตกหนักจนเสียงก้องในอาคาร มิวเดินไปเจอพิชญะนั่งอ่านหนังสือลำพัง “เธอ โอเคไหม” มิวเอ่ยขึ้นเบา ๆ ภาพความเศร้าของเขาในเงาสะท้อนหน้าต่างเป็นดั่งคำตอบ
“ก็ดี…แค่เหนื่อยหน่อย” พิชญะยิ้มจาง ๆ เหมือนจะไม่ยอมให้ใครเข้าใจเลย ทุกครั้งที่มิวพยายามถามถึงครอบครัว เขามักจะหันเหเรื่อง หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแทน
“พิช ถ้าวันหนึ่งเราทะเลาะกัน เธอจะเป็นฝ่ายขอโทษไหม” มิวถามขึ้นกลางความเงียบ
“ก็…ขึ้นอยู่กับว่าเราผิดหรือเปล่า”
“แล้วถ้าไม่ได้ผิดชัด ๆ แต่กลัวจะเสียคนคนนั้นไป” น้ำเสียงมิวระคนหวาดหวั่น
พิชญะก้มหน้าลงต่ำ “…ไม่รู้สิมิว เราไม่ถนัดขอโทษใครด้วยล่ะ” คำตอบของเขาราวกับทิ้งไฟบาง ๆ ให้กับบางอย่างในใจมิว
ช่วงสอบกลางภาค มิวเริ่มห่างกับพิชญะ เพราะยุ่งกับการซ้อมตอบคำถามกฎหมายและกิจกรรมกับครอบครัว พิชญะรู้สึกเหมือนโลกเปลี่ยน เขาเริ่มนั่งกินข้าวคนเดียวบ่อยขึ้น ทุกข้อความในไลน์จากมิวกลายเป็นแค่ “สู้ ๆ เว้ย” “ดูแลตัวเองนะ” ไม่มีรอยยิ้ม หรือคำพูดระหว่างบรรทัดเหมือนเดิม
เย็นวันหนึ่ง พิชญะเห็นมิวเดินคู่กับชายหนุ่มผิวคล้ำ ผมน้ำตาล สะพายกระเป๋าเป้เดินออกจากคณะ มิวหัวเราะเสียงสดใส คุยกันด้วยสายตาที่เขาไม่เคยเห็น ราวกับโลกทั้งใบมีแค่คนคนนั้น
พิชญะใจเต้นวูบ รอยร้าวในอกขยายขึ้นโดยไม่มีใครได้ยิน ในคืนนี้เขาไม่ได้ส่งข้อความหามิวเลย
วันถัดมา มิวทักไลน์มา “พรุ่งนี้ว่างไหม มีเรื่องอยากคุย”
“ไม่ว่าง” พิชญะพิมพ์สั้น ๆ แล้วกดปิดจอ อารมณ์ขุ่นมัวเหมือนพายุ
เสียงเพื่อนร่วมคณะดังขึ้นข้างหู “มีอะไรเปล่าวะช่วงนี้ ดูเครียด ๆ”
“ก็เรื่องวิชาไหม ต้องส่งโปรเจกต์ยังไง” พิชญะพูดกลบเกลื่อน
หลังเลิกเรียน เขาเดินเล่นยาวตามทางเดินริมหอพัก ตลอดทางเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของนักศึกษา แต่สำหรับเขากลับมีแต่เสียงฝีเท้าตัวเองและความคิด
คืนวันเสาร์ พิชญะนอนไม่หลับ หยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูแชทเก่า ๆ รูปถ่ายงานกิจกรรมที่มิวส่งมา เสียงหัวเราะ เสียงทักทายปนแกล้งกัน ทุกอย่างเด่นชัดราวกับเกิดเมื่อวาน
เขาต่อสายหาแต่ลังเลจะกดโทรหรือไม่ มือสั่นอยู่เหนือปุ่มอยู่ครู่ “…ไม่เอา ฉันโตแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วปล่อยโทรศัพท์
อาทิตย์ถัดมา มิวแวะมาหาที่คณะ บรรยากาศคลุมเครือ พิชญะนั่งอยู่ใต้ต้นไม้เงียบ ๆ เหน็ดเหนื่อยเกินจะแสดงออก มิวเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ ไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่
