เสียงสะท้อนแห่งหอเงา
ฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาสังกะสีของหอพักหญิง ‘เงา’ ดังเป็นจังหวะ น้ำยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าที่ลอกล่อนจนเห็นลายเสี้ยน มือที่กำกระเป๋าเดินทางสั่นเล็กน้อย เธอสูดหายใจเข้า ก่อนจะเคาะเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงโซ่ประตูขยับ ตามด้วยเสียงฝีเท้าช้า ๆ ประตูเปิดแง้มออก เผยให้เห็นหญิงสาวผมสั้น ใบหน้าคม เธอจ้องน้ำนิ่ง ๆ
“น้ำใช่ไหม? เราชื่อฝ้าย ห้องนี้ไม่มีใครอยู่มานานแล้ว”
น้ำพยักหน้า มุมปากยิ้มเจื่อน ๆ “ขอโทษนะที่มากวน ฝนมันตกหนัก”
ฝ้ายขยับถอยหลบให้ น้ำก้าวเข้าไปในห้อง กลิ่นอับชื้นแตะจมูกทันที เครื่องเรือนในห้องเรียบง่าย ตู้เสื้อผ้าไม้ เตียงสองเตียง กับโต๊ะวางของ ฝ้ายหันมาสบตา มือยกขึ้นแตะแก้มตัวเอง
“ถ้าได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ ไม่ต้องตกใจนะ ห้องนี้… มันเก่า”
น้ำพยักหน้า ไม่กล้าถามต่อ ทั้งสองช่วยกันเก็บข้าวของ เสียงฝนยังคงตกหนัก ห้อง 206 เหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เวลาล่วงเลยไปถึงค่ำ ทั้งคู่แยกกันเตรียมตัวนอน ฝ้ายปิดไฟ เหลือเพียงแสงไฟเย็นจางจากทางเดินลอดใตประตู น้ำล้มตัวลงบนเตียงใหม่ ความเงียบเข้าครอบงำ
เวลาผ่านไปช้า ๆ จู่ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น สามครั้ง ช้า ๆ
ฝ้ายลุกนั่งทันที เธอมองไปที่ประตู แววตาเคร่งเครียด น้ำกระซิบ “ใครมาเคาะตอนนี้?”
ฝ้ายไม่ตอบ สายตาเธอเต็มไปด้วยความลังเล เงียบอยู่นาน น้ำเอ่ยเสียงเบา “จะ…จะให้เราเปิดไหม?”
ฝ้ายส่ายหน้า “อย่าเปิด” เธอพูดเบา ๆ “ที่นี่…ไม่ควรเปิดประตูตอนกลางคืน”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป น้ำกลืนน้ำลาย ลมหายใจติดขัด เธอหันมองฝ้ายแต่ไม่กล้าถามต่อ
รุ่งเช้า น้ำตื่นขึ้นมาในห้องที่แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านเก่า ๆ เธอพบรอยน้ำเปียกเป็นทางเข้ามาถึงกลางห้อง ฝ้ายยืนพิงหน้าต่าง มองออกไปด้านนอก
“เมื่อคืน…” น้ำพูดขึ้น ก่อนจะหยุด เพราะฝ้ายทำท่าไม่อยากพูดถึง น้ำจึงหันไปแต่งตัว
ในช่วงสาย ทั้งสองไปทำความรู้จักกับเพื่อนข้างห้อง ‘ปิ่น’ หญิงสาวรูปร่างผอม ผิวซีด เธอยิ้มให้แบบจาง ๆ
“เพิ่งมาอยู่ใหม่หรอ? ชั้นนี้เงียบ ๆ หน่อย อย่าเดินเสียงดังตอนกลางคืน” ปิ่นว่า ก่อนจะเลียริมฝีปากอย่างประหม่า น้ำยิ้มรับแต่แอบรู้สึกแปลกใจ
