ระยะห่างของเรา
เสียงวิ่งตึงตังในโถงหอพักหญิงช่วงเช้าวันเปิดเทอมใหม่ดังขึ้นอย่างคึกคัก เฟิร์น ลงมาจากห้องด้วยผมเปียเปะปะ สะพายกระเป๋ายับๆ เสียงโทรศัพท์กลุ่มไลน์เพื่อนปีสี่ดังไม่หยุด พร้อมรูปการ์ตูนล้อเลียนอาจารย์ประจำวิชา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คิน! ไปกินข้าวเช้าด้วยกันมั้ย” เฟิร์นตะโกนลอดหน้าประตูห้องฝั่งตรงข้าม คำตอบมีแค่เสียงหัวเราะบางเบา กับเสียงกุกกักเหมือนคนหอบของ คินโผล่หน้ามาจากห้องด้วยแว่นตาขอบหนา หน้าตาง่วงใส่เสื้อเชิ้ตไม่รีด “มันสายแล้วปะวะ” คินตอบ น้ำเสียงติดจะไม่แยแส
“อาจารย์หมดใจเรามาหลายรอบละนะ ชวนตอนนี้ก็ยังดีกว่าไม่ชวน!” เฟิร์นยิ้มกว้างจนตาแทบหาย คินแค่ยักไหล่ ก่อนเดินนำโดยไม่พูดอะไรอีก
สองคนเดินเลียบสนามฟุตบอล ผ่านกลุ่มเพื่อนส่งเสียงหัวเราะ เฟิร์นพูดไม่หยุดเรื่องหนังสั้นที่เพื่อนในเอกส่งประกวด คินฟังบ้างไม่ฟังบ้าง สายตาเขามองไปไกลกว่านั้นเสมอ
“นายเคยคิดมั้ย ถ้าวันหนึ่งเราแยกกันไปคนละเมือง” เฟิร์นเงียบลงหยุดเดิน คินขมวดคิ้ว “ยังไม่จบปีสี่นะ อย่าเพิ่งดราม่า”
“ก็แค่คิดไว้บ้าง” เฟิร์นก้มหน้า คินถอนหายใจ เสียงเด็กปีหนึ่งเล่นบาสดังเป็นระยะ พวกเขานั่งใต้ต้นจามจุรี เจ้ากระรอกตัวเล็กวิ่งผ่านไป
“เรารู้สึกว่าบางที… เพื่อนสนิทกลายเป็นคนแปลกหน้าได้ง่ายจัง” เฟิร์นพูดเสียงเบา คินไม่ตอบ กลับพิงหลังหลับตาเหมือนไม่ได้ยิน
บรรยากาศตรงนั้นเงียบปนคุ้นเคย เฟิร์นถอนใจ คินลืมตาขึ้น แล้วเอื้อมมือไปดึงใบไม้ติดผมเธอออก มองกันนิ่งๆ แล้วแยกกันเดินไปเรียน
ชมรมละครของเฟิร์นวางแผนงานส่งท้ายปี เธอร่วมซ้อมบทตัวประกอบแต่ดูขาดสมาธิ บาส เพื่อนในชมรมแซว “เฟิร์น ออกไปคุยกับคนที่คิดถึงก่อนมั้ย เดี๋ยวฉันช่วยซ้อมให้”
เฟิร์นปฏิเสธหน้าแดง บาสหัวเราะ “เพื่อนสนิทชอบกันก็แค่พูดสิ!” เฟิร์นสบตาเขา ถอนหายใจยาว “มันพูดยากกว่าที่คิด ทุกอย่างจะเปลี่ยนใช่มั้ยถ้าพูดออกไป” เธอพูดเบาๆ เหมือนถามตัวเอง
คินฝึกงานอยู่แลบวิศวกรรม อาคารสูงริมมหาวิทยาลัย ทีมพี่ปีห้าชวนเขาไปร้านเหล้าภาควิชา คินปฏิเสธเพราะติดนัดกับเฟิร์น พี่ปีห้าหัวเราะล้อ “กลัวเพื่อนสาวเหงาล่ะสิ” คินอมยิ้มแต่ปฏิเสธเสียงนุ่มนวล “เปล่าหรอกครับ แค่อยากไปดูละครเพื่อน”
คินมาถึงห้องซ้อม หยิบกาแฟเย็นมาให้เฟิร์น ช่วยจัดฉากและถือไฟตอนที่ทุกคนซ้อมกันวุ่นวาย พอแสดงจบ ทุกคนแยกย้าย เฟิร์นรับแก้วกาแฟจากคิน แอบมองคนตรงหน้าอย่างลังเล
“นายจำได้ทุกปีเลยนะ ว่าฉันชอบอะไร” เฟิร์นพูดเสียงเบา คินหลบตา มือขยี้ผมตัวเอง “มันก็… ไม่ยากมั้ง” บทสนทนาตัดจบตรงนั้น กลางคืนพวกเขาเดินกลับหอโดยไม่มีใครพูดอะไร
ปลายเดือนฝนตกหนัก น้ำท่วมซอยมหาวิทยาลัย รถติด คินยืนรอคิววินอยู่หน้าตึก บ่นกับตัวเอง “ไม่น่าขยันเลย นั่งแลบซะดึก” โทรศัพท์เด้งข้อความจากเฟิร์น “กลับยัง?”
