ฤดูที่ไม่กล้าบอก
เสียงฝนโปรยยามบ่ายแรกหลังเปิดเทอมที่สนามหญ้ากว้างของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เฟิร์นยืนเหม่อมองหยดน้ำตรงกระจกข้างอาคารเรียน เธอหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อน เธอกำเสื้อกันฝนสีฟ้าอ่อนในมือแน่น ดวงตาซึ่งแฝงความเหงา แค่ได้ยินชื่อ ‘พัตเตอร์’ จากเสียงเรียกของใครบางคน หัวใจเธอก็กระตุกเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฟิร์น จะกลับพร้อมพวกเราหรือจะไปกับพัต?” ออม เพื่อนสาวถามยิ้ม ๆ
“ไม่…เราไปด้วยกันนี่แหละ” เธอหลบสายตา
แต่พัตเตอร์ นักศึกษานิเทศศาสตร์ ร่างสูงใส่เสื้อแจ็คเก็ตฮู้ดสีกรมท่า กลับเดินผ่านเข้ามา ท่าทีเหมือนไม่ได้ยินอะไร เขาเก็บหูฟังและก้มหน้ากดโทรศัพท์
“ฝนแรง จะกลับเลยไหม” เขาเงยหน้าถามนิ่ง ๆ
“อื้ม” เฟิร์นตอบแผ่ว ดึงฮู้ดเสื้อฝนขึ้นหัว ก้าวออกนำอย่างเงียบ ๆ
เสียงรองเท้าย่ำในแอ่งน้ำข้างถนน ผสมคำพูดจาง ๆ ที่ถูกลมฝนซัดหาย
“เมื่อกี้ออมว่าอะไร…?” พัตเตอร์เอียงหน้าไถ่ถามขณะเดินขนาบ
“ไม่มีอะไร” เฟิร์นหัวเราะแห้ง ก่อนจะสบตาเขา แล้วรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
ทั้งคู่เดินแช่อยู่ในความเงียบ ฝนตกกระทบใบบัวด้านข้าง ก่อเสียงแว่วเบา ๆ
“ขอบคุณที่รอ…” เสียงเฟิร์นเบาเหมือนจะลอยไปกับฝน
“เราเองก็ไม่ได้รีบกลับเท่าไหร่” พัตเตอร์กดเสียงต่ำ ราวกับมีบางอย่างข้างในใจที่ยังไม่พูด
ถึงหน้าป้ายรถเมล์ พัตเตอร์ยืนรอให้เฟิร์นขึ้นก่อน เฟิร์นถอนหายใจ มองมือของตัวเอง กระชับกระเป๋าสะพายและหันไปมองเขาที่ตอนนี้กำลังแอบมองเธออยู่อย่างเงียบ ๆ
“พัต มีอะไรจะพูดมั้ย?”
“เรา… เปล่า” เขาหลบตา ฝนตกหนักขึ้นจนเสียงชั่วโมงในแต่ละนาทีคล้ายหัวใจที่เต้นถี่ขึ้นของทั้งคู่
บนรถเมล์ เฟิร์นนั่งริมหน้าต่าง พัตเตอร์นั่งข้าง ๆ เธอ มือของเขาวางใกล้กันมาก แต่อีกนิดเดียวก็ยังไม่ได้จับ
“วันเสาร์นี้…เราต้องไปงานวันเกิดออมใช่มั้ย?” เฟิร์นถามเบา ๆ
“อื้ม ไปด้วยกันไหม?”
“แน่ใจเหรอ” น้ำเสียงเธอสั่นไหว
“ถ้าไม่ลำบากใจก็มา…เราว่ามันน่าจะโอเค” เขาหันมาสบตานิ่ง
“เรา…” เฟิร์นไม่ได้พูดต่อ รถเมล์เบรกกะทันหัน ทำให้มือของทั้งสองแตะกันโดยบังเอิญ ต่างฝ่ายต่างชักมือกลับเร็วเหมือนประกายไฟดีดใส่
“ขอโทษนะ” พัตเตอร์พูดพลางฝืนยิ้ม
“ไม่เป็นไร…” เฟิร์นหลบสายตา ตลอดเส้นทางทั้งสองคนต่างเก็บความรู้สึกไว้ในใจ
เย็นวันนั้น ฝนหยุดตก เฟิร์นเดินเข้าหอพัก มองละอองน้ำสุดท้ายเกาะใบไม้ หัวใจเธอสับสนระหว่างความอยากเข้าใกล้ กับความกลัวจะเสียสถานะที่มีอยู่ เธอหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแชทค้างชื่อพัตเตอร์ไว้แล้วแต่พิมพ์อะไรไม่ออก สุดท้ายดับหน้าจอลง เธอทิ้งตัวลงเตียง หวังให้คืนนี้ฝันถึงอะไรสักอย่างที่ช่วยให้กล้าเปิดใจ
วันรุ่งขึ้นที่คณะ เฟิร์นนั่งทบทวนงานเขียนในห้องสมุด แต่อ่านอะไรไม่เข้าหัว เธอเงยหน้ามองไปอีกโต๊ะ เห็นพัตเตอร์นั่งอ่านหนังสือคนเดียว เค้าหน้าเขาเหมือนซ่อนอะไรไว้ลึก ๆ ฟ้าเบื้องนอกหน้าต่างโปรยละอองฝนบาง ๆ อีกครั้ง
“เฟิร์น ทำไมมาทำงานคนเดียวเหรอ ออมไม่ว่างเหรอ?”
