ฤดูร้อนของเราสองคน
อากาศกรุงเทพฯ ในช่วงต้นฤดูร้อนร้อนรุ่มไม่ต่างจากถนนใจกลางเมืองที่แน่นขนัดไปด้วยรถติด เสียงแตรรถกับเสียงประกาศจากสถานีรถไฟฟ้าสลับกันจนกลบเสียงความคิดของณวัฒน์ไปหมด เขายืนพิงเสา หน้าตาเคร่งเครียด พลางก้มหน้ากดมือถือข่าวกีฬาเพื่อฆ่าเวลา เปลือกตาเขาเหนื่อยอ่อนจากการซ้อมบาทหลวงบาสช่วงบ่าย เขาแปลกใจว่าทำไมปีนี้ถึงไม่มีอะไรตื่นเต้นเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหวีดเบรคของรถรางทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นพอดี เขาเห็นหญิงสาวผมสั้นใส่เสื้อโปโลสีชมพูเดินหลบออกมาจากกลุ่มนักศึกษา กำลังยืนพ่นลมหายใจอย่างรวดเร็วก่อนสะบัดหัวเหมือนคิดอะไรไม่ออก หญิงสาวนั้นคือเจนนิษฐ์ คนที่เขาคุ้นหน้าผ่านกิจกรรมของมหาวิทยาลัยบ่อยครั้ง
เจนนิษฐ์รื้อค้นกระเป๋าเป้ใบใหญ่สิ่งของกระจัดกระจาย หยิบตั๋วรถที่ยับยุ่ยออกมาทันชุดสุดท้ายก่อนรถจะเคลื่อน ประกายในดวงตายังมีร่องรอยลังเล เธอเหลียวซ้ายขวา เห็นณวัฒน์ยืนมองอยู่จึงพูดเบา ๆ “โทษทีนะ… ทำตกเหรอ”
ณวัฒน์เลิกคิ้วเล็กน้อย ส่ายหน้า “เปล่า…แค่คิดอะไรเล่น ๆ” เขายิ้มจาง ๆ อย่างเก้อ ๆ สายตาเลี่ยงจะสบตาโดยตรง
ทั้งสองขึ้นรถไฟฟ้าขบวนเดียวกัน เจนนิษฐ์ยืนจับราว อยู่ข้าง ๆ กับณวัฒน์โดยไม่ได้ตั้งใจ บรรยากาศแปลก ๆ นั้นทำให้ไม่มีใครเริ่มบทสนทนาต่อ ความเงียบปกคลุม ทุกคนในขบวนจ้องหน้าจอมือถือ ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง
ณวัฒน์พยายามจะถามอะไรบางอย่างแต่เขินอาย เขากำลังจะเปิดปาก เจนนิษฐ์กลับเป็นฝ่ายพูดก่อน “นาย…รู้จักร้านกาแฟหน้า ม. มั้ย?”
เขาหันมา “รู้จัก แต่ว่ายังไม่เคยเข้า”
หญิงสาวถอนใจ พลางเหลือบตามองนาฬิกา “งั้น…ถ้าอยากลอง ไปด้วยกันปะ?”
