ดวงตาแห่งป่าดิบ
ลมยามค่ำคืนนั้นเย็นชืดเกินกว่าปกติ ลู่ใบไม้ที่หนาแน่นและหมอกขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดหญ้าข้างบ้านไม้เก่ากลางป่าดิบ เสียงร้องของนกเค้าแมวแว่วเป็นจังหวะ เด็กชายวัยสิบเจ็ดชื่อ ‘คีย์’ ยืนกอดอกอยู่ข้างหน้าต่าง นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนเงามืดของป่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่กลับมารึยัง—คีย์?” เสียงของ ‘นินา’ น้องสาววัยสิบเอ็ดปีดังขึ้นเบา ๆ จากในบ้าน คีย์หันหลังเอื้อมมือปิดม่าน แต่เงามืดจากข้างนอกยังลอดเข้ามาในใจเขา เขาส่งเสียงรับในลำคอ ก่อนจะหยิบไฟฉายมาเช็กตามมุมบ้าน
พ่อของคีย์เดินเข้ามาพร้อมกล่องเครื่องมือเก่า ๆ สีหน้าของเขาดูเหนื่อยอ่อน รอยตีนกาที่หัวตบเข้มลึกมากขึ้นในทุกปีที่ขาดแม่ “คืนนี้ป้าไก่มาช่วยทำกับข้าวใช่ไหม?” เขาถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ลูก ๆ นินาพยักหน้าหงึก ๆ แล้วเหลือบมองคีย์แวบหนึ่ง “ถ้าวันหนึ่งแม่กลับมา…” เธอพูดแล้วก็เงียบ
คีย์นิ่งนาน ริมฝีปากเม้มแน่น พ่อเดินมากุมมือเขาไว้ช้า ๆ มันเย็น นุ่มหยาบ “แต่เราต้องอยู่ต่อ เหมือนต้นป่าต้นใหญ่” พ่อกระซิบ
ดึกนั้นฝนโปรยละเอียดแต่หนัก เสียงน้ำหยดกระทบหลังคาตังก้อง นินาเอาหัวซุกแขนคีย์ที่นั่งอ่านหนังสือติดไฟฉาย ทั้งคู่เงี่ยหูฟังเสียงในป่า พวกเขาไม่ได้พูดถึงแม่อีก แต่ละคนกักเก็บความกลัวไว้ใต้เปลือกตา กระทั่งคีย์ได้ยินเสียงแปลกจากข้างนอกเหมือนใครเดินอยู่ริมป่า
เช้าขึ้นมาบ้านตกอยู่ในความวุ่นวาย—นินาหายตัวไป เหลือแค่รอยเท้าเล็ก ๆ ตัดเข้าไปในป่าลึก คีย์ร้องไห้ไม่ออก อยากตะโกนกลับทำเสียงไม่ได้ เหมือนป่ากลืนเขาเสียเอง พ่อยืนงงเกือบยาวนานถึงชั่วโมง ก่อนจะคว้าขวานกับไฟฉายเก่า ๆ “เราต้องเข้าไปตามหา” พ่อพูดด้วยเสียงสั่น
คีย์เดินนำหน้า ใจเต้นแรง กับทุกก้าวเถาวัลย์และกลิ่นดินเปียกยิ่งลึกขึ้น ฝนเพิ่งหยุดแต่ความเปียกยังเกาะกาย พ่อเดินตามใกล้ ๆ มือทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อย “ทำไมต้องลึกขนาดนี้” พ่อบ่น แต่คีย์ไม่ตอบ เขาเพียงมองรอยเท้าน้องแล้วเดินต่อไปอย่างดื้อรั้น
กลุ่มหมอกเริ่มหนาขึ้น คล้ายมีอะไรจ้องมองจากเงาใบไม้ คีย์หยุดหายใจชั่วครู่ “พ่อ เห็นไหม?” เขาชะโงกหน้าไปยังร่องรอยเล็ก ๆ ที่แหวกในพุ่มไม้ รู้สึกถึงดวงตาหลายคู่ในความมืด—หรืออาจเป็นแค่ความเคยชินในป่า แต่เสียงกระซิบในใจกระตุกคีย์ให้เดินต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แสงอาทิตย์เริ่มจางลง พ่อหอบเหนื่อยจนมือปล่อยขวานลง “เราควรกลับตั้งหลักใหม่…” เสียงพ่อแผ่วและเปราะ คีย์สบตากับพ่อและกลั้นน้ำตาไว้ เขาพยักหน้าแต่แววตายังไม่ยอมแพ้ “พ่อ…ถ้าแม่ยังอยู่ แม่จะทำยังไง?” คีย์ถามเบา ๆ เหมือนหวังคำแนะนำ พ่อมองดูลูกชายด้วยสายตาเหนื่อยเกินบรรยาย “แม่เธอจะบอกว่า อย่ากลัวป่า แต่จงฟังมัน”