“ออมติดชมรม เราเลยแวะมาอ่านเองน่ะ” เธอตอบ รีบก้มหน้ากับหนังสือ เขาสอดสายตามองแผ่นหลังเธออยู่นิ่ง ๆ
“ช่วงนี้เครียดเหรอ?”
“เปล่า… แค่ไม่รู้จะเริ่มงานเขียนตรงไหนดี” เฟิร์นเอียงหน้ามองหน้าต่าง
“อย่าเครียดเลย เธอเขียนดีอยู่แล้ว”
“ขอบใจนะ”
“เรายัง… เอ่อ… ถ้าอยากให้ช่วยงานอะไรบอกได้นะ” พัตเตอร์กัดริมฝีปากตัวเอง เฟิร์นอมยิ้มจาง ๆ
กลุ่มเพื่อนเดินเข้ามา ทำลายบรรยากาศแปลก ๆ ไป พัตเตอร์ลุกขึ้นโบกมือเหมือนจะไปเข้าห้องน้ำ ก่อนหายออกไปเป็นชั่วโมง ไม่มีใครพูดถึงอีก วงสนทนาเปลี่ยนไปสู่เรื่องไร้สาระปกติ
ในเย็นวันงานเลี้ยงวันเกิดออม เฟิร์นใส่ชุดเดรสสีเทาอ่อน เดินเข้าไปใจสั่นในร้านคาเฟ่ที่จองไว้ กลิ่นกาแฟและเสียงเพลงเบา ๆ กรอกหู เธอมองหาพัตเตอร์ท่ามกลางคนมากมาย เขาตัดผมใหม่ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว ท่าทีของเขาดูนิ่ง ๆ แต่อาจเป็นเพราะยังจมอยู่กับความคิดตัวเอง
“เฟิร์นมาทางนี้!” ออมโบกมือเรียก เธอเดินไปนั่งตรงข้ามพัตเตอร์
“สวยดีนะวันนี้” พัตเตอร์ทักขึ้นขณะรินน้ำให้เธอ เฟิร์นหน้าแดงรีบหลบสายตา
“ขอบคุณ…นายเองก็ดูดี” เฟิร์นบอกเสียงแผ่ว
ก่อนเพลงจะเปลี่ยนเป็นจังหวะเต้นรำ ออมลากทุกคนไปรวมกลางร้าน เหลือแค่เฟิร์นกับพัตเตอร์เรียนรำช้า ๆ ด้วยกันโดยไม่ตั้งใจ มือของเขาสัมผัสเอวเธอเบา ๆ หัวใจเธอเต้นรัวเหมือนจะทะลุออกมา
“เมื่อก่อนเราไม่ชอบเต้นเลย” เขาบ่นเบา ๆ ใกล้หูเธอ
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“ก็…ไม่แย่เท่าที่คิด” พัตเตอร์อมยิ้ม เฟิร์นเงยหน้าสบตา พยายามอ่านใจเขา
“พัต…นายเคยมีคนรักเก่าใช่ไหม?”
ชายหนุ่มชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะผละห่าง
“เอ่อ…ขอเข้าห้องน้ำแปบ”
เฟิร์นยืนเซ่อ ๆ อยู่กลางร้าน เพลงยังคงบรรเลง เธอเหลือบมองเข้าไปในห้องน้ำ เห็นเขายืนฟุบกับอ่างล้างหน้า เงาสะท้อนในกระจกเผยใบหน้าหม่นของใครสักคนที่ยังไม่พร้อมเปิดหัวใจให้ใครใหม่
งานจบลงด้วยความอึดอัดแปลก ๆ กลางทางกลับบ้าน เฟิร์นคิดทบทวนทุกอย่างในหัวใจ
“นายน่าจะยังลืมเขาไม่ได้” เธอกระซิบกับตัวเอง
“แต่เราก็ยังรออยู่ตรงนี้”
หลายวันถัดมา พัตเตอร์แทบไม่ออกมาพูดกับใคร ดูเหมือนไปจมอยู่กับความคิด ตอบเพื่อนไม่กี่คำ เฟิร์นเองพยายามตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่อยู่ดี ๆ เธอก็ได้รับข้อความจากเขาตอนค่ำ ๆ หลังฝนตกอีกคืน
“เฟิร์น ว่างไหม อยากเดินเล่นในมหา’ลัย” ข้อความสั้น ๆ พาให้หัวใจสั่นไหว
เธอคว้าเสื้อกันฝนรีบออกไปกลางค่ำ เดินฝ่าสายหมอกบาง ๆ จนเจอเขานั่งอยู่ใต้ต้นชงโคสีขาวริมสระน้ำ
“ขอโทษที่เราห่างไปพักนึง…”
เฟิร์นนั่งลงข้าง ๆ ไม่พูดอะไร ปล่อยให้เสียงน้ำกระทบกัน
“จริง ๆ เราแค่…กลัวว่าจะเริ่มต้นใหม่แล้วจะเจ็บอีก…” พัตเตอร์พูดแผ่ว
“บางทีการกลัวมันก็ยิ่งทำให้เราขาดโอกาส” เธอกล่าวเสียงอ่อน
“แล้วเธอไม่กลัวเหรอ?”
