ตำนานเกรินยาน : เพลงแห่งผืนป่าเรืองแสง
ในค่ำคืนหนึ่งที่ป่าเรืองแสงเปล่งประกายละลานตาราวกับใบไม้ทั้งผืนเป็นมณี มูนยืนอยู่ริมลำธารที่สะท้อนแสงสีฟ้าเขียวดั่งกระจก เขาเอื้อมมือแผ่วเบาจุ่มน้ำเย็น ยามนั้นเองแสงเรืองจาง ๆ บนผิวหนังของเขาก็เผยออกมา เป็นร่องรอยที่สลักอยู่กับชาวเซไร้าทุกคนตั้งแต่กำเนิด มันจะเปล่งแสงเพียงเมื่อหัวใจหวาดกลัวและใฝ่หาความจริง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงผิวน้ำไหลชวนให้นึกถึงเพลงโอ้โลมกล่อมเด็กของแม่ในคืนหนาว แต่ในใจมูน มีเพียงเสียงเล่าขานตำนานเรื่องเกรินยาน ผู้ขับขานเพลงเรืองแสงที่ค้ำจุนผืนป่าแห่งนี้ เซไร้าทุกคนต่างเชื่อว่าหากเพลงหัวใจของเกรินยานหยุด ผืนป่าและเผ่าของเขาก็จะจมลงสู่ความมืดนิรันดร์
ครูเฒ่าอีราซาที่ใกล้จะสิ้นวัย มองมูนด้วยดวงตาเหนื่อยล้าแต่เปี่ยมเมตตา “เจ้ากลัวความมืดเพราะยังไม่รู้ว่าแสงจริงแท้ในใจตนเองอยู่ตรงไหน มิใช่หรือ?” และในแววตาของอีราซามีบางสิ่งที่จางหายไปกับยุคสมัย มูนกลืนก้อนกล้า “ข้าจะออกตามหาเกรินยานเอง ไม่ว่าในป่านี้จะมีอะไรซ่อนอยู่ก็ตาม”
รุ่งอรุณมาถึงพร้อมเสียงนกขับขานประหลาด รูปร่างคล้ายมวลเครือไม้ที่มีปีกโปร่งแสงและหางแตกเป็นกลีบดอก มูนใส่เสื้อคลุมเดินลัดลึกเข้าสู่แดนหวงห้าม ที่นั่นหมอกใสสีฟ้าปกคลุมผิวป่า เมื่อก้าวเข้า เสียงพูดคุยของไม้โบราณ ฟุ้งอยู่ดั่งคำทำนาย “ผู้ที่ล่วงล้ำต้องพร้อมเผชิญเงาเฝ้าสุดท้าย”
เขาฟังเสียงฝีเท้าแผ่วจางในหมอก หัวใจเต้นรัว แสงที่สลักบนฝ่ามือเปล่งแรง มูนผ่านโขดหินที่โค้งงอดังซี่โครงสัตว์ยักษ์ จนมาถึงบึงแห่งแสงใต้ บึงนี้สงบราวหลับใหลแต่ภายในคลื่นน้ำมีเงาวูบไหวของสิ่งประหลาดเลื้อยวน เช่นเถาวัลย์เรืองแสงแต่เคลื่อนไหวราวสิ่งมีชีวิต
เสียงร้องเบาบางดังขึ้น ราวกับสายลมขับขานบทเพลง มูนหลับตาแน่นหยุดหายใจ เสียงนั้นลอยวนเข้ามาในส่วนลึกของหัวใจ ก่อนจะจางหายไป ปลายบึงปรากฏเงาขนาดมหึมา นั่นคือ “มิไร” สัตว์เฝ้าป่า เรือนร่างเหมือนเมล็ดพันธุ์ขนาดยักษ์ โปร่งใสจนเห็นไส้ในเรืองแสง มันมีตาดวงเดียวหมุนวนสะท้อนภาพอดีตและอนาคต
“ข้ากำลังตามหาเกรินยาน” มูนบอกด้วยเสียงสั่น มิไรค่อย ๆ โค้งตัว วาดเถาพันปลายเท้าหนึ่งรอบตัวเขา “ผู้ฝันกล้า เผชิญรากเดิมของตนเถิด”
