ฤดูฝนที่ยังไม่จางหาย
เสียงฝนโปรยลงมาอย่างหนักในเช้าวันจันทร์ ขณะที่พีทนั่งจ้องจอมอนิเตอร์ในออฟฟิศบริษัทโฆษณาเล็กๆ ย่านสีลม ดวงตาแข็งกร้าวและเหนื่อยล้า ฝ่าฝนจากคอนโดมาถึงที่ทำงาน เสื้อเชิ้ตเปียกและรองเท้าผ้าใบชื้นไม่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น เขาพิมพ์ดีดคีย์บอร์ดอย่างเฉยชาทั้งที่ยังติดพะวงถึงงานที่ผ่านมา—ความผิดพลาดที่ถูกหัวหน้าตำหนิอย่างรุนแรงเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังเหน็บในอกไม่หาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกริ่งรับแขกดังขึ้น พีทหันไปมอง เห็นหญิงสาวคนใหม่ยืนลังเลที่ประตู เธอสวมชุดสูทสีครีมแต่กระโปรงหน้าเปื้อนรอยน้ำฝน ผมยาวหยิกเปียกลู่ติดแก้ม ใบหน้ามีทั้งรอยยิ้มกังวลและประหม่า
“ขอโทษค่ะ… ที่นี่ใช่ One Color Studio หรือเปล่า?” เธอถามเบาๆ สายตากวาดหาใครสักคนในห้อง
“ใช่ครับ” พีทตอบโดยไม่หันมามองเต็มที่ “ต้องติดต่อใครครับ”
“เอ่อ… ฉันชื่อน้ำค้าง มาวันแรก ฝากตัวด้วยนะคะ”
ทุกสายตาหันไปที่เธอ หัวหน้าบริษัทเดินเข้ามาแนะนำ ย้ำว่าน้ำค้างจะมาทำงานฝ่ายการตลาด พีทเพียงพยักหน้าและตั้งท่าจะกลับไปทำงาน น้ำค้างยิ้มเขินๆ ขอโทษอีกครั้งที่ทำพื้นเปียกจากร่มที่เปิดไว้ข้างใน
เสียงฝนข้างนอกกลบเสียงหัวใจที่เต้นแผ่วของพีท เขาเผลอเหลือบตามองผู้หญิงคนใหม่อีกครั้ง—แววตาแปลก ๆ ที่ซ่อนไว้ด้วยความเข้มแข็งกับความเปราะบางในเวลาเดียวกัน
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง น้ำค้างเดินเข้ามาขอรายละเอียดโปรเจกต์ด้วยท่าทีระวัง พีทยกคิ้ว มองดูเธอเงอะงะกับการจดโน้ตเหมือนนักเรียนปีหนึ่ง
“ขอโทษนะคะ พอดีเพิ่งได้อ่านบรีฟ”
“งานนี้รีบหน่อยครับ ลูกค้ารอสามวัน” พีทตอบเสียงเรียบ ไม่มีความหงุดหงิดแต่ก็ไม่มีความเป็นมิตร เธอยิ้มกล้ากลางสายฝนที่ยังไม่หยุด
บ่ายวันนั้นทั้งสองคนร่วมประชุมทีม พีทพูดน้อยและรักสงบเหมือนเคยขณะแต่น้ำค้างเสนอไอเดียอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ บางครั้งกลายเป็นความเข้าใจผิด พีทขัดความเห็นด้วยรูปแบบนิ่งเฉียบ คำพูดสั้น ๆ แต่แสบลึก ท่ามกลางบรรยากาศฝนพรำ น้ำค้างเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่าคิดถูกไหมที่ย้ายที่ทำงานมาใหม่
“เขาไม่ยิ้มให้ใครเลยเหรอ” น้ำค้างกระซิบกับจูน เพื่อนร่วมงานสาวเสียงใสตอนพักกินข้าว
“ไม่ค่อย—แต่ถ้าได้คุยจะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนร้ายกาจอะไร แค่เงียบ” จูนตอบปนหัวเราะ