บรรยากาศในร้านกาแฟแคบ ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นเมล็ดคั่ว เจนนิษฐ์ซื้ออเมริกาโน่เย็น ส่วนณวัฒน์เลือกลาเต้ ทั้งคู่เลือกนั่งตรงริมหน้าต่าง แม้จะเป็นเพียงคู่นั่งข้างกันเป็นครั้งแรก แต่การพูดคุยเรื่องวิชาต่างคนต่างชอบค่อย ๆ ทำให้ความเก้อเขินจางหายไป
“นายเรียนคณะอะไรนะ?” เจนนิษฐ์ยกแก้วจิบบางเบา
“เศรษฐศาสตร์… แต่ว่าเราชอบบาสมากกว่า” ณวัฒน์พูดช้า ๆ แต่แววตาเป็นประกายเมื่อเอ่ยถึงกีฬาโปรดของตัวเอง
“เออ งั้นก็เหมือนฉันนี่แหละ ฉันเรียนวารสารฯ แต่ชอบทำกิจกรรม สุดท้ายก็มักโดดเรียนเพราะไปแข่งพูดสาธารณะ” เธอหัวเราะห้วน ๆ กลบแววเศร้าในดวงตา
ณวัฒน์สังเกตเห็นแต่ไม่เอ่ยถาม เขารู้ว่าทุกคนต่างก็มีบางอย่างซ่อนไว้ ซึ่งเขาเองก็เหมือนกัน
วันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจนนิษฐ์ลุกขึ้นก่อน “ไว้เจอกัน…อีกทีนะ เดี๋ยวต้องกลับซ้อมเต้นแล้ว”
ณวัฒน์พยักหน้า รอยยิ้มบางบนใบหน้าฉาบด้วยความอึดอัดใจ ไม่แน่ใจว่าเธอชวนคุยเพราะอยากรู้จักจริง ๆ หรือแค่เหงา
ฤดูร้อนลากยาวด้วยกิจกรรมมหาวิทยาลัย ทั้งสองมีโอกาสเจอกันบ่อยขึ้นเมื่อได้ร่วมทีมกิจกรรมวิ่งมาราธอนสมทบทุน อาคารเรียนชั้นล่างกลายเป็นเวทีม้วนแผนผังวุ่นวาย เจนนิษฐ์รับหน้าที่ดูแลด้านสื่อ ส่วนณวัฒน์ช่วยฝ่ายประสานงาน นักศึกษาจำนวนมากเร่งรีบอยู่รอบตัว
“นายมีเวลาแวะโรงอาหารมั้ย พอดีอยากได้คนช่วยถือของ” น้ำเสียงเจนนิษฐ์ฟังดูเด็ดขาดกว่าปกติ
“โอเค ว่าแต่จะเอาอะไรกันแน่” เขายิ้ม รับยาสีฟันกับขนมขบเคี้ยวมากมายในมือ
เดินออกจากตึกมาด้วยกัน ฝุ่นบนลานซีเมนต์ลอยขึ้นทะลุกลิ่นควันบุหรี่จาง ๆ
“ฉันเพิ่งรู้ว่าวิ่งงานเดียวนี้เหนื่อยกว่าสอบไฟนอลอีก” เจนนิษฐ์หัวเราะแต่แววตาฟาดผ่านไปอย่างเหนื่อยล้า
“จริง… ตอนแข่งกีฬา ยิ่งวันไหนแพ้นี่กลับบ้านนอนไม่หลับเลย” ณวัฒน์ตอบเบา ๆ
บทสนทนาสั้น ๆ แต่ละวันทำให้ความใกล้ชิดขยับเข้ามาทีละนิด โดยไม่รู้ตัวก็เริ่มเสพติดการคุยกับอีกฝ่ายไปแล้ว
คืนหนึ่งหลังงานเสร็จ ชาวคณะนั่งล้อมวงริมถนนหน้าหอพัก เจนนิษฐ์เงียบผิดปกติ นิ้วเธอเขี่ยขวดน้ำเบา ๆ ก่อนพูดขึ้น “ณวัฒน์… ถ้าเลือกได้ ต่อนายเลือกอะไรระหว่างเดิมกับกล้าฝัน?”
เขาเงียบยาว เสียงรอบข้างจางหายไปหมด “เราไม่รู้…บางทีเราก็กลัวฝันที่มันล้มเหลวอีกแล้วอ่ะ”
“กลัว…?”
