เพลงรักใต้สายฝน
เสียงเปียโนเงียบสงัดไปพร้อมกับเสียงฝนที่กระทบกระจกหน้าต่าง ห้องซ้อมเก่าๆ ในตึกศิลปกรรมยังมีแสงไฟเหลือเพียงดวงเดียว ปันนั่งอยู่ตรงนั้น—นิ้วมือของเขาคลำหาคอร์ดชุดใหม่ ไม่ได้รีบ ไม่ได้ช้า ทุกโน้ตคล้ายสะท้อนเศษเสี้ยวของอะไรสักอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูห้องเปิดออกอย่างแผ่วเบา จูนยืนลังเลอยู่ตรงกรอบประตู เธอมองปันด้วยสายตาประหลาดใจเสี้ยววินาที ก่อนจะเดินเข้ามาวางแฟ้มบนโต๊ะ ลมหายใจเธอแผ่วเบา “ขอโทษ… คือ เราขอซ้อมร้องเพลงแป๊บนึงได้มั้ย”
ปันหันมามอง ก่อนพยักหน้า ไม่พูดอะไร ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหายใจและฝนข้างนอก จูนยืนนิ่งอยู่หน้ากระจก—มือขยำแฟ้มแน่น ก่อนจะเริ่มร้องทีละวรรค เสียงเธอสั่น หัวใจเต้นช้าๆ เรื่องราวของทั้งสองเพิ่งจะเริ่ม
หลังซ้อมจบ จูนเตรียมเดินออกไป เธอหยิบร่มพับสีเหลืองขึ้นมาถือ ปันมองตาม “รอแป๊บนะ หยิบกุญแจรถจอดด้านหลังด้วย พอดีฝนตกหนัก เดี๋ยวเดินไปด้วยกัน” เสียงเขานุ่มนวลแต่ติดขัดนิดหน่อย สองคนเดินเคียงกันในทางเดินเปียกฝน เหมือนไม่กล้าถามอะไรออกไป
บนรถราขับสวนเสียงฝน ดูเงียบงันนาน จนปันถามเบาๆ “นี่… จูนทำไมถึงเลือกเรียนร้องเพลงเหรอ”
จูนชะงักนิดหนึ่ง “ก็…เรารู้สึกว่ามันเหมือนพื้นที่ที่เราคุมได้…แบบเวลาเราอยู่กับเพลง เหมือนทุกอย่างในใจเราค่อยๆเบาลง” เธออธิบายเสียงเบา พยายามปิดบังบางอย่างในถ้อยคำนั้น ปันมองข้างถนนครู่หนึ่ง “เหมือนกัน…เราแต่งเพลงเพราะพูดกับคนอื่นไม่ค่อยเก่ง”
สายตาทั้งสองประสานกันผ่านกระจกหลัง น้ำฝนเกาะกระจกเป็นรอยคล้ายหยาดน้ำตา ความรู้สึกที่พูดยากค้างอยู่ในอากาศ
วันต่อมา ปันกับจูนซ้อมเพลงคู่ในชมรมดนตรี ทั้งคู่ต้องฝึกเตรียมขึ้นแสดงงานเปิดบ้านมหาวิทยาลัย บรรยากาศจึงค่อนข้างตึงเครียด ปันเล่นเปียโนพลาดอยู่หลายครั้ง จูนเผลอถอนหายใจแรง “มือซ้ายปันช่วงท่อนฮุคชอบเพี้ยนตลอดเลยอ่ะ ฟังแล้วสะดุดมาก”
ปันหยุดเล่น เงียบไปพักหนึ่ง “ก็…เราพยายามอยู่นะ บางทีอาจเพราะกลัวล้มเหลว เสียงมันเลยไม่ไปไหน”
จูนลดแฟ้มลง มองเขานิ่ง “ก็แค่ซ้อมต่อไป เดี๋ยวมันก็ดีเอง…แต่เราขอโทษนะ เมื่อกี้อาจพูดแรงไปหน่อย”
ปันยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรหรอก ดีกว่าปล่อยให้เล่นผิดจนติดนิสัย”
ความสัมพันธ์ค่อยๆ งอกงามผ่านบทสนทนาตะกุกตะกัก ความใกล้ชิดเริ่มมีมากขึ้น ทั้งคู่เริ่มคุยกันเรื่องอื่นนอกจากดนตรี—ปันเล่าเรื่องบ้านที่ต้องรับงานตีคีย์บอร์ดตามร้านเหล้าแทนพ่อที่เจ็บขา ส่วนจูนเล่าถึงแม่ที่ป่วยและเงินค่าเทอมที่เกือบไม่พอ ต้องทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟ
คืนนั้น ปันส่งแชทถามว่า “จูน…ว่างมั้ย เสาร์นี้ไปดูวงแสดงสดด้วยกันมั้ย?”