อาหารกลางวันจบลง น้ำค้างกลับไปนั่งหน้าเครื่องคอม เธอเผลอมองพีทที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง ริมฝีปากขบเม้มไร้รอยยิ้ม เค้าโครงใบหน้านิ่งสนิท มีบางสิ่งที่เธออยากจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่มีโอกาส
วันถัดมา ฝนยังตกต่อเนื่อง น้ำค้างเร่งรีบมาถึงบริษัทโดยลืมร่ม สิ่งแรกที่เห็นคือพีทยืนเช็ดกระจกหน้าต่างที่เจิ่งน้ำนอง เธอหยุดชะงักอยู่ตรงประตู สบตากันโดยบังเอิญ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ…” น้ำค้างเอ่ยเสียงขื่น ๆ
“มาตรงเวลาดีแล้วครับ” พีทตอบโดยไม่หันกลับมา “แต่ร่มแห้งไว้หน้าบริษัทด้วย เดี๋ยวเป็นหวัด”
น้ำค้างยิ้มจาง ๆ ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเป็นห่วงอะไรแบบนั้น ระหว่างที่พีทเดินไปนั่งประจำโต๊ะ น้ำค้างรีบเตรียมเอกสารของบรีฟใหม่ แต่จู่ ๆ กระดาษปลิวหายไปกับลมจากหน้าต่างเปิดอ้า
พีทมองเห็น วิ่งคว้ากระดาษให้ “ระวังหน่อย” เขาส่งกระดาษคืนโดยแทบไม่สบตา น้ำค้างหัวเราะเบา ๆ “ขอบคุณนะคะ”
หลายวันต่อมา ความสัมพันธ์ของทั้งสองยังไม่ได้ก้าวหน้าไปไหน ชายหนุ่มยังคงนิ่ง ออกห่างอย่างตั้งใจ น้ำค้างพยายามเสนอความช่วยเหลือหรือแลกเปลี่ยนความคิดในงาน แต่ส่วนมากจะถูกปฏิเสธด้วยถ้อยคำสุภาพแต่เด็ดขาด
วันหนึ่งบริษัทมีงานเลี้ยงต้อนรับน้ำค้าง พี่โต้งหัวหน้างานเสนอให้น้ำค้างกับพีทนั่งโต๊ะเดียวกัน เสียงเพลงเบา ๆ คลอประสานเสียงหัวเราะของเพื่อนร่วมงาน พีทนั่งนิ่งไม่แตะแก้วเบียร์สักหยด
“พี่ไม่ชอบไปไหนเลยเหรอคะ?” น้ำค้างถามเมื่อเริ่มหมดเรื่องคุย
เขาสบตาเธอครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “ชอบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยชอบงานสังคม”
“เหมือนขัดแย้งกับงานที่ทำเลยเนอะ ต้องคอยคิดไอเดียใหม่ ๆ ให้คนอื่น”
“บางทีเราก็ใช้พลังเยอะกับการทำงาน จนไม่เหลือจะใช้กับเรื่องอื่น ๆ” พีทตอบ เสียงผ่อนคลายลง น้ำค้างชะงักเล็กน้อย เพิ่งรู้สึกว่าได้เห็นมุมหนึ่งของเขา
ค่ำคืนนั้นฝนยังคงตก น้ำค้างนั่งรอแท็กซี่กลับบ้าน คนทยอยกลับจนห้องทำงานเหลือเพียงสองคน เธอกอดกระเป๋า โยนสายตามองฝนโยก เงาสะท้อนแสงไฟจางบนพื้นน้ำ
“รถยังไม่มาเหรอ?” พีทเดินมาใกล้ ราวกับเพิ่งสังเกตเห็นหญิงสาวกำลังรออย่างหนักใจ
“รออยู่ค่ะ ฝนตกหนักไปไหนไม่ได้เลย”
พีทพยักหน้า “จะรอด้วยไหม”
น้ำค้างทำหน้าแปลกใจแต่ยิ้มรับ ต่างคนต่างเงียบ ก่อนเขาจะพูดเบา ๆ “บางทีฝนก็ไม่ได้แย่ ถ้าพาเรามาเจอกับอะไรดี ๆ บ้าง”
น้ำค้างสบตาเขา ยิ้มละมุน ฟังแล้วรู้สึกอุ่นในอก
คืนวันนั้นผ่านไปด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมาย รอยยิ้มบางของพีทในที่สุดก็ปรากฏขึ้นครั้งแรก