“เราเคยพลาด แม่เสียเพราะเรา…ตอนนั้นเราตัดสินใจผิด”
เจนนิษฐ์ไม่พูดอะไรนานมาก ก่อนตอบ “ฉันก็กลัวเหมือนกัน… กลัวจะทำให้คนในบ้านผิดหวัง”
ความลับนั้นลอยเหนือระหว่างคนทั้งสอง ก่อให้เกิดความเข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องซักถามซ้ำ
ตลอดฤดูร้อนทั้งสองคนร่วมกิจกรรม วิ่งงานอาสา ถ่ายภาพ ถกเถียงกันบ้างเป็นระยะ ณวัฒน์ไม่ชอบที่เจนนิษฐ์มักฝืนตัวเองเกินกว่าเหตุ บางครั้งเธอเอางานของทุกคนมาไว้ที่ตัวเองจนสุขภาพย่ำแย่
“เธอเป็น Superwoman หรือไง?” เขาแซวอย่างอดห่วงไม่ได้
“ฉันแค่ไม่อยากรู้สึกไร้ค่า” หญิงสาวตอบ ทั้งคู่สบตากันนานโดยไม่มีใครกล้าผละหนี
เจนนิษฐ์เริ่มเห็นว่าณวัฒน์ก็มีด้านเปราะบางเหมือนกัน โดยเฉพาะคืนหนึ่งที่กลุ่มเพื่อนปะทะคารมเรื่องการแข่งขันกีฬา ณวัฒน์หงุดหงิดจนเดินออกมาริมสนาม เจนนิษฐ์เดินตามมาช้า ๆ
“นายเป็นไร”
เขานั่งบนขอบพื้นซีเมนต์ “เราไม่ชอบแพ้ พอแพ้แล้วมันเหมือนความล้มเหลวตามมาทุกเรื่อง”
“แล้วถ้าเราได้เริ่มใหม่ละ?” เจนนิษฐ์ถาม เธอไม่ได้ฟันธงว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เธอพร้อมฟัง
หลายวันต่อมา เป็นวันประกาศผลกิจกรรม เจนนิษฐ์ถูกเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์ เธอตื่นเต้นมากแต่ขาดความมั่นใจ ณวัฒน์ยืนให้กำลังใจ
“ทำให้เต็มที่ ไม่ต้องทำให้ใครภูมิใจ แค่เชื่อตัวเอง” เขากระซิบ
บทสนทนาสารภาพอะไรไม่ได้มากนัก แต่สายตากับท่าทางเป็นกำลังใจสำคัญ วันนั้นเสียงปรบมือกึกก้องสร้างรอยยิ้มให้กับเจนนิษฐ์เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
เมื่อเวลาผ่านไป ความใกล้ชิดเปลี่ยนเป็นความผูกพัน ลึก ๆ แล้วทั้งสองต่างรู้สึกไม่เหมือนเดิมเมื่อไม่ได้คุยกัน ลมร้อนสีส้มของเดือนเมษาทำให้ฤดูดูยาวนานกว่าทุกปีเย็นวันหนึ่งที่ฝนโปรยปราย ณวัฒน์นั่งกดมือถืออย่างลังเล กำลังพิมพ์ข้อความถามว่า “ยุ่งอยู่มั้ย?”
เขาลังเลจนปลายมือชะงัก ไม่กล้ากดส่ง กลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกว่าเขากำลังข้ามเส้นของคำว่า “เพื่อน”
คืนนั้นทั้งสองไม่ได้คุยกัน ครั้งแรกที่ห่างกันจริง ๆ จากบทสนทนาทุกวัน
ในวันถัดมา เจนนิษฐ์หายเงียบ ไม่ไปมหาวิทยาลัย ไม่มาตรวจงาน ทั้งกลุ่มเริ่มซุบซิบว่าเธอทะเลาะกับแม่อีกแล้ว ณวัฒน์ลังเลอยู่นาน กว่าตัดสินใจเดินไปหาเธอที่หอพัก
“เธอเป็นอะไร เจน?”
“ฉันแค่…เหนื่อย อยากพัก” เธอนั่งกอดเข่าบนที่นอน ไม่กล้าสบตา
“บางที… เราก็รู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ”
ณวัฒน์นั่งลงเงียบ ๆ ข้างเตียง “เราก็กลัวนะ กลัวการไม่พอ กลัวทำพลาด กลัวทุกอย่าง”
ความเงียบระหว่างทั้งสองคนนานมากแต่ปลอบประโลมอย่างแปลกประหลาด
เจนนิษฐ์หันมามองช้า ๆ “นายว่าถ้าเราหายไปใครจะสังเกตบ้าง?”