จูนเห็นข้อความแต่ลังเลอยู่นาน ก่อนจะพิมพ์ตอบ “ได้ แต่ขอรอคำตอบเรื่องเปลี่ยนเวรงานก่อนนะ”
ปันเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตื่นเต้นนัก ก็นั่งเงียบ คำถามค้างในใจว่าการชวนกันออกไปนอกมหาวิทยาลัยแบบนี้ มันจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปไหม
เย็นวันอาทิตย์นั้น ทั้งคู่ไปฟังคอนเสิร์ตวงดนตรีอินดี้ ปันตั้งใจจะไม่ทำตัวเก้อเขิน แต่บางทีความประหม่าก็ปิดไม่มิด จูนแอบเหลือบตามอง “นี่…บางทีเราอิจฉาคนที่กล้าร้องเพลงบนเวทีนะ ปันว่าเราสองคนกล้าไหม ถ้ามีโอกาสแบบนั้น”
ปันหัวเราะ “ถ้าอยู่กับจูน…เราอาจจะกล้าขึ้น ติดแต่ยังไม่เคยมีใครชวน”
จูนเงียบลง สายตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
ปันสังเกตเห็น ไม่กล้าถามต่อ ความเงียบแปลกๆ ระหว่างสองคนคล้ายมีอะไรบางอย่างคั่นกลางอยู่ แต่พูดออกมาไม่ได้
คืนหนึ่ง จูนซ้อมร้องในห้องน้ำรวม หญิงสาวอีกคนเข้ามาแล้วหยอกล้อ “เสียงเพราะเนอะ มีแต่คนแอบปลื้ม”
จูนหัวเราะกลบ “บ้า ไม่เห็นมีใครจะสนใจเราเลย” เธอยืนอยู่หน้ากระจก พลางถอนหายใจเบา ๆ มองใบหน้าของตัวเองในเงาสะท้อน รอยแผลตรงคางกับไหล่ที่มักแต่งหน้ากลบซึ่งบ่งบอกอดีตอันเจ็บปวด
ปันส่งไฟล์เดโมเพลงใหม่มาให้จูน “ลองฟังดูนะ”
จูนฟังแล้วจมอยู่กับเนื้อเพลงที่พูดถึงการรอคอยและกลัวสูญเสีย เธอพิมพ์กลับ “เพลงนี้เศร้ามากเลย ปันเคยกลัวอะไรแบบนี้บ้างมั้ย?”