วันต่อมา พีทกับน้ำค้างมีโอกาสทำโปรเจ็กต์ใหญ่ด้วยกันสำหรับลูกค้าใหม่ งานนี้ต้องเตรียมพรีเซนต์ภายในสองสัปดาห์ ทั้งคู่ต้องใช้เวลาร่วมกันบ่อยขึ้น ทั้งประชุม ทำงานดึก ส่งแมสเสจคุยกันเรื่องงานหลังเลิกงาน ช่วงแรกความสัมพันธ์ยังคงอึดอัด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงหัวเราะและการโต้เถียงจะแทรกแซงความกังวลเดิมอย่างแผ่วเบา
พีทยังคงพูดน้อยแต่เริ่มรับฟังน้ำค้างมากขึ้น น้ำค้างเพิ่มความมั่นใจในการนำเสนอ พีทสอนการใช้โปรแกรมออกแบบ หลายครั้งเขาช่วยเธอเก็บรายละเอียด ชื่นชมในไอเดียที่สดใหม่โดยไม่ต้องพูดออกมาตรง ๆ
บ่ายวันหนึ่ง น้ำค้างเสนอไอเดียใช้สีน้ำเงินเข้มในชิ้นงาน พีทเงียบ ทบทวนสักพักก่อจะเอ่ย “เอาสิ ลองดู” รอยยิ้มผุดบนมุมปากนั้น เธอเองก็ตกใจ—คิดไม่ถึงว่าเขาจะยอมฟังง่าย ๆ
บางครั้งความเครียดถาโถม น้ำค้างพลาดงานจนโดนตำหนิ พีทเข้ามาช่วยอธิบายและเคียงข้างเธอ อารมณ์หงุดหงิดในวันแรก ๆ ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยการสนับสนุนเงียบ ๆ
ค่ำวันหนึ่ง หลังส่งงานใหญ่สำเร็จ น้ำค้างนั่งรถเมล์กลับพร้อมพีท ท้องถนนเปียกชุ่ม ไฟสะท้อนผิวน้ำบนถนนทั้งสองนั่งเงียบ ณ จุดหนึ่ง น้ำค้างเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ขอบคุณนะคะ สำหรับทุกอย่าง”
“ที่ช่วยกันก็เพราะเห็นว่า เธอพยายามมาก—not everyone does that” พีทพูดเสียงแผ่วในความมืด
“บางทีฉันก็กลัวว่ามันไม่พอหรอกค่ะ”
“ฉันเองก็เหมือนกัน” เขาเหลือบตามอง ดวงตานั้นมีความเศร้าเร้นลึก
บรรยากาศเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา แต่ต่างฝ่ายต่างรับรู้
เวลาผ่านไป ฤดูฝนยังคงไม่สิ้นสุด บริษัทเริ่มมีการปรับโครงสร้าง พีทและน้ำค้างถูกแบ่งทีมแยกกัน ทำให้ทั้งคู่ต้องห่างกันไปโดยปริยาย แรก ๆ ส่งข้อความคุยกันทุกเช้าเย็น แต่เมื่อภาระงานใหม่มากขึ้น บทสนทนาก็ลดลง กลางคืนที่เคยมีเสียงแจ้งเตือนจากเธอ พีทนั่งเงียบอยู่ในห้อง มองฝนตกผ่านหน้าต่าง รู้สึกถึงบางอย่างขาดหายไป
น้ำค้างเริ่มห่างเพราะถูกหัวหน้ากดดันเรื่องเป้าหมายยอดขาย หลายครั้งต้องออกไปพบลูกค้า พีทอยากช่วยแต่รู้สึกตัวเล็กลง ไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไปแบบเมื่อก่อน
เย็นวันหนึ่งขณะเดินกลับบ้าน พีทเผชิญหน้ากับอดีตเมื่อบังเอิญเจอแฟนเก่าที่ร้านสะดวกซื้อ เธอยิ้มทัก ท่าทางสบายใจ ไถ่ถามเรื่องงานและชีวิตใหม่ในสายฝน ทว่าอดีตนั้นสะเทือนใจเขาอีกครั้ง—ฝันที่เขาเคยมีเกี่ยวกับชีวิตคู่ในวันข้างหน้าได้สูญสิ้นไปพร้อมความไว้ใจในใจ