คินพิมพ์ตอบสั้นๆ “รอวินยาวเลย” เฟิร์นเสนอจะโทรตามให้ แต่คินปฏิเสธ “ดูแลตัวเองก่อนเหอะ ฝนตกดิ”
เฟิร์นยิ้มมุมปาก ที่จริงเธอยืนรอเขาใต้ถุนหอ คินมาถึงเปียกปอนและดูเหนื่อย เฟิร์นยื่นผ้าขนหนูให้ เงียบอยู่นานก่อนพูด “อาทิตย์หน้าแม่ฉันมาดูละครนะ นายว่างมั้ย”
คินนิ่งไปครู่หนึ่ง “ต้องลองดู เดี๋ยวเช็คงานก่อน” น้ำเสียงไร้อารมณ์ เฟิร์นแอบจ้องตา “แค่วันเดียวเอง” เธอพูดก่อนถอยห่างกลับเข้าห้อง เสียงสายฝนกลบคำพูดตกค้างในใจ
ในคลาสเรียนเช้าวันเสาร์ คินโดนตำหนิเรื่องโปรเจกส์วิชาเอก อาจารย์ถาม “เลือกได้แล้วหรือเปล่า จะไปต่อที่บริษัทใหญ่ หรือจะสมัครปริญญาโท” คินตอบอ้อมแอ้ม “ยังครับ” น้ำเสียงไม่มั่นใจ
คินคิดถึงอนาคต โทษความลังเลเขาเอง วกกลับไปนึกถึงเฟิร์นที่ดูแน่วแน่กับทางละครและศิลปะเสมอ เสียงเฟิร์นปลุกสติ “เฮ้! คิดอะไรอยู่ ชวนไปถ่ายรูปงานศิลป์ด้วยกันมั้ย?” คินปฏิเสธแบบเดิม “ขี้เกียจเดิน”
เฟิร์นขยับยิ้มเศร้า “นายชอบแต่สิ่งที่แพลนไว้ในหัว ระหว่างที่คิดเยอะ ฉันก็รอให้นายพร้อมเสมอ” คินอึ้งแต่เงียบ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับประโยคนั้น
ค่ำคืนนั้น เฟิร์นเปิดกล่องความทรงจำ รูปภาพเก่าตั้งแต่ปีหนึ่งจบจนถึงปัจจุบัน เธอหยิบโทรศัพท์มาโทรหาคินแต่ไม่กดโทรออก ปิดหน้าจอแล้วซ่อนน้ำตาไว้ใต้ผ้าห่ม
วันงานละคร แม่เฟิร์นถ่ายรูปกับเพื่อนๆ เฟิร์นอวดรอยยิ้มสดใสเป็นพิเศษ มองหาคินในกลุ่มคนพลุกพล่านแต่ไม่พบ บาสเดินมายืนข้างๆ “เขาไม่มาเหรอ” เฟิร์นฝืนยิ้ม “เขาไม่เคยแน่นอนอยู่แล้วนี่” เธอเดินหลบไปหลังเวที หยิบโทรศัพท์ดู ไม่มีสายเข้าจากคินเลย
คืนนั้นคินนั่งทำโปรเจกส์ที่แลบ ในหัวเต็มไปด้วยเสียงที่ไม่กล้าพูดออกไป ทุกสายที่โทรเข้าเขาเงียบเฉย เสียงแจ้งเตือนของเฟิร์นไม่ตอบกลับ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป เฟิร์นทยอยเก็บของเตรียมย้ายไปอยู่กับญาติชั่วคราวเพื่อฝึกงานกับคณะละคร คินเห็นข้อความในกลุ่มเพื่อนเรื่องนี้แต่ไม่ได้ถาม เฟิร์นแค่เขียนโน้ตสั้นๆ “ขอบใจสำหรับทุกอย่างนะคิน” ติดไว้หน้าห้องของเขา
คินอ่านโน้ตซ้ำๆ หมุนดูโทรศัพท์ในมือ ลังเลอยู่นานก่อนเลือกจะทิ้งมันไว้ไม่ตอบอะไร
หลังขึ้นปีสุดท้าย เพื่อนๆ พากันแสดงความยินดีที่สุดกับการฝึกงานของเฟิร์น เธอดูเปลี่ยนไป กระตือรือร้น มีพลังใหม่ ทว่าสีหน้าเหงายามอยู่คนเดียว
คินเริ่มหงุดหงิดง่าย อยู่ห้องคนเดียวบ่อยขึ้น ไปเรียนตรงเวลาแต่เงียบขรึมกว่าเดิม แอบดูเฟิร์นผ่านโซเชียลแล้ววางมือถือลงเหมือนโกรธตัวเอง