วันถัดมา น้ำพบว่าฝ้ายเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เธอมักนั่งนิ่ง ๆ ฟังเสียงบางอย่างจากในผนัง บางคืน น้ำเห็นฝ้ายลุกจากเตียง ไปนั่งที่ปลายเตียงจ้องประตูนิ่ง ๆ เป็นชั่วโมง
คืนหนึ่ง น้ำสะดุ้งตื่นเพราะเสียงกระซิบเบา ๆ จากใต้เตียง เสียงเหมือนเด็กผู้หญิงร้องไห้ น้ำลังเลจะปลุกฝ้าย แต่เห็นฝ้ายลุกนั่งจ้องประตูแล้วจึงเงียบ เธอนอนกอดผ้าห่มแน่น หัวใจเต้นแรง
เสียงแปลกประหลาดเพิ่มขึ้นทุกคืน บางครั้งเหมือนเสียงเล็บขูดผนัง บางทีเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ตอนเช้ามักพบรอยน้ำเปียกบนพื้นเป็นทางยาว
วันหนึ่ง น้ำตัดสินใจถามปิ่น “ห้องนี้…เคยมีอะไรเกิดขึ้นหรอ?” ปิ่นลังเล มองไปรอบ ๆ ก่อนพูดเสียงเบา
“เมื่อก่อน…ห้อง 206 มีผู้หญิงอยู่ เธอ…หายไปตอนฝนตก ไม่มีใครเจอร่าง แต่คืนไหนฝนตก มักมีเสียงคนเคาะห้องนี้”
น้ำขนลุก เธอหันไปเห็นฝ้ายแอบฟังอยู่มุมระเบียง
คืนนั้น ฝนตกอีกครั้ง เสียงเคาะประตูดังขึ้น น้ำกับฝ้ายต่างนิ่งเงียบ เสียงฝีเท้าแช่เปียกเดินวนรอบห้อง น้ำแอบชะโงกดูใต้ประตู เห็นเงาคนยืนอยู่
ฝ้ายกระซิบ “อย่ามอง อย่าเปิด อย่าตอบรับ” เธอสั่นเทา น้ำได้แต่กอดเข่า กลัวจนแทบขยับไม่ได้
วันรุ่งขึ้น น้ำกล้าพอจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหอพักนี้ เธอไปที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย พบว่ามีข่าวผู้หญิงหายตัวไปจากห้อง 206 เมื่อสิบปีก่อน คดีไม่เคยคลี่คลาย น้ำถ่ายภาพข่าวนั้นไว้อย่างลนลาน
เธอเอาเรื่องนี้ไปถามฝ้าย ฝ้ายเมินหน้าหนี “อย่าหาเรื่องใส่ตัว อยู่เฉย ๆ ทุกอย่างจะจบเอง”
แต่คืนนั้นเอง เสียงเคาะเริ่มดังถี่ขึ้น และตามมาด้วยเสียงกระซิบ “เปิด…ให้…ฉัน…เข้า…” น้ำปิดหูแน่น ฝ้ายเริ่มร้องไห้
หลังวันนั้น ฝ้ายเริ่มเก็บตัว ไม่ออกจากห้อง ปิ่นเองก็หลบหน้า น้ำรู้สึกโดดเดี่ยวและเครียดจัด เธอเริ่มได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวในห้องนอน และพบรอยน้ำแฉะบนผนังเหมือนรอยมือเล็ก ๆ
คืนต่อมา น้ำฝันร้ายถึงผู้หญิงผมยาวเปียกปอนยืนอยู่ปลายเตียง น้ำสะดุ้งตื่น เจอเงาฝ้ายยืนหันหลังให้อยู่ข้างหน้าต่าง
“น้ำ…ถ้าเสียงเคาะมาอีก ห้ามเปิดเด็ดขาดนะ” ฝ้ายพูดเสียงแผ่ว “อย่า…เหมือนเรา”
น้ำไม่เข้าใจ “เหมือนอะไร?” ฝ้ายไม่ตอบ
เวลาผ่านไป ความกดดันในห้องมากขึ้น ฝ้ายเริ่มพูดกับตัวเอง น้ำต้องออกจากห้องไปหาอากาศหายใจ เธอเดินไปทางบันได พบปิ่นยืนอยู่ เธอรีบจูงน้ำไปที่สวนหลังหอพัก
ปิ่นมองหอพักด้วยสายตาว่างเปล่า “ห้องนี้…ไม่มีใครอยู่รอดพ้นคำสาปได้ ถ้าได้ยินเสียง ต้องไม่ตอบ ห้ามเปิด ห้ามรับรู้”