ชายหนุ่มกัดริมฝีปาก ไม่รู้จะตอบยังไง “…เราอะ สังเกตแน่”
สัปดาห์นั้น สายฝนเทกระหน่ำทั้งวัน ณวัฒน์เข้าใจแล้วว่าทั้งที่กลัว กลับไม่อยากห่างเจนนิษฐ์ไปไหน ทั้งสองห่างกันอยู่เสมอ ใกล้กันด้วยใจ แต่ก็เหมือนโลกมีเส้นแบ่งที่มองไม่เห็น
จนงานใหญ่กลางเทอมมาถึง กิจกรรมประจำปีมีการประกวดเต้น เจนนิษฐ์ถูกดันให้ขึ้นเวทีทั้งที่ไม่พร้อม วันซ้อมสุดท้าย เธอร้องไห้จนต้องหยุด ณวัฒน์ตามไปนั่งข้าง ๆ หลังเวที
“ปล่อยมันไปบ้างก็ได้” เขาเอื้อมมือแตะหลังเธอเบา ๆ
“ฉันทำไม่ได้” เธอสะอื้น “ทุกที ทุกคนก็หวัง… ฉันเคยผิดพลาดจนแม่ไม่มองหน้า”
ณวัฒน์เงียบยาว ก่อนพูดสั้น ๆ “เราเองก็เหมือนกัน บางทีเราต้องยอมรับแค่เราเป็นเรา”
เจนนิษฐ์ค่อย ๆ เงยหน้ามอง ดวงตาเต็มไปด้วยความเว้าวอนและความกลัว
การประกวดวันนั้น เจนนิษฐ์ไม่ได้ชนะ แต่เธอยิ้มเต็มที่เป็นครั้งแรก คนในกลุ่มปรบมือ ไม่มีเสียงตบหลังหรือสรรเสริญ เธอเข้าใจว่าความผิดหวังไม่ใช่จุดจบเสียทีเดียว
หลังเหตุการณ์นี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มห่างกันด้วยภาระหน้าที่ ปีการศึกษาใกล้จบ ทุกคนต่างต้องเลือกทางของตัวเอง นิยายชีวิตช่วงเปลี่ยนผ่านทำให้ความลังเลรีเทิร์นกลับมา
“นายอยากเรียนต่อเหรอ?” เจนนิษฐ์ถามในคืนฝนตกครั้งสุดท้ายของปี
“อยาก…แต่กลัวล้มเหลวอีก มันเคยทำให้แม่เสียใจไปแล้ว”
เธอเงียบ “ส่วนฉัน… อยากไปต่างประเทศแต่กลัวแม่เสียใจเหมือนกัน”
ทั้งคู่สบตา รู้ว่าฝันของเขาสวนทางกัน
พวกเขาเลือกที่จะให้เวลาและระยะทางตัดสิน ไม่รีบร้อน รอให้ความรู้สึกลึกซึ้งกว่าความกลัวและอดีตซึ่งยังหลอกหลอน
ปลายฤดูร้อน เหลือเพียงภาพสองคนในร้านกาแฟเก่า — เธอสั่งลาเต้ เขาสั่งอเมริกาโน่ครั้งแรก
ณวัฒน์พูดขึ้นช้า ๆ “ถ้าเราเลือกกันวันนี้… จะเกิดอะไรขึ้น”
เจนนิษฐ์ยิ้ม “อาจไม่มีอะไรนอกจากเรา…ที่เปลี่ยนไป”
มือทั้งสองวางบนโต๊ะ อยู่ใกล้จนแทบแตะกัน แต่ไม่มีใครข้ามเส้นนั้น ทว่าสายตาสองคู่พูดแทนใจที่ฝังอยู่ตลอดฤดูร้อน ทุกความกลัวได้รับการยอมรับ — เพราะความรักแท้จริง คือการให้อภัยทั้งคนอื่นและตัวเองในวันหนึ่งข้างหน้า