“กลัว…แต่ความกลัวเราไม่เหมือนกัน เรากลัวเสียโอกาส…กลัวอยู่ห่างนายไปเรื่อย ๆ”
พัตเตอร์นิ่งไปนาน ก่อนจะเอ่ยว่า “เราขอบคุณที่ยังอยู่ตรงนี้”
ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น แสงไฟสนามสะท้อนผ่านละอองน้ำในอากาศ เฟิร์นรู้ดีว่าเขายังไม่พร้อม และเธอก็ยังไม่พร้อมจะผลักอะไรไปข้างหน้ากว่านี้
ฤดูสอบจวนมาถึง เฟิร์นเริ่มห่างจากกลุ่มเพื่อนมากขึ้น เพราะงานโปรเจกต์ พัตเตอร์เองก็มุ่งมั่นกับกิจกรรมภาคสนามในวิชาเอก ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุย หรือเจอกันนานหลายสัปดาห์
วันหนึ่งหลังส่งงานเสร็จ เฟิร์นหยิบมือถือเปิดอ่านโน้ตในวันเก่า ๆ เจอะข้อความ ‘กล้าบอกก็จะได้รู้กัน’ ที่เคยร่างไว้แต่ไม่เคยส่งไปให้เขา เธอนึกถึงรอยยิ้มเศร้าของพัตเตอร์
ออม โทรมาหา
“เฟิร์น ทำไมพักนี้เงียบไป? เรื่องพัตเตอร์น่ะ…เธอจะไหวไหม?”
“เราโอเค แค่ยังหาคำตอบใจตัวเองไม่ได้…ว่าควรเดินหน้าต่อหรือหยุดรอ”
“เลือกเองเถอะ เธอเป็นคนเดียวที่จะรู้ว่าทนเจ็บกับความหวังลึก ๆ หรือควรก้าวไปข้างหน้า”
ปลายสายเงียบไป เฟิร์นนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน ก่อนลุกขึ้นเขียนงานใหม่ ‘ฤดูที่ไม่กล้าบอก’ แรงบันดาลใจจากตัวเองและใครบางคน
เวลาผ่านไปจนหมดฤดูฝน ทุกอย่างในมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงเหมือนต้นไม้ผลัดใบ เฟิร์นกับพัตเตอร์กลับมานั่งคุยกันอีกครั้งในคาเฟ่หน้าคณะวันนี้ทั้งคู่ดูเปลี่ยนไปอย่างประหลาด
“ช่วงที่หายไป…เราคิดอะไรได้เยอะนะ”
“เหมือนกัน”
“เราไม่อยากเสียเธอไปแบบนั้นอีก” พัตเตอร์พูดช้า ๆ
“งั้นถ้าต่อจากนี้…เรายังไม่ต้องนิยามว่าเราคืออะไร แค่ค่อย ๆ ไปด้วยกันได้หรือเปล่า”
เงียบ เขามองเธอ มือขวาวางไว้บนโต๊ะ มือของเธอขยับไปทับช้า ๆ
“ได้สิ”
แสงวันใหม่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง รอยยิ้มแรกของฤดูใหม่ปรากฏบนใบหน้าทั้งสอง สองมือจับกันไว้อย่างมั่นคง เป็นคำตอบที่ไม่ต้องพูดด้วยถ้อยคำ
เพื่อน ๆ เดินผ่านมาแซวอีกครั้ง แต่คราวนี้ ทั้งคู่แค่มองหน้ากันแล้วยิ้ม รับรู้หัวใจตัวเองโดยไม่ต้องมีคำสารภาพใด ๆ
ฤดูไม่กล้าบอกได้กลายเป็นฤดูของการเติบโต เรียนรู้ ยอมรับอดีต และเปิดใจให้อนาคต จากนี้ไป แม้ฝนจะตกอีกกี่ฤดู พวกเขาก็จะมีกันและกันในจังหวะที่ใจพร้อม