ค่ำนั้น หลังพยายามส่งสัญญาณไฟแฟลชจนหมดแรง คีย์นั่งนิ่งกลางความมืดในรังใบไม้ สายลมพัดทำให้กลิ่นเปรี้ยวเชื้อราโชยมา เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ไม่ใช่ธรรมชาติ—เหมือนสายตานับไม่ถ้วนมองเขาอยู่
“มึงมากันหมดทุกตัวแล้วใช่ไหม?” เขาพูดขึ้น คล้ายคนบ้า เสียงของเขาสะท้อนกลับเอง ไม่มีใครตอบ
แต่แล้วเสียงแผ่ว ๆ เบา ๆ ก็ลอยมาในลม “พี่…ช่วยด้วย” มันแผ่วหวานและขาดห้วง คีย์ผงะ เงยมองต้นไม้สูงตรงหน้า ดวงตาเล็ก ๆ สีเหลืองสองดวงส่องประกายออกมาจากช่องใบไม้ เขาดึงไฟฉาย ฉายขึ้นไป—แสงกระทบกับหน้านินาที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นบนกิ่งไม้สูงเกือบสิบเมตร
“นินา!” เขาตะโกน พ่อยกหน้าขึ้นสบตาลูกชายและรีบปีนตาม ตลอดเวลานั้น แสงจากไฟฉายสะท้อนกับเงาต่าง ๆ เหมือนดวงตาเล็ก ๆ นับร้อยจ้องมองเป็นวงรอบ
“มีบางอย่างอยู่ข้างล่าง…” นินากระซิบ ความกลัวเต็มดวงตา “มันตามหนูมาตลอดตอนหนูเดินหลง มันไม่ใช่สัตว์—ตาเยอะกว่าปกติ” น้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ยังเข้มแข็ง คีย์มองไปรอบ ๆ เริ่มใจคอไม่ดี เงาดำหนาทึบเคลื่อนไปช้า ๆ ใกล้โคนต้นไม้
พ่อคว้าตัวนินาได้สำเร็จ ทุกคนรีบปีนลงพร้อมกัน แต่ทันใดนั้นเสียงแปลกประหลาดคล้ายลมหายใจแหลม ๆ ดังขัดขวางพวกเขาไว้ ราวกับความมืดในป่าเป็นสิ่งมีชีวิต
คีย์ยื่นมือให้พ่อและน้องสาว แล้วตัดสินใจวิ่งฝ่าดงใบไม้หนี เสียงฝีเท้าของบางสิ่งไล่ตามมาไม่ห่าง ทุกย่างก้าวแผ่นดินเหมือนจะดูดกลืน ขาทั้งสามคนเต็มไปด้วยขีดข่วน แต่ไม่มีใครหยุด ทุกคนหอบหายใจรุนแรง—คล้ายกับว่าถ้าหยุดอีกเสี้ยววินาที ทุกอย่างจะจบสิ้น
ตลอดทางคีย์นึกถึงคำของแม่ “อย่ากลัวป่า แต่จงฟังมัน” เขาชะลอฝีเท้าแล้วหยุดดู—เมื่อเขาทำทุกอย่างเงียบสงัด เงาดำนั้นก็หยุด ธรรมชาติกลับมาสงบอีกครั้ง ไม่เหลือเสียงผีป่าหรือเสียงก้าวย่างแปลก ๆ เหลือเพียงไล่กลิ่นดินเปียกและเสียงหอบของทุกคน
“ต่อไปเราจะฟังป่าทุกครั้ง” คีย์กระซิบกับนินา พ่อยิ้มจาง ๆ นัยน์ตาบวมช้ำจากความกลัวและความเหน็ดเหนื่อย
แสงอาทิตย์ค่อย ๆ แตะขอบฟ้า ครอบครัวนี้เดินหลงกลับจนถึงบ้านทุกคนต่างไม่เอ่ยถึงสิ่งที่เจอ ทุกคนหลบหลีกคำถามกันด้วยสายตาและลมหายใจ ไม่มีใครพูดถึงดวงตาเหล่านั้นอีก เพราะรู้ดีว่าในป่าแห่งนี้ ยังมีความลับบางอย่างรอให้ค้นหา แต่ครั้งนี้…คือความกล้าที่จะรับฟัง ไม่ใช่เพียงความกลัว
บนขอบหน้าต่างตรงบ้านไม้ของพวกเขา ดวงตาสีเหลืองคู่หนึ่งยังสะท้อนแสงจาง ๆ แล้วค่อย ๆ ดับหายไปพร้อมเสียงลมที่ค่อย ๆ เงียบลง