น้ำสับสน “แต่ถ้าไม่รับรู้แล้วจะจบไหม?” ปิ่นหัวเราะแผ่ว ๆ
“มันไม่จบ มันแค่รอจังหวะ”
คืนนั้น ฝนตกหนักกว่าทุกคืน น้ำตื่นกลางดึกด้วยเสียงเคาะประตูสามครั้ง ฝ้ายลุกขึ้นนั่ง น้ำกัดฟันแน่น ไม่ขยับ
เสียงฝีเท้าเดินวนรอบห้อง แล้วหยุดตรงข้างเตียงน้ำ น้ำได้ยินเสียงหายใจเบา ๆ ใกล้ใบหู
เธอหลับตาแน่น มือจับแขนฝ้าย ฝ้ายสั่นแต่ไม่ตอบสนอง
เมื่อเสียงเงียบ น้ำลืมตา พบว่าฝ้ายหายไปจากห้อง เหลือไว้แต่รอยน้ำเปียกยาวไปจนถึงประตู
น้ำตื่นเช้ามาด้วยความเครียดหนัก เธอพยายามถามปิ่นเรื่องฝ้าย แต่ปิ่นกลับหลบหน้า ไม่ยอมพูดอะไรอีก
เวลาผ่านไป น้ำเริ่มได้ยินเสียงคนคุยกันในห้องตอนกลางคืน เสียงเหมือนฝ้ายคุยกับใครอีกคนหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
วันหนึ่ง น้ำพบกระดาษเก่าซุกอยู่ใต้ตู้เสื้อผ้า เป็นจดหมายสั้น ๆ ลายมือหวัดว่า “ฉันขอโทษ ฉันไม่ควรเปิด…”
น้ำสั่นเทา เธอเริ่มสงสัยว่าฝ้ายเองอาจเป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่เคยรอดจากห้องนี้
ในคืนที่ฝนตก น้ำได้ยินเสียงเคาะและเสียงร้องไห้ เธอกลั้นใจเดินไปที่ประตู เงาคนยังคงยืนอยู่ น้ำหลับตาพึมพำ “ฉันจะไม่เปิด”
เสียงเงียบไป แต่ความรู้สึกเย็นยะเยือกยังคงอยู่ เมื่อเธอกลับมาที่เตียง พบรูปถ่ายเก่าหล่นอยู่ใต้หมอน เป็นรูปหญิงสาวสามคนในห้อง 206 คนหนึ่งคือฝ้าย อีกสองคนเธอไม่รู้จัก
น้ำเริ่มค้นข้อมูล พบว่าหญิงสาวทั้งสองในรูปเคยหายตัวไปพร้อมกันเมื่อสิบปีก่อน และคดีไม่เคยถูกไข
คืนสุดท้าย น้ำเตรียมเก็บของย้ายออก เธอได้ยินเสียงเคาะอีกครั้ง แต่คราวนี้ต่างไป เสียงนั้นตามด้วยเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ เธอเห็นเงาสามเงาทาบอยู่ตรงหน้าประตู
น้ำตัดสินใจเปิดประตู เสียงลมฝนพัดกรูเข้ามา สามเงานั้นยืนอยู่ในความมืด น้ำถอยหลัง ทุกอย่างเงียบงัน
“ถ้าไม่ออกไป เธอจะเป็นเหมือนพวกเรา” เสียงกระซิบพร้อมกันสามเสียงดังขึ้น
น้ำตัดสินใจวิ่งออกจากห้อง ลงบันไดฝ่าฝนออกมา เธอหันกลับไปมอง เห็นฝ้ายยืนอยู่หน้าประตูห้อง 206 พร้อมกับหญิงสาวอีกสองคน ใบหน้าเลือนรางในสายฝน
เสียงเคาะประตูดังไล่หลังน้ำมาอย่างต่อเนื่อง เธอวิ่งจนล้มลงกับพื้นเปียกนอกหอพัก ลมหายใจหอบ เงาหอพักยังคงทาบทับอยู่เบื้องหลัง
ในเช้าวันใหม่ น้ำเดินออกจากมหาวิทยาลัยด้วยสภาพอ่อนล้า เธอเหลียวหลังอีกครั้ง เห็นหน้าต่างห้อง 206 ปิดสนิท แต่รู้ดีว่าคืนฝนตก เสียงเคาะนั้นจะยังคงดำเนินต่อไป