ปันอ่านแล้วเว้นช่วงนาน ก่อนตอบ “กลัว…กลัวต้องอยู่คนเดียวเหมือนกัน กลัวเสียคนที่สำคัญไป”
จูนพิมพ์จุดไข่ปลา แต่ไม่กล้ากดส่งข้อความใด ๆ ความกลัวบางอย่างในอดีตยังตรึงเธอไว้
เวลาผ่านไป ปันกับจูนสนิทกันมากขึ้น ถึงขนาดเวลาทำกิจกรรมกลุ่ม จูนมักเลือกอยู่ทีมเดียวกับปัน หลายครั้งที่เพื่อนในกลุ่มเริ่มล้อ “นี่ชอบกันปะวะ”
จูนหัวเราะกลบเกลื่อน ปันหน้าแดง มีเพียงตาเท่านั้นที่บอกความรู้สึกที่ยังพูดออกมาไม่ได้
คืนหนึ่งทั้งสองนั่งใต้เฉลียงหอพัก ฟังเสียงฝน ปันหยิบกีต้าร์ออกมาเล่นเพลงโปรดเบา ๆ “จูน…ถ้ามีอะไรอยากเล่า เราฟังได้นะ”
จูนเงียบไปนาน สายตาหลบ “เคยโดนทำร้าย…เลยไม่ค่อยไว้ใจใคร กลัวว่าเล่าแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยนไป”
ปันวางกีต้าร์ลง ไม่พูดอะไร เอาแค่หัวใจสั่นไหวข้างใน จูนพูดต่อเสียงเบา “แม่ป่วยก็เพราะเราแหละ…ผู้ชายคนนั้น เคยเป็นคนในครอบครัว เราไม่ให้อภัยตัวเองเลย”
บรรยากาศเงียบงันนาน ปันเอื้อมไปจับมือจูนแผ่วเบา แม้มือจะสั่น คนทั้งสองไม่มีคำพูดใด ๆ มีเพียงฝนที่กระทบหลังคาดังขึ้นเรื่อย ๆ
วันแสดงงานเปิดบ้านมาถึง จูนเครียดมาก ไข้ขึ้นกลางคืนแทบร้องไห้ในห้องน้ำ ปันส่งเพลงบันทึกเสียงตัวเองร้องท่อนสุดท้ายมาให้ “ก็แค่ให้ใจมันพาไป…ถ้าอยู่ตรงนี้ ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอ”
จูนเปิดเพลงฟัง น้ำตาไหลอย่างที่ไม่ได้ร้องมานาน เธอไม่ได้ตอบข้อความอะไร ปันเองก็ใช้เวลาทบทวน เขาจำได้ว่าเมื่อต้นปีเคยผิดสัญญากับเพื่อนสนิทจนอีกฝ่ายเลิกคบ ทุกความสัมพันธ์สำคัญสำหรับเขา แต่พลาดได้ง่ายจนน่ากลัว เขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ความกลัวทำลายอะไรอีก
คืนก่อนขึ้นเวที ปันและจูนซ้อมเพลงรอบสุดท้าย หลังซ้อมเสร็จ แม้จะไม่มีคำหวานใด ๆ ออกมา ทั้งคู่กลับรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกสำคัญเท่าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
วันงานมาถึง สายฝนกระหน่ำลงมาจนเวทีต้องเปลี่ยนไปอยู่ในหอประชุม บรรยากาศตรึงเครียดไปทั่ว จูนยืนลังเลหน้าม่านดำ ก่อนปันจะหยิบมือเธอมาแน่น ๆ “จะกลัวก็ได้ แต่ขอให้ไปด้วยกันนะ”
เวทีสว่างขึ้นทั้งคู่ออกไปกลางไฟสปอร์ตไลท์ เพลงไหลลื่นกว่าทุกครั้ง น้ำเสียงประสานกัน เศษเสี้ยวความกลัวค่อย ๆ สลายไป จูนกล้าสบตาปัน ทุกคำร้องเหมือนได้ถ่ายทอดใจที่ไม่อาจพูดออกมา
พอจบงาน คนทั้งหอประชุมปรบมือกึกก้อง ปันยิ้มกว้าง “เก่งมากเลย…”
จูนกลับไม่พูดอะไร เธอเดินหายไปในฝูงชน ปันกำลังจะตามแต่เปลี่ยนใจ ยืนนิ่ง—บางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความสัมพันธ์กำลังเกิดขึ้นในใจเขา
คืนต่อมา จูนส่งข้อความมาหาปัน “เราอาจไม่ได้เข้มแข็งพอสำหรับคนทั้งโลก แต่เราอยากอยู่ข้างปัน ถ้าปันยังอยากให้เราอยู่”
ปันเห็นข้อความ นิ่งงัน ก่อนตอบกลับ “เราไม่รู้อนาคต แต่ถ้าวันไหนใจจูนเหนื่อย อย่าเดินหนีจากเราไปนะ โอเคไหม”
สายฝนในคืนเหงาคืนหนึ่ง กลายเป็นเสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่แสนเท่าไร่นับไม่ถ้วนของทั้งคู่ เรื่องราวของปันกับจูนยังคงดำเนินไป ไม่มีจูบ ไม่มีคำว่ารักที่ชัดเจน แต่ความรู้สึกปลอดภัยระหว่างสองใจค่อยๆ ก่อตัวเป็นเพลงรักที่ไม่มีวันจบ