ทันใดน้ำในบึงมืดดำ มูนเห็นภาพตนเองบนผิวน้ำ มีชายไร้ใบหน้าเฝ้ามอง เขาหวาดกลัวจนเผลอถอยหลัง เถาวัลย์ของมิไรเหนี่ยวเขาไว้ ป่าโดยรอบกระพริบแสงตามจังหวะใจของมูน ราวจะเตือนเขาว่า ทุกความกลัวล้วนต้องสบตา จึงแปรเปลี่ยน
แล้วเงาในน้ำกระซิบด้วยเสียงมืดมน “เจ้ากำลังหลงในเงาของตน ความกลัวเจ้าคือกุญแจสู่บทเพลง” มูนกลืนน้ำลาย ลูบผิวแสงบนฝ่ามือ สุดท้ายเขากล้าสบตาเงานั้น และเงาก็จางหาย เพลงเรืองแสงกลับมาดังก้องในหัวใจเขาอีกครั้ง บึงใต้เริ่มเปล่งแสงในรูปแบบใหม่
มิไรโค้งตัวหลบให้ เหมือนยอมรับในความตั้งใจ “ผู้กล้าไม่ใช่ผู้ไร้กลัว แต่คือผู้กล้าเผชิญ” เสียงลมหายใจของป่ายามนั้นเย็นหวาน มูนโค้งคำนับแล้วเดินตัดผ่านเข้าป่าลึก
แสงที่สลักตามแขนขาของมูนเปลี่ยนสีเป็นเหลืองทอง อากาศรอบตัวกลายเป็นไอระเหยปนละอองฝุ่นเรือง โรยตัวลงบนรากไม้สูงใหญ่ซึ่งแผ่กระจายเหมือนสะพานด้วยรู้ตัวว่าตนก้าวสู่ใจป่า
ในใจกลางป่า เขาได้พบกับช่อแสงบินโบยโปร่งแสงราวแมงกระพรุน พวกมันเรียกตัวเองว่า “ซูบ้า” สิ่งมีชีวิตเล็กที่ชื่นชอบความสงสัย พวกซูบ้าคอยร่ายเสียงกระซิบให้ชาวเซไร้าที่หลงป่าได้ยินเส้นทางกลับแต่เฉพาะผู้ซื่อตรงเท่านั้น
“เจ้าอยากรู้ไหมว่าความลับของป่าอยู่ไหน?” ซูบ้าตัวหนึ่งถามกับน้ำเสียงทะเล้น “ข้าต้องการพบเกรินยาน” มูนตอบจริงจัง
ซูบ้ายิ้มฟ้าลม “ผู้ค้นคว้ามักได้โอกาส ข้าจะพาเจ้า หากเจ้าตอบคำถามของข้าได้” มันถาม “สิ่งใดในโลกนี้ที่สามารถส่องแสง ทั้งที่เป็นเงามืด?”
มูนเงียบคิดอยู่ชั่วประเดี๋ยว สุดท้ายตอบ “ความกลัว… หากเรากล้าเผชิญ มันจะนำแสงสว่างมาให้” ซูบ้าเปล่งแสงสดใสร่าเริง แล้วลอยพามูนข้ามหยาดหมอกสู่ต้นไม้ยักษ์กลางป่า
ใต้ต้นไม้นั้น มูนพบรอยเท้าขนาดมหึมาทอดยาวไปยังอุโมงค์ราก เขาอดกลั้นใจไม่ให้มือสั่น ไม่ใช่เพราะกลัวสัตว์ประหลาด แต่เพราะในนั้นคือเขตเวทมนตร์ต้องห้ามเลื่องชื่อว่าสามารถพรากความฝันและความทรงจำ
แต่การเดินทางของเขาไม่อาจย้อนกลับได้ เขาก้าวด้วยหัวใจเต้นโครม โอบฝันในอกไว้แน่น เขาเดินตามรอยเท้าเข้าสู่อุโมงค์ราก ด้านในมืดสนิท แต่มีแสงน้อย ๆ เลือนจากผนังราก เมื่อมูนสัมผัสรากไม้เหล่านั้น ภาพความทรงจำของตนไหลวน คล้ายเห็นแม่กำลังเย็บเสื้อผ้าให้ แต่เสียงขับขานแห่งเกรินยานกลับเงียบลง
เสียงในความมืดข้างในอุโมงค์ดังขึ้น “เจ้ากลัวอะไรที่สุด?”