คืนถัดมา พีทตัดสินใจเมาเงียบคนเดียว โทรศัพท์มือถือวางอยู่ข้างกาย เขากดเบอร์น้ำค้างแต่ลังเลก่อนจะวางสาย น้ำค้างเห็นสายที่ไม่ได้รับแต่ไม่ได้โทรกลับ เธอกำลังสับสนวุ่นวายกับเรื่องงานและคำพูดเจ้านายที่กดดันว่ายอดขายที่ตกต่ำ“เพราะเธอเข้ากับทีมไม่ได้”
บรรยากาศในออฟฟิศวันต่อมาจืดชืด น้ำค้างตั้งใจทำงานหนักมากขึ้นแต่ดูอ่อนล้าลง หัวหน้าบอกว่าสำนักงานใหญ่กำลังพิจารณาปรับลดพนักงาน ในการประชุมใหญ่ครั้งถัดมา พีทนิ่งฟังข่าวโดยไม่แสดงอารมณ์ น้ำค้างพยายามยิ้มสู้แต่แววตาวาวน้ำตา
หลังประชุม พีทยืนรอน้ำค้างที่บันไดหนีไฟ “เหนื่อยใช่ไหม” เสียงเขาเบาแทบไม่ได้ยิน
น้ำค้างพยักหน้าทั้งน้ำตา กลั้นใจตอบ “บางทีฉันคิดว่ามันผิดตั้งแต่ต้นแล้ว… คนอย่างฉันมันไล่ตามคนอื่นไม่เคยทัน”
“อย่าพูดแบบนั้น” พีทเอามือแตะไหล่เบา ๆ เธอส่ายหน้า
“พีทก็เหมือนกัน บางทีฉันต้องการแค่ให้ใครสักคนอยู่ตรงนี้ ฟังเฉย ๆ ก็พอ”
เขานั่งเงียบบนบันไดข้าง ๆ ฟังเสียงฝนซัดจนถึงหัวใจ ไม่พูดอะไรจนวินาทีสุดท้าย น้ำค้างลุกขึ้นก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “ขอบคุณ…ที่ไม่เดินหนีเหมือนคนอื่น”
ความใกล้ชิดกลับมาค่อย ๆ ติดใหม่ ทว่าอุปสรรคใหญ่ค่อย ๆ คืบคลาน เมื่อบริษัทประกาศเลย์ออฟ น้ำค้างคือรายชื่อแรก ๆ ที่ถูกเรียก
เธอยืนอึ้งหอบกระเป๋า พีทยืนมองอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปปลอบ—ยังจำอดีตวันที่แฟนคนเก่าเดินจากไป เธอไม่เคยขอให้เขาอยู่ ไม่เคยขอให้ช่วย ทำได้เพียงปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป
แต่ครั้งนี้มือของน้ำค้างสั่น เธอมองหาพีท พีทลังเลแต่ในที่สุดเดินเข้ามา “นายอยู่กับเราก่อนได้ไหม” น้ำค้างพูดสั้น ๆ เสียงสั่นแต่จ้องเขาตรง ๆ
“ได้สิ” พีทตอบ ตาสั่น ๆ ที่ไม่เคยมองใครตรง ๆ ตอนนี้เริ่มกล้าขึ้นมา
คืนนั้นสองคนเดินฝ่าสายฝนกลับบ้าน ไม่มีคำพูดมากนัก แต่ความใกล้ชิดใหม่ชัดเจนกว่าคืนไหน ๆ
หลังวันนั้น น้ำค้างไม่มีงานประจำแต่เริ่มรับงานฟรีแลนซ์เล็ก ๆ พีทสนับสนุนส่งลูกค้าให้ เขาเองก็กล้าเสนอไอเดียใหม่ในงาน กล้าพูดขึ้นเวลาประชุมมากขึ้น เพราะไม่อยากอยู่ในเปลือกเดิม ๆ ที่ทำให้เสียเธอไป
ฝนเริ่มซาในเดือนกรกฎาคม พีทกับน้ำค้างนั่งดื่มกาแฟริมทางด้วยกัน ใต้ฟ้าสีเทาหลังพายุ
“นายกลัวอะไรที่สุดเวลาต้องเปลี่ยน” น้ำค้างถามเบา ๆ สายตาทอดอารมณ์
พีทเงียบอยู่นาน ก่อนเอ่ย “กลัวสูญเสีย—แต่ก็กลัวไม่กล้าเริ่มอีกเหมือนกัน”
น้ำค้างยิ้มช้า ๆ “ฉันก็เหมือนกัน”
พีทหัวเราะเบา เหม่อฝนหยาดสุดท้ายบนกระจก
“อยากลองทำงานด้วยกันไหม” เขาถามในที่สุด
เธอสบตาเขานานกว่าทุกครั้ง “ถ้านายไม่ทิ้งกันกลางฝนอีก”
มือของเขาอบอุ่นเมื่อวางลงบนมือเธอ ฝนฤดูใหม่กำลังจะมา แต่ครั้งนี้ สองใจต่างพร้อมจะเปียกไปพร้อมกันอีกครั้ง