“พิช เรารู้ว่าวันนั้นนายเห็นอะไร” มิวเริ่มต้นอย่างระมัดระวัง พิชญะเงียบ ฟังเสียงลมพัดใบไม้กระทบกันแทน “คนนั้น เขาเป็นเพื่อนเราสมัยมัธยม ช่วยติวสอบ ประกวดแข่งขันเหมือนกัน ไม่มีอะไรอย่างที่นายคิด”
พิชญะกัดริมฝีปาก ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งแปลกแยกปะปนกัน “เราก็ไม่ได้คิดอะไร…”
“ไม่ใช่แบบนั้น นายเปลี่ยนไป เราสัมผัสได้ นายเก็บตัว เงียบ ไม่ยอมคุยกับเราเหมือนก่อน” มิวพูดเบาผ่านฟัน
“เราแค่กลัว กลัวจะเสียเธอไป” คำพูดหลุดออกมา พร้อมหยดน้ำตาที่พิชญะไม่เคยตั้งใจให้ใครเห็น
มิวจับแขนพิชญะไว้ หล่อนนิ่งข้างกายเขา “เราก็กลัวเหมือนกัน…แต่ถ้าเราไม่มั่นใจ เราจะไว้ใจใครได้”
ความเงียบครอบคลุม วูบหนึ่งเหมือนเวลาโดนหยุด พิชญะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ พอหันไปเจอมิวจ้องหน้าเขามีหยาดน้ำตาติดอยู่ข้างตาเหมือนกัน
หลังจากวันนั้น ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป ความไว้ใจเปราะบาง แต่ก็เริ่มมีบทสนทนาตรงไปตรงมามากขึ้น มิวยอมเล่าเรื่องในครอบครัว เรื่องความกดดันจากแม่ ไม่เคยเปิดเผยกับพิชญะมาก่อน ด้านพิชญะเองก็ยอมรับกับตัวเองว่าต้องเรียนรู้ที่จะขอโทษ เรียนรู้ที่จะไม่หวง ไม่ยึดติดกับอดีต
ในคืนสุดท้ายก่อนพิชญะต้องไปฝึกงานต่างจังหวัด มิวเอ่ยว่า “เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีนายข้าง ๆ แล้วเราจะไหวหรือเปล่า”
“แต่เราอยากให้อยู่นะ” แล้วเธอก็หัวเราะกลบเกลื่อน “แต่ก็ต้องไปแหละเนอะ”
พิชญะมองเธอ เห็นแววเศร้าปนใจดีในตา “ถ้ายังอยากคุยกัน อยู่ตรงนี้เสมอ ไม่หนีไปไหน”
เดือนที่ห่างกัน ความคิดถึงกับความไม่มั่นใจผลัดกันวน พิชญะโทรมาหามิวเสมอแต่ไม่บ่อยเกินไป มิวแวะมาดูงานที่พิชญะทำ แม้นั่งเงียบด้วยกันแต่กลับเห็นใจและเข้าใจกันมากกว่าเดิม
วันที่ฝึกงานใกล้จบ พิชญะกลับมาเจอมิวอีกครั้ง เขาเลือกที่จะสารภาพว่ากลัว กลัวจะไม่พอในสายตาใครอีก แต่ครั้งนี้มิวเพียงนั่งเงียบๆ อยู่ข้างเขา
“บางอย่างไม่ต้องพูดก็ได้ เราอยู่ตรงนี้ อยู่ด้วยกันก็พอ” มิวว่า
พิชญะยิ้ม แม้กลัว แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เขารู้แล้วว่าการรักคือการเปิดใจและยอมรับจุดผิดพลาดกันและกัน ภายใต้แสงจันทร์ดวงใหม่ในคืนเก่า ทั้งสองคนมองชีวิตข้างหน้าด้วยความกล้าที่จะเติบโต…ด้วยกัน