“ข้ากลัวการลืมความหวัง” มูนตอบ
อุโมงค์รากค่อยคลาย เสียงร้องแผ่วจางดังต่อเนื่อง เขาก้าวออกที่ปลายอุโมงค์สู่หุบเขาพลบค่ำใจกลางป่า ทุกค่ำคืนที่นี่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยประกายแสงเหลืองทองสงวนไว้เฉพาะผู้กล้า มูนยืนนิ่งตะลึง ขณะหมู่เกรินยานตัวกลมยาวเหมือนเส้นพริ้วโปร่งแสง วาดตัวเคลื่อนไหวดุจเปลวเทียนกลางอากาศ
แต่หนึ่งในนั้นยังคงนิ่งเงียบ สีขาวหม่นและแสงริบหรี่ เหมือนเจ็บปวด มูนเข้าใกล้ เห็นดวงตาของมันสะท้อนความเศร้า “เจ้าคือผู้ถูกเลือกใช่หรือไม่?” มูนเอ่ยเบา
เกรินยานเงียบงัน ไม่มีเสียงขับขาน ภายในดวงตาของมัน มูนเห็นภาพชาวเผ่าของตนหัวเราะ ร้องไห้ และล้มตาย มันสั่นไหว แสงบนผิวหม่นจนแทบดับ
เสียงของซูบ้าลอยมากระซิบ “มันรับคำสาปแห่งการแบกเสียสละ ไม่อาจร้องเพลงจนกว่าใครสักคนจะยอมสละความฝันเพื่อป่า”
ครู่หนึ่งที่โลกหยุดนิ่ง มูนลูบอกตัวเอง หวนคิดถึงทุกคืนเหน็บหนาว ทุกเช้าที่เติบโตมาในค่ำคืนแห่งความหวัง เสียงขับขานในหัวใจคือสิ่งสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ มูนหลับตา มือกำแน่น “ถ้าข้าให้ความฝันแก่เจ้า เจ้าจะร้องเพลงอีกครั้งได้หรือไม่?”
เกรินยานเอื้อมเรียวโปร่งแสงแตะอกมูน ไฟฝันที่ในใจเขากระจายออก เปล่งแสงเป็นร่างเงาที่สองริบหรี่ ข้างมูน เผ่าเซไร้าเรียกสิ่งนี้ว่า “อาชา” เสี้ยวหัวใจดั้งเดิมที่แต่ละคนมีเพียงครั้งเดียว หากให้ไปจะไม่มีวันได้คืน
เสียงก้องขึ้น ทั้งผืนป่าเริ่มสว่าง กลุ่มเกรินยานทุกตัวขับร้องประสาน เสียงของมันพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ คลื่นแสงหลากสีไหลจากกลางอกของมูน ชาวเผ่ารอบขอบป่าเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็นม่วงทอง เสียงเพลงนี้ดังข้ามหุบเหวและภูผา ไปจนถึงเขตไฟอนาคตที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย
เมื่อทุกอย่างสงบ มูนร่วงนั่งลง หัวใจว่างเปล่าแต่เปี่ยมสุข เกรินยานร้องเพลงด้วยเสียงใหม่ อาชาของมูนผสานในเสียงนั้น เขารู้สึกได้ถึงสายใยกับป่าและเผ่าของตน ทุกคนที่ฟังเสียงของเกรินยานล้วนพบความกล้าหาญในใจตน
ในที่สุด ปีต่อมากล่าวขานกันว่า ทุกคืนผืนป่าเรืองแสงจะเปลี่ยนสีตามหัวใจผู้ฟังเพลงเกรินยาน ไม่มีคืนใดเหมือนเดิม มูนเองกลายเป็นเด็กชายที่ไร้ฝันในคืนอันว่างเปล่า แต่กลับได้กลายเป็นตำนานบทใหม่ของเซไร้า ผู้กล้าน้อยผู้ให้แสงสว่างแก่ทั้งผืนป่าอย่างแท้จริง
และทุกครั้งที่มีใครหวาดกลัว พวกเขาจะนั่งเงียบ ๆ ริมลำธาร ปล่อยให้น้ำเย็นสะท้อนแสงในใจ เพื่อฟังบทเพลงที่มาจากผู้สละฝันเป็นแสงสว่างนิรันดร์