เย็นวันหนึ่ง คินตัดสินใจโทรหาเฟิร์น เสียงสายรอแผ่วเบา ปลายสายรับช้า “ว่าไง?” เสียงเฟิร์นเย็นกว่าทุกครั้ง “แค่อยาก… ถามว่าตอนนี้โอเคมั้ย” คินอึกอัก เฟิร์นหัวเราะในลำคอ “นายห่วงฉันเหรอ หรือกลัวฉันหายไปเฉยๆ”
คินนิ่ง “ถ้าฉันพูดตรงๆ มันคงสายเกินไปแล้วใช่มั้ย” เฟิร์นถอนหายใจ “นายไม่เคยพูดตรงๆ เลยคิน ไม่ว่าสองปีนี้หรือวันนี้”
หลังวางสาย เฟิร์นร้องไห้เงียบ เหมือนปล่อยทุกอย่างที่แบกไว้ คินนั่งในห้องมืด มองหมายเลขโทรศัพท์ของเธอบนหน้าจอ นิ้วเกือบกดซ้ำแต่เลือกวางมือถือ
คืนก่อนวันรับปริญญา เพื่อนรวมกลุ่มซ้อมงาน ทุกคนเมาปล่อยใจ คินเงียบผิดปกติ บาสสังเกตจึงเดินเข้ามา “เป็นเรื่องเฟิร์นอีกแล้วสินะ” คินพยักหน้า เล่าด้วยน้ำเสียงแตกพร่า “ฉันกลัวเสียเธอไป กลัวพูดอะไรแล้วเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง กลัวไม่ได้เดินเส้นทางเดียวกัน” บาสตอบ “สุดท้ายแล้วนายก็ไม่ได้เลือกอะไรเลยอะ เพื่อนก็จะหายไป ความฝันก็ติดค้าง”
วันรับปริญญา เฟิร์นดูสดใสกับครอบครัว ถ่ายรูปกับเพื่อนต่างคณะ คินมองอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าไปหา หัวใจโหวงเหมือนคนสูญเสียสิ่งสำคัญแต่ไม่ยอมรับ
หลังจบงาน คินเดินเหม่อไปสวนหลังมหาวิทยาลัย บังเอิญเจอเฟิร์นกำลังเก็บกล้องถ่ายรูป โอกาสสุดท้ายที่เหลืออยู่
“จะไปจริงๆ แล้วเหรอ” คินถาม เฟิร์นยิ้มเศร้า “ใช่ ฉันมีที่ของฉันแล้ว” เงียบอยู่นาน “นายมีฝันของนาย แล้วก็…คงต้องกล้าเดินต่อเองนะ”
คินพยายามจะรั้งไว้แต่กลับพูดไม่ออก เสียงหัวใจเขาดังก้องแต่ไม่มีถ้อยคำใดหลุดจากริมฝีปาก เฟิร์นเดินห่างออกทีละก้าวๆ ทิ้งคินไว้กับความเงียบและการตัดสินใจที่สายเกินไป
เดือนถัดมา คินเริ่มงานวิศวกรด้วยความว่างเปล่า เขาไม่รีบ ไม่เร่งชนะใคร ใช้เวลาดูหนัง ลองเขียนอีเมลถึงเฟิร์นบ้างแต่ลบออกทุกครั้ง มือแตะหน้าจอมือถือรอชื่อเธอทักมาแต่ก็ไม่มี
จนเย็นวันหนึ่งใต้แสงพระอาทิตย์ตก คินตัดสินใจหยิบโทรศัพท์โทรหาเฟิร์นอีกครั้ง “ขอโอกาสให้ฉันพูดสักครั้งได้ไหม”
ปลายสายเงียบไปนานก่อนเสียงเฟิร์นแผ่วกลับมา “ลองพูดดูสิคิน”
ความในใจที่กักไว้ถูกปล่อยผ่านถ้อยคำลังเล ซื่อสัตย์ ตะกุกตะกักแต่จริงใจ “ฉันกลัวเธอไปไกล กลัวต้องเลือกข้าง กลัวแม้แต่จะรักใครสักคนจริงๆ…แต่สุดท้าย กลัวเสียเธอมากที่สุด”
หลังจากนั้น ไม่มีใครพูดอะไร เงียบไปนานเหมือนกาลเวลากลืนกินทุกอย่าง
แล้วเสียงหัวเราะเบาๆ จากปลายสายดังขึ้น “ดีใจที่นายกล้าพูดออกมาเสียที เอาไว้…เราค่อยลองเป็นเพื่อนกันแบบใหม่ดูมั้ย”
คินยิ้มทั้งน้ำตา ระยะห่างในหัวใจสองคนค่อยๆ ลดลง แม้ปลายทางอาจไม่ใช่รักหวานในฝัน แต่ความกล้าได้เริ่มเติบโตในวันที่สายเกินไปสำหรับทุกสิ่ง…ยกเว้นความหวังใหม่